|
๖...
ประมาณสิบนาฬิกาของวันรุ่งขึ้น ขณะที่ท่านพระครูกำลังสอนเดินจงกรมระยะที่สามให้พระบัวเฮียว
และครูที่มาจากนครสวรรค์อยู่นั้น นายสมชายก็นำรัฐมนตรีและคุณหญิง พร้อมกับผู้ติดตามอีกประมาณสิบคนมาขอเข้าพบ
คณะผู้ติดตามรัฐมนตรีล้วนเป็นนายตำรวจ ตั้งแต่ยศพันตำรวจตรีถึงพันตำรวจเอก
คนหนึ่งทำหน้าที่หิ้วกระเป๋าถือให้คุณหญิง เป็นกระเป๋าหวายขลิบทอง
ลักษณะคล้ายตะกร้าหมากของคนสมัยก่อน แต่ใบเล็กกว่า ผู้ใดรู้ราคาของกระเป๋าใบนี้จะต้องตกใจ
เพราะคุณหญิงซื้อมันมาด้วยราคาสูงถึงสองพันบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ซื้อทองหนักหนึ่งบาทกับหนึ่งสลึงได้สบาย
|
เสื้อผ้าอาภรณ์ที่คุณหญิงสวมใส่นั้น
บ่งบอกถึงความเป็นผู้มีรสนิยมสูง ซึ่งแน่นอนเหลือเกินที่ราคาจะต้องสูงตามไปด้วย
หากคิดเป็นเงิน ก็คงเอามาสร้างกุฏิกรรมฐานได้นับสิบหลังทีเดียว
|
|
ใบหน้าของสตรีวัยห้าสิบถูกตกแต่งไว้อย่างตั้งใจจะให้สวยงาม
"ทั้งลงพื้น" วาดแผนที่ ทาสี และแรเงา" แต่ก็มิอาจปิดบังความร่วงโรยแห่งสังขารไว้ได้
ท่าทางคุณหญิงดูถือตัว และไม่เป็นมิตรกับใคร
ครูบุญมีมองปราดเดียวก็รู้สึกไม่ถูกชะตา แอบค่อนในใจว่า
"โธ่เอ๊ย กะอีแค่กระเป๋าใบเดียวก็ต้องมีคนถือให้"
คณะผู้มาใหม่ทำความเคารพท่านพระครู พระบัวเฮียวแอบสังเกตว่าคุณหญิงกราบเบญจางคประดิษฐ์ไม่เป็น
ครูบุญมีก็สังเกตเห็นเช่นกัน เลยเกิดความรู้สึกไม่ชอบหน้าหนักขึ้นไปอีก
 |
"เจริญพร ท่านรัฐมนตรีไปยังไงมายังไงจึงมาถึงที่นี่ได้"
ท่านพระครูทักทาย ท่านเคยเห็นรัฐมนตรีผู้นี้ตามหน้าหนังสือพิมพ์และในจอโทรทัศน์จนจำได้
เขาลือกันว่าคนนี้แปละที่จะนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนต่อไป
"กระผมได้ยินกิตติศัพท์ของพระคุณเจ้ามานาน
บังเอิญมาธุระแถวนี้ก็เลยแวะมากราบท่านครับ" รัฐมนตรีตอบ
"แล้วเหตุการณ์ทางกรุงเทพฯ เป็นยังไง ยังไม่เรียบร้อยไม่ใช่หรือ"
ท่านพระครูหมายถึงเหตุการณ์วันมหาวิปโยคซึ่งเพิ่งผ่านมาสด ๆ
ร้อน ๆ |
"ก็เรื่องนี้แหละครับที่กระผมจะมาเรียนปรึกษาพระคุณเจ้า
เอ้อ พระคุณเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น"
ท่านพระครูนิ่งไปอึดใจหนึ่งจึงพูดขึ้นว่า
"ความจริงเรื่องการเมืองมันเป็นเรื่องทางโลก
อาตมาเป็นพระสงฆ์ไม่อยากจะออกความเห็น แต่เอาเถอะ ไหน ๆ ท่านก็ถามแล้ว
อาตมาก็ขอตอบว่ามันเป็นเรื่องของกฎแห่งกรรม คราวนี้ละคนจะได้เชื่อกันเสียทีว่าทำดีได้ดี
ทำชั่วได้ชั่ว ยังไม่จบเพียงนี้หรอก จำคำพูดของอาตมาไว้นะครูใหญ่นะ"
ท่านหันไปพูดกับครูสฤษดิ์
"ถ้าไม่เชื่อกลับไปถึงบ้านแล้วจดบันทึกไว้เลยว่า
วันที่เท่านี้ เดือนนี้ พ.ศ. นี้ อาตมาพูดว่าอย่างนี้ ๆ แล้วถ้าไม่จริงตามที่อาตมาพูดให้มาปรับอาตมาได้
อาตมาจะให้ปรับสองหมื่นบาท" ท่านพูดยิ้ม ๆ |
"นะครูใหญ่นะ"
"ครับ" ครูใหญ่รับคำด้วยไม่รู้จะพูดอะไรดีไปกว่านั้น
"ดีแล้ว เอาละ อาตมาไม่ใช่หมอดู แต่ก็จะทำนายว่าอีกสามปีนับจากนี้ไป
จะเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกับวันมหาวิปโยคอีก และอีกสิบห้าปี คือปีสองพันห้าร้อยสามสิบเอ็ด
จะเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ขึ้นที่ภาคใต้ น้ำจะท่วมถึงยอดตาล วัดวาอารามจะพังพินาศ
คนจะล้มตายเป็นจำนวนมาก ต่อจากนั้นอีกยี่สิบปีแผ่นดินจะถูกต่างชาติเข้ายึดครอง
คนไทยจะไม่มีแผ่นดินอยู่ ทุกอย่างที่กล่าวมานี้เป็นไปตามกฎแห่งกรรม
อย่าลืมไปบันทึกเอาไว้ ถ้าไม่จริงอาตมายอมให้ปรับ"
นิ่งไปครู่หนึ่งจึงถามครูบุญมีว่า
"โยมเคยเห็นทะเลน้ำไหม"
"เคยครับ" ครูบุญมีตอบ
"ทะเลทรายล่ะ"
"ไม่เคยครับ"
"ท่านรัฐมนตรีเคยเห็นทะเลทราบไหม"
"เคยครับ" รัฐมนตรีตอบ
"นั่นแหละ ปกติเราคิดว่ามีแต่ทะเลน้ำกับทะเลทราย
แต่อีกสิบห้าปี จะมีทะเลซุง"
"เป็นยังไงคะทะเลซุง" คุณหญิงถามพลางนึกในใจว่า "พระองค์นี้พูดบ้า
ๆ" แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อท่านพระครูตอบว่า |
|
"ไม่บ้าหรอกคุณหญิง เอาเถอะถึงเวลานั้นคุณหญิงจะรู้เองว่าทะเลซุงมันเป็นอย่างไร"
คุณหญิงจึงแอบคิดต่อไปอีกว่า "แน่ะเสือกรู้เสียอีกว่าเราคิดยังไง"
คราวนี้ท่านพระครูถึงกับอึ้งถ้อยคำที่คุณหญิงใช้นั้นหยาบเกินกว่าจะยอมให้มันออกมาจากปากของท่าน
เห็นท่านไม่โต้ตอบ คุณหญิงเลยคิดว่าท่านไม่รู้
"ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นครับหลวงพ่อ" ครูใหญ่ถาม
"ก็อย่างที่อาตมาบอกเมื่อตะกี้นั่นแหละว่า มันเป็นไปตามกฎแห่งกรรม
ครูใหญ่อย่าลืมนะว่าพระพุทธองค์ ท่านสอนเรื่องกรรมไว้ว่าอย่างไร ท่านสอนว่า
กมฺมุนา วตฺตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม...
เอาละ แล้วทุกคนที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ก็จะได้ประจักษ์เมื่อเวลานั้นมาถึง"
 |
ขณะสนทนาท่านรู้สึกว่ารัฐมนตรีมีอาการกระสับกระส่าย
จึงพูดขึ้นว่า "รู้สึกท่านรัฐมนตรีมีอะไรจะพูดกับอาตมาสองต่อสองใช่ไหม"
"ครับ ผมอยากเรียนปรึกษาอะไรบางอย่าง"
"ถ้าอย่างนั้นก็เชิญข้างบน คนอื่น ๆ รออยู่ที่นี่ก่อนนะ จะคุยกันหรือจะนั่งสมาธิก็ตามใจ"
พูดจบจึงลุกขึ้นเดินนำรัฐมนตรีขึ้นไปข้างบน จัดแจงปิดประตูลงกลอนอย่างเรียบร้อยด้วยรู้ว่าสิ่งที่รัฐมนตรีจะพูดนั้นเป็นเรื่อง
"ลับสุดยอด" คุณหญิงย่องขึ้นไปแอบฟังอยู่ที่หน้าประตู
ท่านพระครูรู้ แต่รัฐมนตรีหารู้ไม่ |
อาคันตุกะกวาดสายตาสำรวจไปรอบ ๆ ห้อง ไม่มีสมบัติพัสถานอะไร
นอกจากหนังสือซึ่งวางกองอยู่บนพื้นห้องบ้าง บนโต๊ะและในตู้บ้าง ห้องทั้งห้องจึงเต็มไปด้วยหนังสือ
มีที่ว่างเหลือไว้ให้คนนั่งได้ไม่เกินสี่คน และที่ตรงนี้ก็คือที่นอนของท่าน
นั่งลงแล้วรัฐมนตรีจึงพูดขึ้นว่า "กระผมมีเรื่องร้อนใจ
อยากจะเรียนปรึกษาพระคุณเจ้าว่า กระผมจะทำการปฏิวัติดีหรือไม่ ถ้าทำจะสำเร็จไหม
เพราะถ้าสำเร็จผมก็จะไดเป็นนายกรัฐมนตรี
ท่านพระครูตอบทันทีว่า
"ไม่ดีแน่ ท่านอย่าทำเลย อาตมาขอบิณฑบาตเถอะนะ"
คุณหญิงซึ่งแอบฟังอยู่อดรนทนไม่ได้ ส่งเสียงแว้ดขึ้นว่า
"ทำไมจะไม่ดี ถามพระวัดไหน ๆ ท่านก็ว่าดีทั้งนั้น มีแต่พระบ้าวัดนี้แหละที่ว่าไม่ดี"
รัฐมนตรีหน้าเสียเมื่อได้ยินเสียงแว้ดของภรรยา ท่านพระครูจึงส่งเสียงลงมาว่า
"สมชายเอ๊ยช่วยดูหน่อยซิ แมวที่ไหนมาร้องอยู่หน้าประตูห้องฉัน"
เด็กหนุ่มจึงเดินขึ้นไปพูดกับคุณหญิงเป็นเชิงขอร้องว่า "คุณหญิงลงมารอข้างล่างเถิดครับ"
หากฝ่ายนั้นเชิดหน้าทำไม่รู้ไม่ชี้เหมือนไม่ได้ยินที่เด็กวัดพูด
นายสมชายจึงตะโกนขึ้นไปว่า "ผมบอกแมวแล้วครับหลวงพ่อ
แต่แมวไม่เชื่อ"
"งั้นก็ช่างแมวเถอะ เป็นเสียงตอบออกมา
รัฐมนตรีไม่กล้าออกมาพูดกับภรรยา ด้วยเคยกลัวเคยเกรงกันมาแต่ครั้งอดีต
ถึงในปัจจุบันก็ยังกลัวยังเกรงอยู่ ก็มิใช่บารมีของคุณหญิงดอกหรือที่ทำให้ท่านรุ่งโรจน์เรืองรองมาจนทุกวันนี้
|
"ที่พระคุณเจ้าว่าไม่ดีหมายความว่าไม่สำเร็จหรือครับ
แต่กระผมมั่นใจว่าต้องสำเร็จ เพราะคุณหญิงเขาวางหมากเอาไว้หมดแล้ว"
|
|
|