๓...
พระบัวเฮียวกลับกุฏิด้วยความเอิบอิ่มใจ ท่านจัดการล้างมือล้างเท้าให้สะอาดเรียบร้อย
แล้วจึงสวดมนต์ทำวัตรเย็น พระวัดนี้จะลงโบสถ์สวนมนต์ทำวัตร เช้า -
เย็น และสวดปาติโมกข์ พร้อมกันก็เฉพาะในวันพระเท่านั้น และหากรูปใดทำผิดวินัยเล็ก
ๆ น้อย ที่ไม่ใช่อาบัติขึ้นปาราชิก ก็จะปลงอาบัติกันในวันนี้ ส่วนวันอื่น
ๆ ที่ไม่ใช่วันธรรมสวนะ ต่างคนก็ต่างปฏิบัติอยู่ในกุฏิของตน มีปัญหาหรือสงสัยในเรื่องใดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ
ก็จะไปเรียนถามท่านเจ้าอาวาส พระมหาบุญมอบนาฬิกาปลุกขนาดเล็กให้พระบวชใหม่หนึ่งเรือน
"เอาไว้จับเวลา ตอนแรก ๆ ต้องอาศัยนาฬิกาปลุก แต่พอปฏิบัติไปนาน ๆจิตมันรู้ได้เอง
อย่างผมเดี๋ยวนี้ไม่ต้องพึ่งนาฬิกาอยากปฏิบัติกี่ชั่วโมงก็กำหนด |
 |
จิตเอาไว้เหมือนกับการตั้งนาฬิกาปลุก พอถึงเวลาที่กำหนด
จิตมันบอกเอง มันก็แปลกนะคุณบัวเฮียว ตอนปฏิบัติใหม่ ๆ ท่านพระครูก็บอกผมอย่างนี้
ตอนนั้นผมไม่เชื่อ ผมมันคนหัวรั้น ไม่ยอมเชื่อใครง่าย ๆ แต่ก็ชอบลองชอบพิสูจน์และผมก็ได้พิสูจน์แล้วทุกสิ่งทุกอย่าง"
|
ท่านสอนวิธีใช้ให้ด้วย พระบัวเฮียวตั้งเวลาไว้หนึ่งชั่วโมง
แล้วจึงเริ่มต้นเดินจงกรม อาศัยที่ความจำดี จึงเดินได้ถูกต้องตามขึ้นตอนทุกประการ
ท่านเดินไปเดินมาในกุฏิซึ่งมีความยาวประมาณสามเมตรด้วยความเพลิดเพลินกระทั่งเสียงกริ่งนาฬิกาดังขึ้น
กดปุ่มนาฬิกาให้หยุดคำรามแล้วตั้งใหม่ให้ปลุกตอนตีสี่ หยิบเครื่องนอนซึ่งมีเสื่อ
หมอนกับผ้าห่ม มาจัดการปูที่นอนข้าง ๆ พระมหาบุญ คลี่ผ้าออกคลุมกายด้วยอากาศเริ่มหนาวเย็น
เพราะย่างเข้าฤดูเหมันต์ ปิดไฟแล้วจึงเอนกายลงใช้มือขวาวางบนท้อง สังเกตอาการ
พอง - ยุบ พร้อมกับบริกรรม "พอง - หนอ ยุบ - หนอ" ตามที่พระอุปัชฌาย์สอน
สักครู่ก็ม่อยหลับไปโดยจับไม่ได้ว่า หลับไปตอนพองหรือตอนยุบ เสียงกริ่งนาฬิกาดังขึ้นเมื่อเวลาตีสี่พร้อม
ๆ กับเสียงพระตีระฆังตามด้วยเสียงเห่าหอนของสุนัขซึ่งจะพากันหอนเห่าทุกครั้งที่ได้ยินเสียง |
เหง่งหง่างของระฆัง ซึ่งดังก้องกระหึ่มไปทั่วบริเวณ
พระบัวเฮียวสะดุ้งตื่นแต่ยังงัวเงียเพราะหลับไม่เต็มอิ่ม อากาศตอนเช้ามืดหนาวเย็นน่าที่จะซุกกายอยู่ภายใต้ผ้าห่มอันอบอุ่น
ท่านจึงเอื้อมมือไปกดปุ่มนาฬิกาหมายจะนอนต่อ แต่เสียงที่ดังอยู่ริมหูทำให้ท่านหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง
"บัวเฮียว ถ้าเจ้าเกียจคร้านเห็นแก่หลับแก่นอน ไม่รีบเร่งทำความเพียร เจ้าก็จะไม่สามารถแก้กรรมได้
เจ้าเดินมาถูกทางแล้ว ขอให้เดินต่อไปอย่าท้อถอย ตื่นขึ้นเดินจงกรมเดี๋ยวนี้"
จำได้แม่นยำว่าเป็นเสียงลึกลับ ที่เคยได้ยินเมื่อปีที่แล้วพระบวชใหม่รีบลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟันสวดมนต์ทำวัตรเช้าแล้วเดินจงกรมพระมหาบุญลุกออกไปปฏิบัตที่หน้าพระอุโบสถ
เพื่อเปิดโอกาสให้พระบัวเฮียวได้ปฏิบัติอย่างอิสระ ไก่ป่าที่ส่งเสียงขันประชันกับเสียง
"กาเว้า กาเว้า" ของเจ้านกกาเหว่านั้นมิได้สร้างความรำคาญให้กับผู้บวชใหม่
เพราะท่านรู้จักกำหนดว่า "ไก่ขันหนอ" "นกร้องหนอ" และเมื่อได้ยินเสียงสุนัขเห่า
ท่านก็กำหนดว่า "หมาเห่าหนอ" เดินจงกรมได้สักครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่าท้องร้องโครกครากด้วยไม่ชินกับการอดข้าวมื้อเย็น
สักครู่เสียง "ปู้ด ๆ ป้าด ๆ" ก็ดังขึ้นเป็นระยะ คราวนี้พระบวชใหม่ต้องใช้เวลาขบคิดว่าจะกำหนดอย่างไร
ก็ท่านพระครูสอนเพียงให้กำหนดยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
แต่ตอนผายลมท่านไม่ได้บอกไว้ ภิกษุคนซื่อเลยกำหนดเอาเองว่า "ตด - หนอ" แล้วก็มีอันต้องกำหนดอย่างนี้บ่อยครั้ง
ท่านไม่เข้าใจระบบการทำงานของร่างกายว่า
เมื่อไม่มีอาหารอยู่ในกระเพาะ ลมที่อัดอยู่ในช่องท้องก็ปั่นป่วนและหาทางระบายออก
อาการเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะกับพระบัวเฮียวเท่านั้น ผู้เริ่มปฏิบัติกรรมฐานทุกคนไม่ว่าจะเป็นบรรพชิต
คฤหัสถ์ ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรี เด็กหรือผู้ใหญ่ ย่อมมีอาการแบบเดียวกันนี้
แท้จริงมันเป็นเพียงการ |
|
ปรากฏของสภาวธรรมเท่านั้น เดินจงกรมเสร็จท่านก็เอนกายลงนอนเอามือวางบนท้อง
ครั้งนี้ท่านลง "หนอ" ไม่ทัน จึงได้แต่ "พอง - ยุบ พอง - ยุบ" เท่านั้น เวลาหกนาฬิกา
พระบัวเฮียวออกบิณฑบาตกับพระอีกสี่รูป มีพระมหาบุญนำหน้า ส่วนท่านเดินหลังสุดเพราะเพิ่งบวช
ท่านพระครูไม่ให้พระในวัดนี้ไปบิณฑบาตทางเดียวกันเกินห้ารูป และให้แบ่งแยกกันไปเป็นสาย
ๆ จะได้โปรดสัตว์ได้ทั่วถึง กลับจากบิณฑบาตจึงไปฉันรวมกันที่หอฉัน ยกเว้นท่านพระครูซึ่งจะบิณฑบาตเดี่ยว
และกลับมาฉันตามลำพังที่กุฏิของท่าน แต่ถ้าเป็นวันพระ หรือในโอกาสพิเศษที่มีคนมาทำบุญเลี้ยงเพล
ท่านก็จะไปฉันที่ศาลาการเปรียญพร้อมกับภิกษุอื่น ๆ และวันนั้นท่านก็จะฉันสองมื้อเพื่อไม่ให้ญาติโยมเขาเสียความตั้งใจ
ท่านรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว ไม่เคร่ง ครัดรัดตัวจนเกินไป แต่ก็ไม่ให้ผิดวินัยของสงฆ์
เมื่อพระฉันเสร็จ พวกลูกศิษย์ก็จะแบ่งอาหารเก็บไว้ถวายเพลส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งพวกเขาก็ตั้งวงรับประทานกัน
วันใดอาหารมีไม่พอ ทางโรงครัวก็จะทำขึ้นมาเสริม งานหนักที่สุดเห็นจะได้แก่งานโรงครัว
เพราะมีคนมาเข้ากรรมฐานแทบไม่เว้นแต่ละวัน บางครั้งก็มากันเป็นคณะคราวละร้อยสองร้อย
ท่านพระครูก็ต้อนรับขับสู้อย่างดี ทั้งเรื่องที่พักและอาหาร เท่าที่จะสามารถอำนวยความสะดวกให้ได้
ผู้ที่มาวัดต่างพากันประทับใจในอัธยาศัยไม่ตรีของท่าน ไม่มีใครที่มาวัดนี้แล้วจะไม่อยากมาอีก
พระบัวเฮียวกลบไปกุฏิของท่าน เดินจงกรมให้อาหารย่อยแล้ว จึงสรงน้ำทำความสะอาดร่างกาย
หลังจากนั้นก็ไปหาท่านพระครูเพื่อให้ท่าน "สอบอารมณ์" และสอนวิธีนั่งสมาธิ
"เป็นยังไง เมื่อคืนนอนหลับสบายไหม" ท่านพระครูถามหลังจากที่พระใหม่ทำความเคารพและนั่งในที่อันสมควรแล้ว
"สบายครับ" พระบัวเฮียวตอบ แต่มิได้เล่าเรื่อง "เสียงลึกลับ" ให้ฟัง
ด้วยเกรงจะถูกท่านดุว่าเกียจคร้าน
"หลับไปตอนยุบหรือตอนพองล่ะ" "เอ้อ... จะ... จับไม่ได้ครับ" ผู้บวชใหม่สารภาพ
คิดว่าคงจะถูกพระอุปัชฌาย์ดุ แต่ท่านกลับพูดว่า
"เอาละ ยังจับไม่ได้ก็ไม่เป็นไร คืนนี้ค่อยลองอีกที" ภิกษุวัยใกล้สามสิบค่อยโล่งอก
แถมยังแอบล้อเลียนท่านในใจว่า "ฮั่นแน่ หลวงพ่อพูด "เอาละ" อีกแล้ว
สงสัยท่านคงใช้คำนี้วันละหลายร้อยหน" พระใหม่มิได้รู้ตัวดอกว่าผู้อาวุโส
"อ่านใจ" อยู่เงียบ ๆ
|
 |
"เป็นศิษย์อย่าหัดล้อเลียนครูบาอาจารย์"
ท่านพระครูกล่าวเสียงเรียบ แต่พระบัวเฮียวถึงกับสะดุ้ง"ทำไมหลวงพ่อรู้ครับ"
ถามเสียงอ่อย "ก็ทำไมฉันจะไม่รู้เล่า ท่านย้อนถาม พระบวชใหม่อดคิดไม่ได้ว่า
"ท่านพระครูนี่ยังกับเป็นผู้วิเศษ สงสัยคงเป็นพระอรหันต์" "ฉันไม่ใช่ผู้วิส่งวิเศษอะไรหรอก
แล้วก็ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ด้วย ถ้าจะเป็นก็คงเป็นได้แค่พระอรเห" ท่านพูดยิ้ม
ๆ คนเป็นศิษย์ยิ่งพิศวงงงงวยหนักขึ้น ไม่รู้ว่าท่านอ่านใจผู้อื่นได้อย่างไร
|
"อย่าเพิ่งไปสงสัยว่าทำไมฉันถึงทำได้ ถ้าเธอปฏิบัติเคร่งครัดไม่ช้าก็ต้องทำได้เหมือนกัน
ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร" ฟังพระอุปัชฌาย์พูดแล้ว พระบวชใหม่ได้กำลังใจขึ้นอีกเป็นกองและคิดว่าจะทำให้ดีที่สุด"เอาละ
ทีนี้เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า เธอจับพอง -
ยุบ ได้ชัดหรือยัง" "พองชัดครับ แต่ยุบยังไม่ค่อยชัดแล้วก็ลง "หนอ" ไม่ค่อยทัน
บางทีเลยได้แค่ พอง - ยุบ พอง - ยุบ" "ต้องพยายามลง "หนอ" ให้ได้ เอาละ ถ้าจิตไวขึ้นก็จะได้เองม่ต้องไปเครียดกับมันมาก
แต่เรื่องกำหนดนั่น เธอยังทำไม่ถูกนะ เอาละ ฉันอธิบาย
สติปัฏฐาน ๔ ให้เธอฟังอย่างคร่าว ๆ สติปัฏฐาน
แปลว่า ที่ตั้งของสติ หมายถึง การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม
วันนี้จะเอากายก่อน การตั้งสติกำหนดพิจารณากายหรือพิจารณาเห็นกายในกายที่เรียกเป็นภาษาธรรมะว่า
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ต้องการเอาสติตามรู้กาย
ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว การหายใจเข้าออก ยืน เดิน นั่ง นอน ถ่ายอุจจาระ
ปัสสาวะ อย่างที่ฉันเกริ่นไว้เมื่อคราวที่แล้ว คำว่า "กาย" ในที่นี้จึงหมายถึงร่างกายของเราเท่านั้น
นอกเหนือจากนี้ไม่ต้องสนใจ เพราะฉะนั้นเธอกำหนดว่า "ไก่ขันหนอ" "หมาเห่าหนอ"
นั้นใช้ไม่ได้เพราะมันไม่เป็นกายานุปัสสนา
พระบัวเฮียวแปลกใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่ของเช้านี้ก็นับไม่ถ้วนเสียแล้ว
ท่านพระครูมีอะไร ๆ ให้ท่านพิศวงหลงใหล และท้าทายต่อการพิสูจน์ทดลองไปเสียทุกเรื่อง
พลันพระบวชใหม่ก็นึกได้ถึงคำบริกรรมของท่านตอนผายลม นึกหวั่นหวาดในใจว่า
ท่านจะรู้หรือไม่หนอ ก็พอดีท่านพูดขึ้นว่า "ทำไมจะไม่รู้ นั้นก็ไม่ถูกอีกเหมือนกัน
ไม่มีใครเขาบริกรรมพิลึกพิลั่นอย่างเธอหรอก" พระใหม่รู้สึกอายเป็นกำลัง
จึงโอดครวญว่า"โธ่ หลวงพ่อครับ ก็ผมบริกรรมในใจแท้ ๆ ทำไมหลวงพ่อถึงได้ยินเล่าครับ
อีกอย่างผมก็ทำอยู่ที่กุฏิผมโน่น""ฉันก็กำหนด "เห็นหนอ" นั่นซี จะไว้นะบัวเฮียว"เห็นหนอ"
นี้มีค่าหลายล้าน อย่าไปคิดว่าหนอ ๆ แหน ๆ เป็นเรื่องเหลวไหลถ้าเธอฝึกสติดีจนถึงขึ้นแล้วเธอจะใช้
"เห็นหนอ" ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมหาศาลทีเดียว"ใช้ดูเลขดูหวยได้ไหมครับหลวงพ่อ"
|
|
|