 |
๒...
นายบัวเฮียวนั่งพับเพียบมานานจนรู้สึกเมื่อย
จึงเปลี่ยนเป็นนั่งชันเข่า รู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรงที่ท่านพระครู
|
ปฏิเสธที่จะบวชให้ เขามองท่านตาละห้อย คิดหาถ้อยคำที่จะพูดอ้อนวอนท่าน
หากก็คิดไม่ออก จึงไม่มีคำพูดใด ๆ เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากค่อนข้างหนาคู่นั้น
เห็นท่าทางผิดหวังของเขา ท่านพระครูได้นึกสงสาร จึงพูดขึ้นว่า "ฉันพูดเล่นหรอกนะ
เอาเถอะในเมื่ออยากบวชก็จะบวชให้ เธออ่านหนังสือออกไม่ใช่หรือ จบประถมสี่นี่นะ"
ใจที่ฟุบแฟบกลับฟูฟ่องขึ้นอีกครั้ง จึงตอบท่านว่า "ครับ พออ่านออกเขียนได้"
"ดีแล้ว ต้องหัดท่องคำบาลีที่เรียกกันว่า "ขานนาค" ให้คล่อง ท่องได้เมื่อไหร่ก็บวชให้เมื่อนั้น"
"ใช้เวลาสักกี่วันครับหลวงพ่อกว่าจะท่องได้" ถามอย่างปีติ"ก็ต้องแล้วแต่เธอ
ถ้าความจำดีก็ได้เร็ว ไม่เกินสามวันเจ็ดวันก็ได้ แต่ถ้าความจำไม่ดีก็อาจต้องใช้เวลาเป็นเดือน
เอาละ เดี๋ยวจะหาพระให้มาเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลบอกกล่าวฉันไม่ค่อยมีเวลา
ไหนจะต้องคอยรับแขกที่มาเข้ากรรมฐานบางวันเขาก็นิมนต์ไปบรรยายธรรมต่างที่ต่าง
ๆ ครั้นจะไม่รับนิมนต์เขาก็จะติฉินนินทาเอาได้
ว่าไม่ทำหน้าที่พระ" ประโยคหลังท่านบ่นกราย ๆ
"พระที่หลวงพ่ออยู่ที่ไหนครับ"
"อยู่วัดนี้แหละ สมชายมานี่หน่อยซิ" ท่านเรียกลูกศิษย์วัดซึ่งกำลังทำความสะอาดกุฏิอยู่ชั้นบน
เด็กหนุ่มคลานเข้ามาหาท่าน แล้วจึงถาม "หลวงพ่อมีอะไรจะใช้ผมหรือครับ"
"ช่วยไปดูซิว่าพระมหาบุญอยู่หรือเปล่า
ถ้าอยู่บอกให้มาพบฉันหน่อย มีธุระจะพูดด้วย" เด็กหนุ่มคลานออกไปจนถึงประตูแล้วจึงลุกขึ้นเดิน
สักครู่ก็กลับมาพร้อมพระรูปหนึ่งอายุประมาณสี่สิบปี เมื่อมาถึงภิกษุรูปนั้นนั่งกราบเบญจางคประดิษฐ์
แล้วจึงถามขึ้นว่า หลวงพ่อมีอะไรจะให้ผมรับใช้หรือครับ" "มีสิท่านมหา"นี่เขาจะมาขอบวช
จะให้ท่านมหาช่วยสอนเรื่องการเตรียมตัวบวชรู้จัก |
|
กับท่านมหาเสียสิบัวเฮียว"นายบัวเฮียวยกมือไหว้แบบเดียวกับที่ไหวท่านพระคร
พร้อมกับยิ้มให้ท่านมหา "คงต้องสอนเรื่องการกราบการไหว้ให้ด้วย คงหนักหน่อยนะ
นึกว่าเอาบุญก็แล้วกัน" ท่านพระครูพูดอย่างเกรงใจ "ไม่เป็นไรครับ ผมจะช่วยดูแลให้ดีที่สุด
หลวงพ่อวางใจได้ แล้วจะให้เขาพักที่ไหนครับ "คงต้องให้อยู่กุฏิเดียวกับท่านมหาไปก่อน
ออกพรรษามีกุฏิว่างแล้วค่อยให้แยก อีกสองวันพระ ก็จะออกพรรษาแล้วนะ
ทนอึดอัดไปก่อนนะบัวเฮียวนะ"
 |
"ไม่เป็นไรครับ ผมต้องขอบคุณหลวงพ่อและท่านมหาที่ช่วยเหลือผมมาก"
คำพูดนั้นไม่ไพเราะนัก ทว่าก็ออกมาจากใจจริง
"เอาละ เป็นอันว่าเสร็จธุระแล้ว ท่านมหาพาไปที่กุฏิเลย มีอะไรขัดข้องก็มาบอกฉันได้
ขอให้เชื่อฟังท่านมหาเขานะบัวเฮียวนะ" ท่านหันไปสั่งนายบัวเฮียว
ซึ่งชายหนุ่มก็รับคำแข็งขัน พระมหาบุญกราบท่านพระครูสามครั้ง
แล้วจึงบอกให้นายบัวเฮียวกราบบ้าง หนุ่มญวนทำตามอย่างว่าง่ายแม้ท่าทางจะดูเก้
ๆ กัง ๆ ด้วยไม่เคยทำมาก่อน นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา หากผู้ใดเดินผ่านกุฏิของพระมหาบุญก็จะได้ยินเสียง
"เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ ตโจ ทันตา นขา
โลมา เกสา..." หรือไม่ก็เป็น "....อุกาสะ วันทามิ ภันเต, สัพพัง
อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต..." |
ดังออกมาจากกุฏิ บางครั้งก็เป็นเสียงสวดยถาสัพพี
พระมหาบุญบางวันก็เป็นเสียงสวดธรรมจักร แล้วแต่ใครจะผ่านไปได้ยินตอนใด
ลงความเห็นว่า แม้นายบัวเฮียวจะดูเป็นคนเซ่อ ๆ ซ่า ๆ แต่ก็ว่านอนสอนง่าย
และมีความจำเป็นเลิศ ชั่วเวลาเพียงสี่วัน เขาก็สามารถท่อง "ขานนาค"
ได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้องแม่นยำ การไหว้การกราบก็ทำได้สวยงามดูไม่เคอะเขินขัดหูขัดตาเหมือนตอนที่มาใหม่
ๆ เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงรับฟังรายงานจากพระมหาบุญด้วยความยินดี
ก่อนออกพรรษาห้าวัน นายบัวเฮียวก็เขาพิธีอุปสมบท
โดยมีท่านพระครูเจริญเป็นพระอุปัชฌาย์ พระคู่สวดได้แก่ พระมหาบุญซึ่งรับหน้าที่เป็นพระกรรมวาจาจารย์
กับพระมหาเปล่งเป็นพระอนุสาวนาจารย์ อีก ๒๕ รูปเป็นพระอันดับ
ทุกรูปล้วนเป็นพระวัดป่ามะม่วงทั้งสิ้น วันที่นายบัวเฮียวบวช
ท่านพระครูงดออกบิณฑบาตโปรดสัตว์หนึ่งวัน เมื่อออกจากกรรมฐานในตอนเช้าแล้ว
จึงจัดการให้ช่างตัดผมมาโกนผมให้นายบัวเฮียว โดยท่านนั่งดูอยู่ใกล้
ๆ ช่างตัดผมใช้กรรไกรตัดผมให้สั้นเสียก่อน แล้วจึงใช้มีดโกน
ทันทีที่ใบมีดโกนสัมผัสหนังศีรษะ นายบัวเฮียวรู้สึกเสียบวาบไปทั่วร่างกาย
พลันก็ระลึกนึกถึงบิดามารดา อยากให้บุคคลทั้งสองมาร่วมงานด้วย
โดยเฉพาะบิดานั้นเขาคิดถึงมาก ไม่รู้ว่าป่านฉะนี้จะไปเกิด ณ
ที่ใด แต่ก็คงไม่พ้นอบายภูมิ เพราะท่านพระครูบอกว่า คนที่ทำกรรมชั่วจะต้องไปเกิดที่นั่น
คิดแล้วชายหนุ่มก็ร้องไห้ แรก ๆ ก็น้ำตาไหลเฉย ๆ หนักเข้าก็ถึงกับสะอื้นฮัก
ๆ จนท่านพระครูสังเกตรู้ ส่วนช่างตัดผมไม่พูดว่ากระไร คงทำหน้าที่ของตนต่อไป
"เธอร้องไห้ทำไมหรือบัวเฮียว" ว่าที่อุปัชฌาย์ถาม |
"ผม...ผมคิดถึงพ่อกับแม่ครับ"
ตอบปนสะอื้น ท่านพระครูเข้าใจความรู้สึกของเขา จึงพูดปลอบว่า
"คิดถึงทำไม ก็แม่เธอเขามีความสุขไปแล้ว ไหนเธอบอกว่าพ่อเลี้ยงเขาเป็นคนดียังไงล่ะ"
"ครับ แต่ผมก็อยากให้แม่มาร่วมงานในวันนี้ อยากให้แกมาเห็นชายผ้าเหลือง"
พูดพลางใช้มือปาดน้ำตา "ยังไง ๆ เสียเขาก็ต้องได้เห็น แก้กรรมแล้วก็กลับไปเยี่ยมเขาได้
จะมานั่งเสียอกเสียใจทำไม" "ครับ" เขารับคำและหยุดร้องไห้ แต่ยังสะอึกสะอื้น
พระครูท่านหยิบกระดาษเช็ดหน้าส่งให้เขาเช็ดน้ำมูกและน้ำตา เงียบกันไปครู่หนึ่ง
หนุ่มวัยเกือบสามสิบก็เอ่ยขึ้นว่า "หลวงพ่อครับ แล้ว...พ่อ...พ่อ...ผมไปเกิดที่ไหนก็ไม่รู้"
พูดแล้วก็ร้องไห้อีก ท่านพระครูจึงพูดตัดบทว่า |
|
"อย่าเพิ่งไปคิดอะไรมาก ทำใจให้สบาย วันนี้เป็นวันมงคลของเธอนะ
ขอให้ห่วงตัวเอง ช่วยตัวเองให้ได้เสียก่อน แล้วจึงค่อยคิดช่วยคนอื่น
ผู้อื่นจะกระโจนลงไปช่วยคนตกน้ำ จะต้องว่ายน้ำเป็นเสียก่อน มิฉะนั้นก็จะพากันจบน้ำตายทั้งสองคน
เรื่องพ่อของเธอนั้น หากเธอหมั่นทำกรรมฐานแล้วแผ่เมตตาไปให้ ก็อาจจะช่วยแกได้บ้าง"
พูดแล้วก็หยิบกระดาษเช็ดหน้าส่งให้เขาอีกครั้ง
|
"จริงหรือครับหลวงพ่อ" ถามพลางรับกระดาษไปเช็ดน้ำตาและน้ำมูก
ไม่ลืมที่จะประนมมือไหว้และกล่าวคำขอบคุณทุกครั้งก่อนรับของ
"ฉันจะโกหกเธอทำไมกันเล่า" นายบัวเฮียวเกรงท่านจะโกรธ จึงพูดขึ้นว่า
"ขอโทษครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะตั้งใจปฏิบัติให้ดีที่สุด" "ดีแล้ว
ฉันขออนุโมทนาด้วย จำไว้เถิดว่า อะไร ๆ ก็ไม่เหลือวิสัยของบุคคลที่มีความเพียรไปได้"
เจ้าอาวาสพูดให้กำลังใจ เสร็จจากโกนผม ท่านพระครูจึงบอกให้นายบัวเฮียวไปอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดหมดจนเพื่อเตรียมเข้าพิธีในพระอุโบสถ
พิธีจะเริ่มในเวลา๙.๐๙ นาฬิกา ค่ำวันเดียวกันนั้น พระบัวเฮียวได้นำพานดอกไม้ธูปเทียนมาขอขึ้นกรรมฐานจากพระอุปัชฌาย์อีกครั้งหนึ่งท่านพระครูเจริญอธิบาย |
ให้พระใหม่เข้าใจว่า การขอกรรมฐานในพิธีซึ่งทำกันในพระอุโบสถเมื่อเช้านี้
เป็นการทำตามประเพณีเท่านั้น เพราะหลังจากบวชแล้ว พระส่วนใหญ่ก็มิได้นำไปปฏิบัติ
เพราะฉะนั้นจึงเป็นกฎสำหรับพระวัดนี้ว่า พระบวชใหม่จะต้องมาขอกรรมฐานอีกครั้งเพื่อเป็นการยืนยันว่า
จะตั้งใจปฏิบัติอย่างจริงจัง ตลอดระยะเวลาที่ดำรงเพศเป็นบรรพชิต
เมื่อพระบัวเฮียวกล่าวคำขอสมาทานกรรมฐานแล้ว
ท่านพระครูจึงลงมือสอนด้วยตนเอง
เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วง ท่านมีประสบการณ์ด้านการปฏิบัติมามาก
สมัยที่บวชใหม่ ๆ ท่านเจริญสมถกรรมฐาน โดยการกำหนด
"พุทโธ" เป็นองค์บริกรรม ปฏิบัติสมถกรรมฐานอยู่หลายปี
จนได้อภิญญา แต่ก็เป็นโลกียอภิญญา ซึ่งเมื่อมีได้ก็เสื่อมได้
ไม่แน่นอนและไม่นำไปสู่ความหลุดพ้น เมื่ออายุได้ ๔๕ ปี ท่านได้ธุดงค์ไปในป่าดงพระยาเย็น
เพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์ที่จะแนะนำเรื่องการปฏิบัติได้ ป่าดงพระยาเย็นนี้
แต่เดิมมีชื่อว่า ป่าดงพระยาไฟ ครั้นถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ทรงเปลี่ยนมาเป็น ดงพระยาเย็น
เพื่อให้ฟังดูไพเราะและไม่น่ากลัวเหมือนชื่อเดิม |
 |
ที่ป่าดงพระยาเย็น ท่านพระครูเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน
๔ จาก "พระในป่า" แล้วท่านก็ได้พบว่า
ไม่มีทางสายใดที่จะประเสริฐเท่ากับทางสายนี้อีกแล้ว ท่านเพิ่งจะเข้าใจซาบซึ้งในพุทธวจนะที่เคยอ่านพบในพระไตรปิฎก
ความว่า "....ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางสายเอก
เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อข้ามพ้นความโศกแลปริเทวะ
เพื่อความอัสดงแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุโลกุตตรมรรค เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน
นี่คือ สติปัฏฐาน ๔..."
นับเป็นโชคอันดี เป็นลาภอันประเสริฐของท่านพระครูที่ได้ไปพบกัลยาณมิตร
ด้วย "พระในป่า" รูปนั้นท่านประกอบด้วยกัลยาณมิตรธรรม
๗ ประการครบบริบูรณ์คือ น่ารัก น่าเคารพ น่าเจริญใจ รู้จักว่ารู้จักพูด
ยอมให้พูดยอมให้ว่า แถลงเรื่องลึกซึ้งได้ และไม่ชักนำในเรื่องที่ไม่ควร
เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอยู่กับ "พระในป่า"
เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม การดำเนินมรรคาที่ถูกต้องหนึ่ง การพบกัลยาณมิตรหนึ่ง
ความไม่ย่อหย่อนในการประกอบความเพียรหนึ่ง และบุญบารมีที่ได้สะสมมาแล้วแต่ชาติปางก่อนหนึ่ง
องค์ประกอบทั้ง ๔ ประการนี้เป็นเหตุปัจจัยให้การปฏิบัติของท่านก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
กระทั่งได้บรรลุโลกุตตรธรรมในที่สุด นับแต่บัดนั้นจนบัดนี้ ท่านได้สัมผัสกับความสุขที่แท้จริง
และได้ตระหนักชัดแล้วว่า "นตฺถิ สนฺติ
ปรํ สุขํ - สุขอื่นที่ยิ่งกว่าความสงบไม่มี |
|