แก่นแท้ของเว็บไซต์

การสวดมนต์
กรรมฐานเบื้องต้น
การเข้าปฏิบัติธรรมที่วัด
การเดินทางมาที่วัด
ปฏิทินการเข้าปฏิบัติธรรม
  เพิ่ม ลด ปกติ


สอบถามปัญหากับคณะที่ปรึกษา :: กลับสู่หน้ารวม

ห้อง "สอบถามปัญหากับคณะที่ปรึกษา"

ขออนุญาตรบกวนสอบถาม

พิมพิมล

ผู้เยี่ยมชม

 


ตอบเมื่อ: 6 ส.ค. 53 14:45 แจ้งลบ

ขออนุญาติรบกวนสอบถามนะคะ
ถ้าเราสวดมนต์ และนั่งสมาธิที่บ้าน จะสามารถทำให้จิตเป็นสมาธิโดยที่ไม่ต้องมาปฏิบัติกรรมฐานที่วัดได้ไหมคะ การสั่งสมาธิก็เคยนั่งมาค่ะแต่ไม่สม่ำเสมอเพราะเวลานั่งมักจะเจอเหตุการณ์อะไรแปลกๆ เช่น ตัวโยกบ้าง รู้สึกเหมือนมีอะไรกลมๆ ลอยอยู่บริเวณหน้าผาก(เหมือนกับอะไรเต้นตุ๊บๆ จะลอยออกไปประมาณนั้นค่ะ) บางครั้งก็เหมือนกับตัวเองเล็กลงไปอยู่ในตัวเองนั่นแหละค่ะ บางครั้งก็รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองคอบิดไปบ้าง บางครั้งก็เหมือนกับตัวเองไปอยู่ในที่โล่งๆ กว้างๆ แต่เมื่อได้ฟังธรรมจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญก็ทราบว่ามันเกิดเพราะอะไรสักอย่างคะพูดไม่ถูก ก็เลยกำหนดตามอาการที่เป็นซึ่งก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นคะ และอยากทราบอีกเรื่องคะ คือว่ามันจะเป็นไปได้มั๊ยที่คนเราเมื่อจิตอ่อนแล้วมักจะเห็นอะไรที่บางคนไม่อยากจะเห็น ซึ่งเป็นคนนึงที่เห็นสิ่งเหล่านี้บ่อยๆ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไรคะ ซึ่งบางครั้งก็จะเป็นความฝันที่บ่อยครั้งฝันเห็นแต่โบสถ์แต่พระประธาน เห็นพระที่วันใกล้บ้านที่มรณะภาพไปแล้ว หรือแม้กระทั่งเห็นพระนั่งอยู่บนยอดไผ่ในตอนกลางวันแสกๆ และบ้างครั้งก็มีความรู้สึกว่ามีใครมายืนดูเราอยู่ขออนุญาตเล่าให้ฟังนะคะ เพราะไม่รู้จะปรึกษาใครเพราะเขาก็ไม่สามารถตอบปัญหาให้ได้ค่ะ คือ มีอยู่วันนึงค่ะไปกินข้าวที่ในครัวซึ่งอยู่ติดกับนา ก็รู้สึกว่ามีผู้ชายอายุประมาณ 60 ปี และเด็กผู้หญิงคนหนึ่งใส่เหมือนชุดนักเรียนสมัยก่อน คือผ้าถุงสีน้ำเงินและเสื้อสีขาว มายืนอยู่บริเวณนาใกล้กับครัว ซึ่งตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะคิดเพียงว่าเราคงคิดไปเอง จนมา 2 วัน 3 วัน ก็ยังมีความรู้สึกอย่างนั้นอยู่ ก็เลยไปทำสังฆทาน พอกลับมาบ้านก็ไม่มีความรู้สึกนั้นแล้ว เรื่องที่ 2 ค่ะ วันนั้นเป็นวันพระใหญ่พระจันทร์สว่างมากๆ ปวดเข้าห้องน้ำค่ะแล้วก็ไม่รู้คิดยังไงชะโงกหน้าไปดูพระจันทร์แต่ก็ไม่เห็นเพราะหลังคาบ้านมันบังแต่ก็ต้องแปลกใจเพราะเห็นแสงสว่างอยู่ใต้ถุนบริเวณห้องนอนพอดีค่ะมองยังไงก็มองไม่เห็นค่ะว่าต้นเหตุของแสงมาจากอะไร แล้วก็วันพระอีกเช่นเดียวกันค่ะแต่ครั้งนี้รู้สึกกลัวมากๆ เลยค่ะเพราะตัวแดงมาเลยหัวเหมือนจะเป็นคนค่ะแต่วันตัวเป็นสุนัขน่ากลัวมาก เพราะมีหน้าที่เอาข้าวให้สุนัขค่ะก็จะเอามาให้เวลาตอนประมาณ 2-3 ทุ่มของทุกวัน เล่นเอาซะเย็นของวันโกนวันพระไม่ออกไปไหนเป็นพักเลยค่ะ แล้วที่ตอนที่ตั้งท้องเวลาที่กลับมาบ้านจะมีความรู้สึก (เห็น) ว่ามีราวผ้าอ้อมตามรอบบ้าน คือ ตากตามฝาบ้านน่ะคะตามทั้งหลังเลยแล้วก็มีลมเย็นๆ พัดผ้าอ้อมเหล่านั้นปลิวค่อยๆ เห็นอยู่ประมาณ 7 วันคะ แล้วก็หายไป และพอวันคลอดเขาก็คลอดวันพระใหญ่พอดีและวันพระใหญ่วันนั้นตรงกับวันตรุษจีนด้วยค่ะ ขออนุญาตรบกวนแค่นี้ค่ะ ยาวเลยแล้ววันหน้าจะมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ
 
IP: 202.28.21.5



ณัฐวรรธน์ ภรนรา

คณะที่ปรึกษา

 

ตอบเมื่อ: 7 ส.ค. 53 10:55 แจ้งลบ

เรียนคุณพิมพิมล
ผมขออนุญาตสนทนาด้วย ในฐานะกัลยาณมิตรครับ

หากจะถามว่า เราสวดมนต์ ปฏิบัติธรรมอยู่ที่บ้าน จะได้ผลเหมือนอยู่ที่วัดหรือไม่นั้น
ผมขออนุญาตเรียนให้พิจารณาคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่ว่า

"ทำบ้านให้เป็นวัด"

ท่านสอนไว้ใจความว่า การทำบ้านให้เป็นวัดนั้น
ทำให้เราไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องเสียเวลา สามารถทำเมื่อใดก็ได้
ก็จะสามารถทำให้เป็นประจำและต่อเนื่องได้ ไม่ต้องรอไปที่วัด
ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเน้น ท่านย้ำ
อีกทั้งเจ้าหน้าที่ทุกท่านก็พยายามย้ำในจุดนี้นะครับ
ว่ากลับไปบ้านแล้ว ให้ปฏิบัติทุกวัน ให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอครับ

ที่สำคัญเราควรที่จะปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามที่หลวงพ่อท่านสอน ไม่ออกนอกแบบ
ที่วัดสอนปฏิบัติโดยพื้นฐานอย่างไร ก็ให้ทำเช่นนั้นไปเรื่อย ๆ นะครับ
ดังนั้นหากยังไม่เคยไปที่วัด ควรที่จะสละเวลาสัก ๗ วัน เดินทางไปเรียนการปฏิบัติเบื้องต้นที่วัดเสียก่อน
หากเคยไปเมื่อนานมาแล้ว ก็แนะนำให้ไปทบทวนใหม่สัก ๗ วันเช่นกันครับ
จึงจะกลับมาทำบ้านให้เป็นวัด ได้อย่างถูกต้องนะครับ


สำหรับเรื่องคนจิตอ่อนแล้วจะเห็นอะไรที่ไม่อยากจะเห็น หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เราเจอมาทั้งหลายนั้น
ผมขอแนะนำให้วางเรื่องพวกนี้เอาไว้ก่อนนะครับ

เพราะพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านสอนไว้ใจความว่า เห็นน่ะเห็นจริง แต่ที่เห็นนั้นของจริงหรือเปล่าไม่รู้
เหตุเพราะว่า คนจิตอ่อน สติอ่อนนั้น จะปรุงแต่งได้ง่าย
ทีนี้ตัวเรานั้นปรุงแต่งหรือเปล่า หรือว่าที่เห็นทั้งหมดนั้นเป็นของจริง

ตรงนี้จะตอบได้ก็ต่อเมื่อ ได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ให้เป็นประจำ ต่อเนื่อง ไม่ออกนอกแบบ
หลวงพ่อสอนอย่างไรก็ทำเช่นนั้น ไม่วิเคราะห์วิจารณ์ ไม่ปฏิบัติตามใจตัว
เมื่อปฏิบัติไปแล้ว มีสติ เกิดปัญญา สามารถอ่านตัวออก บอกตัวได้ ใช้ตัวเป็น เห็นตัวตาย คลายทิฐิ ดำริชอบ
หากทำได้เช่นนั้นแล้ว ก็จะแยกแยะได้ว่า สิ่งที่ได้พบเจอนั้น เป็นจริงหรือไม่จริง
หรือเป็นเพียงสภาวะธรรมสภาวะธรรมหนึ่ง
เรามีหน้าที่กำหนด ก็ให้กำหนดไป เมื่อเห็นว่าสภาวะธรรมนั้น ๆ เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไป
ในที่สุดก็จะเข้าใจ ไม่ไปยึดเอากับสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมานะครับ

ดังนั้นก่อนจะไปถึงตรงนั้น พยายามทำบ้านให้เป็นวัดนะครับ
มีสิ่งใดก็นำมาสอบถามที่นี่ได้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อเคยสอนไว้เช่นไร
พี่ ๆ ทุกท่าน รวมทั้งตัวผมเอง จะนำมาบอกกล่าวแก่กัน โดยไม่ปิดบังเลยนะครับ

ขอให้เจริญในธรรมย่ิง ๆ ขึ้นไป
ณัฐวรรธน์ ภรนรา
 


ผู้เยี่ยมชม

 

ตอบเมื่อ: 9 ส.ค. 53 09:35 แจ้งลบ

ขอบพระคุณสำหรรับคำตอบมาก
ขอเรียนเล่าให้ฟังต่ออีกนะคะ (มีเรื่องเหล่าสำหรับเรื่องแบบนี้เยอะมากเลยค่ะ) มันจะเป็นไปได้ไหมคะที่คนเราจะฝันต่อกันจนเป็นเรื่องเป็นราว แล้วเหตุการณ์นั้นก็เกิดขึ้นมากจริงๆ คือ เคยฝันค่ะฝันว่ามีคนไปตัดต้นมะม่วงในที่ของย่าตัดทำอะไรก็ไม่รู้ ตัดแล้วก็ทำไปท่อนๆ ไว้ ริดก้านริดใบออกเรียบร้อย ก็ฝันจบไปแค่นั้น แล้วก็อีกประมาณวันสองวันก็ฝันอีกว่าที่ที่เขาตัดต้นมะม่วงออกนั้นได้ถมดิน แล้วจากนั้นอีกประมาณสองสามวันก็ฝันอีกว่าเขาได้ตั้งเสาเพื่อที่จะสร้างบ้านแล้วมีเสาเอกตรงกลางมีการวางของไว้เรียบร้อย แล้วอีกวันสองวันก็ฝันอีกว่าเขาสร้างบ้านเสร็จเรียบร้อยมีศาลพระภูมิตั้งอยู่บริเวณหน้าบ้าน (อยู่ตรงกลางของหน้าบ้านน่ะค่ะไม่รู้จะอธิบายว่าไง) แล้วบ้านก็ขายของชำฝันก็จบแค่นั้น โดยเรื่องที่ฝันนี้ก็ได้ถามแม่อยู่เหมือนกันว่าใครเขาจะทำอะไรกับที่ตรงนั้นหรือเปล่าแล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้เล่าให้ใครฟังอีกหลังจากนั้นอีกประมาณ3ปี ป้าพี่สาวของพ่อแกก็สร้างบ้านตรงนั้นจริงๆ ต่างกันอยู่ตรงที่ศาลพระภูมิอยู่บริเวณข้างบ้านแล้วบ้านก็ไม่ได้ขายของชำเท่านั้น นอกนั้นเหมือนกันเด๊ะทั้งแบบบ้าน สีของบ้าน แล้วก็ที่หน้าบ้านติดริมถนนก็ฝันอีกเหมือนกันว่าเขาถมดินแต่ไม่รู้จะถมทำอะไร แล้วหลังจากนั้นหลายปีเหมือนกันเขาก็ถมดินแล้วสร้างห้องแถวจริงๆ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นได้คะ แล้วขอถามเกี่ยวกับความฝันอีกอย่างนะคะ คือ เมื่อก่อนตอนเด็กๆ มักจะฝันว่ามีรถมารับศพ หรือมารับคนที่ตายไปแล้วที่รออยู่บริเวณริมถนน ซึ่งตอนฝันครั้งแรกก็ไม่ได้คิดอะไรแต่มันฝันแล้วฝันอีกฝันซ้ำกันหลายๆ ครั้งก็ทำให้คิดคะว่าจริงๆแล้วมันคืออะไร เขาต้องการจะสื่ออะไรให้เรารู้หรือเปล่า แล้วก็มีอยู่ 2 ครั้งคะที่จำได้ คือ ครั้งแรกอายุประมาณ 9 - 10 ขวบ ตื่นขึ้นมาจะเข้าห้องน้ำแต่ก็ต้องประหลาดใจคะเพราะมองไปข้างนอกแล้วเห็นป่าไผ่คะคือในภาพที่เห็นเหมือนกับว่าเราอยู่บนหน้าผาแล้วป่าใผ่น่ะอยู่ด้านล่างเหมือนเป็นเหวลงไปนะคะแต่ต้นไผ่สูงมากแล้วก็มีลมพัดอ่อนๆ ยอดไผ่ก็ผลิ้วไปมาคะสิ่งที่เห็นดูสบายๆ อีกครั้งก็ไปนอนอ่านหนังสือเพราะว่าจะสอบปลายภาค ก็ไปนอนอ่านหนังสือใต้ตนมะม่วงหลังบ้านในช่วงนั้นเป็นฤดูร้อนอ่านไปอ่านมาก็ง่วงนอนแล้วก็นอนหลับไปคะหลังจากที่นอนไปได้สักพักแล้วก็มีเสียงผู้หญิงเสียงเบาๆ คะบอกให้ตื่นได้แล้วเพราะว่าลมกำลังจะมา แต่ในใจก็คิดบอกเขาคะว่าขอนอนอีกหน่อยหลังจากนั้นไม่ถึง 10 นาทีคะลมก็พัดซะเก็บเสื่อไม่ทันเลยคะ แล้วอีกครั้ง ก็ตื่นขึ้นจะเข้าห้องน้ำเหมือนกันคะแต่อันนี้ได้ยินแต่เสียงคะ คือ ตอนตื่นขึ้นมาก็สักประมาณเที่ยงคืนหรือตีหนึ่งนี่แหละคะไม่ได้ดูนาฬิกา แต่จะได้ว่าได้ตอนที่ตื่นขึ้นมาไม่ได้ลุกทันทีแต่นั่งอยู่แล้วก็ได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์ (บ้านอยู่ห่างจากถนนประมาณ 200 เมตร) จำได้ว่าเสียงมอไซค์คันนั้นดังมากเลยคะเพราะดึกสงัดแล้วคิดเพียงแต่ว่าทำไมเสียงดังจังแล้วก็ไม่ได้คิดอะไรแต่ก็ยังไม่ทันลุกออกจากที่นอนแต่พอนั่งฟังได้สักพักจากเสียงมอไซค์ที่ดังๆในตอนแรกมันกลายเป็นเสียงพระสวด ในตอนที่ได้ยินตอนแรกก็ยังนั่งคิดอยู่ว่าพระอะไรจะมาสวดตอนนี้นี่ก็ดึกแล้ว แต่เสียงสวดไม่ใช่สวดงานบุญแน่นอนคะ แล้วหลังจากได้ยินเสียงพระสวดได้สักครู่ก็ได้ยินเสียงมอไซค์คันที่ดังในตอนแรกนั่นแหละคะผ่านหน้าบ้านไปแล้ว (เสียงมอไซค์..เสีงพระสวด...เสียงมอไซค์) เป็นอย่างนี้คะแล้วก็ลุกไปเข้าห้องน้ำตามปกติแล้วก็มานอน 555 เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ก็ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ ไม่ได้เล่าให้ใครฟังหรอกคะเพราะคนในบ้านเขากลัว รบกวนแค่นี้ก่อนนะคะแล้วจะเล่าให้ฟังอีกคะ
IP: 202.28.21.5
 


ปิยะพันธุ์ อินทสุวรรณ์

คณะที่ปรึกษา

 

ตอบเมื่อ: 10 ส.ค. 53 14:01 แจ้งลบ

ทุกสภาวธรรม มีเกิด มีตั้งอยู่ มีดับไป เป็นธรรมชาติ ซึ่งความฝันก็เช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่ว่า จะสามารถมีสติ พิจารณา ถึงความจริงด้วยความเป็นจริงหรือไม่นะครับ เพราะสิ่งที่ท่านถามเพิ่มมา ก็จะได้รับคำตอบเช่นเดียวกันกับท่านณัฐวรรธน์ พรนรา ที่ได้ตอบให้ท่านไปแล้วครับ

ด้วยความเคารพ
 


ผู้เยี่ยมชม

 

ตอบเมื่อ: 10 ส.ค. 53 15:30 แจ้งลบ

ขอบพระคุณมากเลยค่ะ
แต่ทว่ามันจะเป็นไปได้ไหมคะว่าคนเราสามารถเห็นสภาวะของคนที่ยังมีชีวิตอยู่แล้วก็ค่อยๆกลายสภาพไปเป็นคนตายแต่ว่าเขายังไม่ตายน่ะคะ คือ ไปนอนเล่นที่บ้านพี่เขา ชื่อปู คะ เขาเป็นเหมือนเด็กดักแด้ เนื้อตัวของเขาจะเป็นเกล็ดแล้วก็มีรอยแตกทั้งตัว ถ้าถึงเวลาหน้าหนาวเขาจะทรมานมากเพราะอากาศแห้งแล้วเนื้อตัวของพี่เขาไม่มีขนจึงไม่มีเหงื่อ เนื้อตัวของเขาถึงแตก แตกเหมือนกับขนมถ้วยฟูน่ะคะ พี่เขานั่งอยู่ แต่สำหรับตัวเองนอนคุยกับพี่เขาคะ แล้วก็เห็นหน้าของพี่เขาแห้งลง จนเหลือแต่หนังหุ้มกระโหลก เห็นอย่างนั้นก็ตกใจรีบลุกขึ้นนั่งแล้วภาพนั้นก็หายไปคะ พี่เขาก็ยังถามว่าเป็นอะไรแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกับแกพออยู่ได้อีกสักพักก็ขอตัวแกกลับบ้าน แล้วหลังจากนั้นไม่กี่ปีพี่เขาก็ตาย สภาพที่เห็นในวันนั้นกับภาพที่เห็นในวันที่เขาตายมันเหมือนกับตอนที่เห็นแกในวันนั้น ในสิ่งที่เล่ามาทั้งหมดไม่ได้จะบอกว่าตัวเองมีสิ่งอะไรติดตัวมานะคะแต่ว่ามันเกิดความสงสัยว่าทำไมเราถึงเป็นแบบนี้ แล้วทำไมคนอื่นเขาถึงไม่เห็นจะมีอะไร จะไปพูดกับใครหรือจะไปบอกกับใครเขาเดี๋ยวเขาก็จะว่าเราสติไม่ดีหรือกลัว แต่ก็ขอขอบคุณสำหรับคำตอบนะคะมันเป็นประโยชน์มากๆ เลยคะ
IP: 202.28.21.5
 


ผู้เยี่ยมชม

 

ตอบเมื่อ: 10 ส.ค. 53 15:46 แจ้งลบ

ขออนุญาติใช้ชื่อเล๋นแทนนะคะเพราะไม่รู้ว่าจะแทนตัวเองว่าอะไรดี คือเจี๊ยบได้รู้จักกับหลวงพ่อจรัญเพราะหัวหน้างานคะมีคนนำเอาประวัติของท่านหลวงพ่อมาให้ฟังแล้วแกก็เห็นว่าน่าจะเอามาเผยแพร่ให้กับคนในหน่วยงานแกก็เลยไลท์แจกซึ่งตอนนี้ก็นั่งฟังกันแทนเพลงเลยคะ เพราะทำงานเกี่ยวกับการบริการต้องเจอคนมากมายซึ่งแต่ละคนที่มาก็มีลักษณะนิสัยที่ไม่เหมือนกัน แล้วเจี๊ยบเองก็เป็นคนนึ่งที่เวลาเจอคนที่นิสัยไม่ค่อยดีเอะอะโวยวายแล้วจะเป็บอารมณ์หรือสีหน้าไม่ได้คนที่มาติดต่อหรือคนในที่ทำงานจะรู้ได้ทันทีเลยคะว่าไม่พอใจ แต่ตอนนี้ดีขึ้นมากเพราะได้ฟังธรรมจากหลวงพ่อท่าน ไม่ว่าจะเป็นธรรมนิยายมักลีผล แล้วก็เสียงธรรมบรรยายของหลวงพ่อท่านเกี่ยวกับเรื่องกรรมฐาน จึงได้นำเอาธรรมที่ท่านสั่งสอนไว้มาปฏิบัติซึ่งรู้สึกดีมากๆคะ เก็บอารมณ์ เก็บความรู้สึกได้ และไม่ค่อยรู้สึกโกรธเหมือนแต่ก่อน และเมื่อวัน่ที่ 6 สิงหาคม 2553 หัวหน้างานและเพื่อนๆที่หน่วยงานได้เดินทางไปศึกษาดูงานที่จังหวัดระยอง และได้แวะที่วัดตอนขากลับแต่ไม่ได้เจอหลวงพ่อคะเพราะเขาไปถึงผิดเวลา ดีใจนะคะที่ตัวเองได้ค้นพบว่าคนเราเกิดมาเพื่ออะไร เพราะตั้งแต่เกิดมาก็คิดมาตลอดคะว่าเขาให้คนเราเกิดมาเพื่ออะไร เพื่อเรียน ทำงาน สืบพันธุ์ แล้วก็ตายแค่นั้นเหรอ พอได้ฟังธรรมจากหลวงพ่อ จึงทำให้รู้ว่าคนเราเกิดมาเพื่ออะไร ขอบคุณนะคะที่ได้สร้าง web ดีๆแบบนี้
IP: 202.28.21.5
 


ปิยะพันธุ์ อินทสุวรรณ์

คณะที่ปรึกษา

 

ตอบเมื่อ: 10 ส.ค. 53 16:58 แจ้งลบ

เรียนคุณเจี๊ยบที่เคารพ

ขออนุญาตเรียนนะครับ สิ่งที่ท่านสงสัยต่าง ๆ จะสามารถหาคำตอบได้ด้วยตัวท่านเอง ด้วยการฝึกสติให้แข็งแรงเพียงพอครับ การฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แนวสติปัฏฐานสี่ เป็นทางสายเอกในการสร้างสติให้กับตนเองนะครับ ท่านควรสละเวลาสัก ๗ วัน เข้ารับการฝึกปฏิบัติที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี หรือ ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน ขอนแก่น ด้วยความตั้งใจ อดทน มีสัจจะ และความเพียร แล้วนำวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง กลับมาปฏิบัติต่อเองที่บ้านอย่างเป็นประจำต่อเนื่อง เมื่ออานิสงส์แห่งกุศลมีเพียงพอ ท่านก็จะสามารถตอบปัญหาของท่านได้ด้วยตัวท่านเองครับ

ด้วยความเคารพ
 


ผู้เยี่ยมชม

 

ตอบเมื่อ: 11 ส.ค. 53 15:23 แจ้งลบ

ขอบคุณมากๆ เลยคะ
อืม ลืมเล่าให้ฟังอีกเรื่องนึงคะ คือว่าเจี๊ยบเองได้เรียนต่อ ป.ตรี ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎ แล้วมีน้องคนนึงเขาเป็นคนอารมณ์ร้อน อาชีพของเขาต้องทำให้เขาเดินทางไกลอยู่ตลอดเวลา แล้วเขาก็ชอบฟังเพลงฮิปฮอปอะไรพวกนั้น เจี๊ยบก็ลองถามเขาดูว่าถ้าเอาธรรมนิทานของหลวงพ่อฯ ให้ฟังจะฟังมั๊ย ก็เลยเล่าให้เขาฟังแบบรวบๆ ไม่น่าเชื่อคะเขาอยากฟังและก็เอาไปฟังเป็นที่เรียบร้อย เขาบอกว่าดีมากเลยคะ จนเมื่อวันสองวันมานี้เขาชวนเจี๊ยบไปปฏิบัติธรรม แต่ก็กำลังดูช่วงระยะเวลาอยู่คะ เพราะว่าช่วงนี้เรียนหนักเพราะใกล้จะจบแล้วเทอมสุดท้าย แล้วงานก็เยอะพอสมควร ซึ่งหัวหน้างานแกก็ชวนไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน แต่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ซึ่งตัวเจี๊ยบเองคิดว่าน่าจะประมาณต้นปีหน้า ถึงตอนนั้นเราคงได้พบกันนะคะ แต่สงสัยอีกอย่างค่ะว่าผู้ที่ตอบคำถามให้คงไม่ใช่พระใช่ไหมคะ (สงสัยน่ะค่ะ)

กราบขอบพระคุณเป้นอย่างสูงสำหรับคำตอบทุกคำตอบคะ
IP: 202.28.21.5
 

 

เนื่องจากห้องสนทนานี้ เป็นห้องที่อนุญาตให้ตอบได้เฉพาะรายบุคคล
หากท่านต้องการถามคำถามอื่นใด ท่านสามารถ "ตั้งกระทู้ใหม่" ได้ที่นี่ครับ >>

 

สำหรับท่านเจ้าของกระทู้
หากต้องการถามเพิ่มเติม ต้องการตอบรับ หรือต้องการขอบคุณ
กรุณาคลิกที่นี่ครับ >> "ถามเพิ่มเติม"

 

 

 

 


เว็บไซต์ พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม)
วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี ๑๖๑๖๐ โทร. ๐-๓๖๕๙-๙๓๘๑
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓
ปรับปรุงเป็นรุ่นปัจจุบัน เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

ติดต่อ คณะผู้จัดทำ:
web site: กรอกแบบฟอร์มที่นี่e-mail: webmaster@jarun.orgmsn: jarun.org@hotmail.com
facebook: twitter:

Copyright © 2009-2010 jarun.org All Rights Reserved Version 7.0
ตามเจตนารมณ์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เนื้อหาทุกส่วนในเว็บไซต์นี้ท่านสามารถนำไปเผยแผ่ หรือเก็บไว้ได้ใช้ส่วนตัวได้โดยมิต้องขออนุญาต
ยกเว้นนำไปใช้เพื่อการพาณิชย์หรือเพื่อประโยชน์อื่นใด ต้องได้รับอนุญาตจาก คณะที่ปรึกษา เสียก่อน