|
๘...
รัฐมนตรี คุณหญิง และผู้ติดตามพากันกลับไปแล้ว พระบัวเฮียวซึ่งนั่งสงบเสงี่ยมฟังท่านพระครูเล่าเรื่องคุณนายลำไยตั้งแต่ต้นจนจบ
ได้ถามขึ้นว่า
"หลวงพ่อครับ ทำไมคุณหญิงนั่นแกกราบเบญจางคประดิษฐ์ไม่ได้
แต่ยังได้เป็นคุณหญิงเล่าครับ ท่านพระครูมองหน้าคนถาม ยิ้มตามแบบฉบับของท่านที่ใคร
ๆ ชมว่ามีเสน่ห์ แล้วจึงพูดขึ้นว่า |
|
"เอ...ถามแปลกดี รู้สึกว่าเธอชอบถามอะไรแปลก ๆ อยู่เรื่อยนะ"
"ก็ผมอยากรู้นี่ครับ" ตอบซื่อ ๆ
"จะรู้ไปทำไม" บางครั้งท่านพระครูก็คิดว่า การได้ต่อปากต่อคำกับคนช่างซักก็ทำให้เพลินดีเหมือนกัน
"รู้ไว้เพื่อประดับความรู้ซีครับหลวงพ่อ"
"อ้อ...ถ้าอย่างนั้นก็จะได้บอกให้เอาบุญ"
"ครับ รับรองว่าหลวงพ่อได้บุญล้ายหลาย"
"เอ...เธอถามว่าอะไรนะ จำไม่ได้แล้ว" ท่านแกล้งยั่ว
"หลวงพ่อความจำชักไม่ดีแล้วน่ะซีครับ แสดงว่าแก่แล้ว" คนซื่อได้ที
"ชะชะ ได้ทีขี้แพะไหลเชียวนะ บัวเฮียวนะ"
"เขาเรียกว่า ได้ทีขี่แพะไล่ต่างหากล่ะครับ"
"ไล่ใครล่ะ"
"ไล่แมวครับ"
"งันก็แล้วไป นึกว่าไล่เธอละก็ยุ่งเชียวละ"
คนซื่ออยากรู้เร็ว ๆ จึงถามขึ้นอีกว่า "หลวงพ่อยังไม่ได้ตอบผมเลยครับว่า
ทำไมคนกราบเบญจางคประดิษฐ์ไม่เป็น ถึงได้เป็นคุณหญิง" |
"ก็ทำไมคนกราบเป็นถึงไม่ได้เป็นคุณหญิงเล่า
การเป็นคุณหญิงเขาตัดสินหรือวัดกันที่การกราบการไหว้เมื่อไหร่ล่ะ
คนที่จะได้เป็นคุณหญิงเขาต้องได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
หรือที่เรียกว่า สายสะพายนั่นไง สงสัยอีกซีว่าเครื่องราชอิสริยาภรณ์
คืออะไร" ท่านพระครูแกล้งดักคอ
"เครื่องราชอิสริยาภรณ์ก็คือสายสะพายน่ะซีครับ"
คนความจำดีตอบ
"อ้อ...เก่งนี่" ท่านพระครูออกปากชม |
 |
"แต่ผมก็ยังสงสัยอยู่ดีว่า ไอ้สายสะพายนี่มันเป็นแบบเดียวกับสายตะพายที่เขาเอามาร้อยจมูกวัวจมูกควายหรือเปล่า
ถ้าเป็นแบบเดียวกัน คุณหญิงคุณนายมิต้องถูกร้อยจมูกหรือ" คนขี้สงสัยถามอย่างสงสัย
"มันไม่เหมือนกันหรอก สายตะพายนั่นมันเป็นเชือก
เวลาเขาเอาเชือกมาร้อยจมูกวัวจมูกควาย เขาเรียกว่า สนตะพาย แต่สายสะพายเป็นผ้าแถบยาว
ๆ กว้างประมาณคืบนึง พอจะเข้าใจหรือยังล่ะ"
"ครับ ถ้าอย่างนั้นก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง
ที่ผมแอบสังเกตเห็นคือ คุณหญิงแกท่าทางข่มผัวน่าดูเลย แล้วก็ไม่มีมารยาท
ไปแอบฟังท่านคุยกัน ขนาดสมชายไปบอกก็ไม่ยอมลงมา นี่ถ้าเป็นเมียผมละก็
ฮึ่ม...ตบล้างน้ำเลย"
คนช่างสังเกตยกมือขวาขึ้นตบอากาศอยู่ไปมาพลางทำเสียง
"เฟี้ยว ๆ" ไปด้วย เห็นคนฟังไม่ว่ากระไร จึงวิจารณ์ต่อ
"ท่าทางรัฐมนตรีก็กลัวเมียน่าดูเลย เสียเชิงชายหมด" |
"เอาเถอะน่า ใครเขาจะข่มกัน จะกลัวกันยังไงก็เรื่องของเขา
มันหนักกบาลเธอหรือไงเล่า ถึงได้เดือดร้อนนัก" ท่านพระครูว่าให้
"มันก็ไม่หนักหรอกครับ แต่ว่ามันก็ไม่ดีนัก ตัวเองออกใหญ่โตทั้งรูปร่างและตำแหน่ง
ไม่น่ามากลัวผู้หญิงตัวเล็กนิดเดียว"
"นี่แน่ะบัวเฮียว" คราวนี้ท่านพระครูพูดเป็นงานเป็นการ
"นักปฏิบัติน่ะเขาไม่สนใจเรื่องของคนอื่นหรอก คือสติปัฏฐาน
๔ นั้น ไม่มีข้อไหนที่บอกให้สนใจสิ่งนอกตัว กาย เวทนา จิต ธรรม ล้วนอยู่ในตัวเราทั้งสิ้น
เอาละทีนี้จะได้อธิบาย จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นสติปัฏฐานข้อที่สาม
สองข้อแรกมีอะไรบ้าง ไหนบอกมาซิ" ท่านทดสอบความจำคนเป็นศิษย์
"กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน กับ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ครับ"
"เธอเข้าใจแล้วใช่ไหมว่าคืออะไร"
"ครับ"
"ดีแล้ว คราวนี้ก็มาพูดถึง จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ที่เธอกำลังคิด กำลังพูดอยู่นี่ มันเป็นจิตตานุปัสสนา เพราะเธอเอาจิตออกไปนอกตัว
ไม่ใช้สติตามดูจิตของตัวเอง ปล่อยให้จิตซัดส่ายไปในเรื่องไม่เป็นเรื่อง
เหมือนอย่างที่เธอกำลังพูดเรื่องคนอื่นอยู่ขณะนี้ |
|
ดังนั้นนักปฏิบัติที่ดีจะต้องไม่มองออกนอกตัว ไม่วิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น
ใครจะเป็นอย่างไรก็เรื่องของเขา หน้าที่ของนักปฏิบัติคือ ใช้สติตามดู
ตามรู้ กาย เวทนา จิต ธรรม ที่เกิดขึ้นในตัวเอง อย่ามองออกนอกตัว จำไว้"
"หลวงพ่อครับ การใช้สติตามดูกายกับเวทนานั้น ผมพอจะเข้าใจ แต่ตามดูจิตนี่ผมยังไม่เข้าใจครับ
หลวงพ่อกรุณาอธิบายได้ไหมครับ"
"ก็กำลังจะอธิบายอยู่นี่ไง เอาละ ฟังให้ดี จิตตานุปัสสนานั้น
ถ้าว่ากันโดยหลักก็คือ การใช้สติตามดุจิตของตน ตามรู้จิตของตน รู้ชัดว่าจิตของตนในขณะนั้น
ๆ เป็นอย่างไร เช่น มีราคะ โทสะ โมหะ หรือไม่ ฟุ้งซ่าน หรือเป็นสมาธิ
หลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้น เป็นต้น
ขณะที่เธอเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิแล้วจิตคิดไปในเรื่องต่าง
ๆ เธอก็ต้องรู้ในขณะนั้นว่า จิตกำลังฟุ้งซ่าน ก็พยายามทำให้มันเป็นสมาธิ
ด้วยการเอาสติมาจดจ่ออยู่กับอิริยาบถ จะเป็นขวาย่าง ซ้ายย่าง หรือ
พอง - ยุบ ก็แล้วแต่เธอกำลังเดินหรือนั่ง พูดง่าย ๆ ก็คือ ให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลาทุกขณะจิต
อย่าลืม
พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นั้น
เมื่อย่อลงแล้วเหลือเพียงข้อเดียวคือสติ ปัจฉิมโอวาทที่ประท่านแก่พระอานนท์และภิกษุห้าร้อยรูป
ตอนใกล้จะปรินิพพานก็ทรงเน้นเรื่องสติ รู้ไหมปัจฉิมโอวาทนั้นว่าอย่างไร"
ท่านถามพระบวชใหม่ทั้งที่รู้ว่าฝ่ายนั้นไม่รู้
"ไม่ทราบครับ หลวงพ่อก็ทราบว่าผมไม่ทราบ
แล้วยังจะแกล้งถามให้ผมอับอายขายหน้า" พระใหม่ตัดพ้อ
"อ้าว ก็เปิดโอกาสให้เธอได้พูดบ้างยังไงล่ะ เดี๋ยวจะมาหาว่าฉันตีตั๋วพูดอยู่คนเดียว"
"นิมนต์หลวงพ่อพูดเถอะครับ ผมขอตีตั๋วฟังอย่างเดียว" |
|
"เอาละ ถ้าอย่างนั้นก็ฟังต่อ ปัจฉิมโอวาทที่พระพุทธองค์ทรงประทานแก่บรรดาภิกษุมีใจความว่า.........ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บัดนี้ เราผู้ตถาคตเตือนท่านทั้งหลายให้รู้ สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
ท่านทั้งหลาย จงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด....
นี่แหละเป็นพระวาจาสุดท้ายของพระพุทธองค์
เพราะหลังจากตรัสเช่นนี้แล้วมิได้ตรัสอะไรอีก ทีนี้เธอเห็นหรือยังว่า
คำสอนทั้งปวงที่ได้ประทานตลอด ๔๕ พรรษานั้นมาจบลงที่สติตัวเดียวนี้"
"ไม่เห็นมีคำว่าสติเลยนี่ครับหลวงพ่อ" คนจำเก่งแต่คิดไม่เก่งท้วงขึ้น
"อ้าว ก็ที่ทรงเตือนให้ไม่ประมาทนั้นไม่ใช่สติหรอกหรือ ไม่ประมาทก็คือให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ทุกลมหายใจนั่นเอง
ในสมัยที่พระองค์ยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น ทรงให้ภิกษุตื่นนอนตั้งแต่ตีสี่มาเดินจงกรม
นั่งสมาธิ และกำหนดรู้อิริยาบถ ซึ่งก็คือการเจริญสติปัฏฐาน ๔
อันถือเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ไหนเธอลองบอกมาซิว่า หน้าที่ของนักบวชในพุทธศาสนามีอะไรบ้าง"
|
"แห่ะ แห่ะ ไม่ทราบครับ ก็หลวงพ่อยังไม่เคยสอน ท่านมหาก็สอนแต่กิจวัตรสิบอย่างตอนก่อนจะบวช
มีหนึ่ง ลงอุโบสถ สอง บิณฑบาตเลี้ยงชีพ สาม สวดมนต์ไหว้พระ สี่ กวาดอาวาสวิหาร
ลานพระเจดีย์ ห้า รักษาผ้าครอง หก อยู่ปริวาสกรรม เจ็ด โกนผม ปลงหนวด
ตัดเล็บ แปด ศึกษาสิกขาบทและปฏิบัติพระอาจารย์ เก้า เทศนาบัติ สิบ
พิจารณาปัจเวกขณ์ทั้ง ๔ เป็นต้น ไม่ทราบว่าจะเป็นอันเดียวกับที่หลวงพ่อถามหรือเปล่า
"ที่เธอว่ามานั้นเป็นรายละเอียด
แต่หน้าที่หลักของบรรพชิตที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้มีเพียงสามข้อ
คือศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม และสั่งสอนธรรม อันนี้เป็นหน้าที่หลัก
ศึกษาธรรม ก็คือต้องเรียนรู้วิธีปฏิบัติ เช่น วิธีเจริญสติปัฏฐาน
๔ เมื่อรู้แล้วต้องลงมือปฏิบัติ ไม่ใช่รู้เฉย ๆ เหมือนอย่างพวกนักปรัชญา
เมื่อปฏิบัติได้แล้วก็ต้องสั่งสอนคนอื่นได้"
"เหมือนกับที่หลวงพ่อปฏิบัติอยู่ใช่ไหมครับ"
"ใช่ ฉันเป็นลูกพระพุทธเจ้า ก็ต้องปฏิบัติตามที่พระองค์ทรงสอน
ถึงเธอก็เช่นเดียวกัน กล่าวกันว่า ในสมัยพุทธกาล มีเมืองเล็ก
ๆ เมืองหนึ่งชื่อ กุรุ ชาวเมืองกุรุนิยมเจริญสติปัฏฐาน ๔ กันมาก
ถึงขนาดเอามาเป็นคำทักทายปราศรัยกันในชีวิตประจำวัน |
 |
เช่นเวลาเขาเดินไปพบคนรู้จัก แทนที่จะถามว่า "สวัสดี
ไปไหนมาจ๊ะ ทานข้าวหรือยัง" อะไรทำนองนี้ เขากลับทักทายกันว่า "ท่านผู้เจริญ
ท่านเจริญสติปัฏฐาน ๔ แล้วหรือยัง" ถ้าเขาตอบว่า "ฉันเจริญสติปัฏฐาน
๔ อยู่จ้ะ" เขาก็จะยกมือขึ้นสาธุ สาธุ แปลว่า ดีแล้ว ดีแล้ว แต่ถ้าคนตอบ
บอกว่า "ยังเลยจ้ะ" คนถามก็จะพูดว่า "อัปเปหิ อัปเปหิ" แปลว่า จงหลีกไป
จงหลีกไป" แล้วเขาก็จะรีบเดินหนีเหมือนดั่งว่า พบสิ่งอัปมงคล
เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่ยังไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน
ก็ต้องรีบปฏิบัติ จะได้เป็นมงคลทั้งกับตัวเองและผู้อื่น เมื่อชาวเมืองกุรุพากันเจริญสติปัฏฐาน
๔ เป็นนิจศีล ก็ทำให้เมืองเล็ก ๆ นั้นเจริญรุ่งเรือง ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล
พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์
|