|
ฉันเช้าเสร็จ ท่านพระครูขึ้นไปเขียนหนังสือยังกุฏิชั้นบน
สั่งนายสมชายไว้ว่าจะเขียนสัก ๒ ชั่วโมง หากมีผู้ใดมาขอพบในช่วงระยะเวลาดังกล่าวก็ขอให้รออยู่ก่อน
ท่านขึ้นไปได้สักประเดี๋ยว ชายหนุ่มผู้หนึ่งก็มาขอพบ เขามากับสตรีรูปร่างหน้าตาจัดว่าสวย
ท่าทางคงจะเป็นคู่รักกัน
เมื่อลูกศิษย์วัดแจ้งให้ทราบตามที่ท่านสั่งไว้
ชายหนุ่มผู้นั้นแสดงความไม่พอใจออกมานอกหน้า และทำทีจะขึ้นไปพบด้วยตัวเอง
มิใยที่นายสมชายจะห้ามปราม บังเอิญประตูทางขึ้นถูกใส่กลอนเอาไว้
เขาจึงตะโกนขึ้นไปว่า |
|
"หลวงน้าครับผมมาเยี่ยม เปิดประตูหน่อยครับ"
เงียบ ไม่มีเสียงตอบลงมา ลูกศิษย์วัดทราบดีว่าถ้าท่านลงตั้งใจจะทำงานแล้ว
ก็จะไม่ยอมรับรู้รับฟังเรื่องอะไรของใคร จะเรียกจะหาอย่างไรท่านก็ไม่ลงมา
ชายหนุ่มผู้นั้นจึงตะโกนดังกว่าเดิม
"หลวงน้าครับ ผมจ่อยไงครับ จ่อยหลานแท้ ๆ
ของหลวงน้าจะมาขอพบครับ" เมื่อไม่มีเสียงตอบอนุญาต นายจ่อยรู้สึกเสียหน้า
อายทั้งลูกศิษย์ อายทั้งหญิงคู่หมั้นที่ตนหมายพามากราบท่านพระครู
|
"ท่านไม่ลงมาหรอกครับ ถึงผมจะเรียกท่านก็ไม่ลงมา
เวลาท่านเขียนหนังสือ ท่านไม่ยอมพบใครหรอกครับ" นายสมชายพูดอย่างพยายามผูกมิตรทั้งที่รู้สึกไม่ค่อยจะชอบหน้า
ถึงจะเป็นหลานหลวงพ่อจริงตามที่เขาเอ่ยอ้าง ก็ไม่ควรจะมาแสดงอำนาจบาตรใหญ่อย่างนี้
"ถ้างั้นเราออกไปดูแม่น้ำหลังวัดกันเถอะ แม่น้ำเจ้าพระยายังไงล่ะ"
เขาหันไปพูดกับคู่หมั้น ไม่อยากอยู่สู้หน้ากับลูกศิษย์วัด อีกตั้งเกือบ
๒ ชั่วโมงกว่าหลวงน้าจะลงมา
เมื่อท่านพระครูลงมายังกุฏิชั้นล่าง จึงพบว่าชายหญิงคู่หนึ่งนั่งรออยู่
ขณะทำงานท่านทำจิตให้เป็นสมาธิ ไม่รับรู้ รูป รส กลิ่น เสียงใด ๆ จากภายนอก
จึงไม่ทราบว่าหลานมาหา
 |
"อ้าว เอ็งหรอกหรือเจ้าจ่อย
ไปยังไงมายังไงกัน" ท่านทักหลานชายซึ่งเคยมาบวชเณรอยู่วัดนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อนโน้น
แต่ยังไม่ทันได้บวชพระก็ชิงสึกออกไปทำมาหาเลี้ยงชีพเสียก่อน
ส่วนหญิงสาวที่มาด้วยท่านไม่เคยเห็นหน้า แต่ก็คลับคล้ายคลับคลาว่าเหมือนใครสักคน
|
"หลวงน้าสบายดีหรือครับ" หลานชายทัก
"ก็เรื่อย ๆ ว่าแต่เอ็งเถอะ หายหัวไปเลยนะเอ็ง" ท่านต่อว่าหลานชาย
เพราะตั้งแต่สิกขาลาเพศแล้ว นายจ่อยไม่เคยไปมาหาสู่ท่านอีกเลย
"ผมต้องขออภัย งานยุ่งมากเลยครับ พอดีพ่อเขาย้ายไปทำไร่ที่ท่าตะโก
หนทางไกลไปมาลำบากก็เลยไม่ได้มา"
"อ้อ ไม่ได้อยู่ที่โคกสำโรงหรอกหรือ
แล้วพ่อเอ็งเขาเป็นยังไงบ้าง" ท่านถามถึงคนเป็นพี่เขย ส่วนพี่สาวซึ่งเป็นมารดาของนายจ่อยนั้นเสียชีวิตตั้งแต่ลูกชายยังเป็นเณร
|
|
"แกก็ไม่เจ็บไม่ไข้อะไร ตอนนี้มีเมียใหม่
มีน้องเล็ก ๆ อีกสามคน" นายจ่อยรายงาน
"อะไรกัน อายุจะหกสิบแล้วยังมานั่งเลี้ยงลูกอ่อน" ท่านพระครูพูดเหมือนตำหนิคนเป็นสามีของพี่สาว
"แกไม่ได้เลี้ยงหรอกครับหลวงน้า ผมเห็นเมียเขาเลี้ยงอยู่คนเดียว"
"อ้าว เอ็งไม่เรียกเขาว่าแม่หรอกหรือ"
"แม่ เม่อะไรล่ะหลวงน้า ก็มันเป็นเพื่อนผมเอง
เคยเลี้ยงควายมาด้วยกันสมัยเด็ก ๆ ผมก็เลยเรียกไม่ลง กรรมของมันที่ต้องมาเป็นเมียพ่อ
หลวงน้าไม่รู้อะไร พ่อน่ะแกเมาเช้าเมาเย็น งานการไม่ทำ ผมบอกให้แกมาบวชอยู่กับหลวงน้า
แกก็ไม่เอา" |
"เรื่องอะไรเขาจะเอา ก็ทีลูกชายเขายังไม่ยอมบวชเลยนี่นา"
ท่านประชดคนเป็นหลาน
"โธ่ หลวงน้าครับ เรื่องมันแล้วไปแล้ว" หลานชายครวญ
"แล้วไปแล้วก็แล้วกันไป ว่าแต่ว่าที่มานี่ เอ็งมีธุระอะไรกับข้าหรือเปล่า"
"ก็มีเหมือนกันครับ คือผมพาคู่หมั้นมากราบหลวงน้า แล้วก็จะนิมนต์หลวงน้าไปงานแต่งงานของผมด้วยครับ"
"อ้อ นี่คู่หมั้นหรอกเรอะ แล้วหนูเป็นคนที่ไหนล่ะจ๊ะ"
ท่านถามคู่หมั้นหลานชาย
"หลวงน้าจำไม่ได้หรือครับ จุกไงล่ะครับ" หลานชายตอบแทนคนเป็นคู่หมั้น
"จุกไหน" ท่านพระครูยังนึกไม่ออก
"ก็จุกที่เคยใส่บาตรหลวงน้ากับผมสมัยที่เราพายเรือบิณฑบาตกันยังไงล่ะครับ"
หลานชายช่วยทบทวนความจำ แต่หลวงน้าก็ยังนึกไม่ออกจึงต้องใช้
"เห็นหนอ" เข้าช่วย
"อ๋อ อีจุกน่ะเอง แม่เจ้าไวยเป็นสาวแล้วสวยจนข้าจำไม่ได้"
ท่านอุทานด้วยนึกไม่ถึงว่าจะได้พบกันอีก นางสาวจุกนั่งบิดไปบิดมาเพราะความขวยอาย
ท่านพระครูนึกย้อนไปถึงอดีตเมื่อสิบปีก่อนโน้น ครั้งที่ท่านยังเจริญสมถกรรมฐานและเล่นทางไสยศาสตร์ด้วย
ท่านมี "กระจกหมอดู" อยู่บานหนึ่งที่ใช้ดูเหตุการณ์ในอนาคต
โดยภาพของเหตุการณ์จะมาปรากฏในกระจก แต่หลังจากที่ท่านได้พบ "พระในป่า"
จึงได้เปลี่ยนมาเจริญวิปัสสนากรรมฐานและเลิกเล่นไสยศาสตร์ เพราะเห็นว่าไม่ได้ให้ประโยชน์ที่แท้จริงแก่ชีวิต
สมัยนั้นท่านบิณฑบาตทางเรือ
ทุกเช้าท่านกับเณรจ่อยจะช่วยกันพายเรือลัดเลาะไปตามริมน้ำเจ้าพระยาเพื่อโปรดสัตว์
เด็กหญิงผิวขาววัยสิบเอ็ดขวบที่ใคร ๆ เรียกกันว่า "อีจุก" เพราะไว้ผมจุกกลางศีรษะ
จะออกมาใส่บาตรที่ท่าน้ำในสภาพขี้หูขี้ตาเกรอะกรัง ขี้มูกไหลยืดเพราะเป็นหวัดทั้งปี
บ่อยครั้งที่น้ำมูกของเด็กหญิงหยดลงไปในบาตรโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ใส่ใจ
และเมื่อเรือแล่นผ่านพ้นบ้านอีจุกไปแล้ว เณรจ่อยก็มีอันต้องเทข้าวทิ้งน้ำทุกครั้ง
เพราะทนสะอิดสะเอียนไม่ไหว ส่วนท่านพระครูนั้นแม้จะผ่านการเจริญ
"อาหาเรปฏิกูลสัญญา" มาแล้วก็ยังต้องทำแบบเดียวกับเณรหลานชาย
คือ เทข้าวทิ้งจนเกลี้ยงบาตร |
|
"แหม หลวงน้าเมื่อไหร่อีจุกมันจะตาย ๆ ไปสักทีนะ"
เณรจ่อยบ่นอุบ เพราะต้องเทข้าวทิ้งน้ำทุกวัน
"ไปแช่งเขา ระวังบาปจะกินหัวเอ็ง" หลวงน้าว่าให้
"ก็มันโมโหนี่หลวงน้า จริง ๆ จะ ผมน่ะโกรธมันจริง ๆ เชียว"
"คนโกรธคือคนโง่ คนโมโหคือคนบ้า เอ็งอยากโง่อยากบ้าก็ตามใจเอ็ง"
"หลวงน้า เราไม่รับบิณฑบาตบ้านมันดีกว่านะ" เณรหลานชายแนะ
"ทำอย่างนั้นไม่ได้ มันผิดวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ เราจะเลือกที่รักมักที่ชังอย่างนั้นไม่ได้"
"ถ้างั้นก็บอกมันตรง ๆ เลยว่า อย่าให้มันเป็นคนใส่ ให้เปลี่ยนเป็นพ่อหรือแม่มันแทน
"เอ็งก็บอกเขาเองซิ"
"ผมมันเป็นเด็ก หลวงน้านั่นแหละดีแล้ว"
"ข้าไม้เอากับเอ็งด้วยหรอก อยู่ดีไม่ว่าดี จะให้ข้าถูกติเตียนเสียแล้วไหมล่ะ"
ท่านพระครูปฏิเสธ เป็นอันว่าท่านจำต้องรับบิณฑบาตจากเด็กหญิงจุกเรื่อยมา
กระทั่งมีการตัดถนนเข้าวัด ท่านจึงเลิกบิณฑบาตทางเรือ เณรจ่อยดีใจจนเนื้อเต้น
ที่จะได้ไม่ต้องเทข้าวทิ้งน้ำ
คืนวันหนึ่งไม่รู้ว่าเณรจ่อยนึกยังไงขึ้นมา ถึงได้บอกให้หลวงน้าช่วยดูเนื้อคู่ให้
ท่านพระครูจึงบอกให้เณรจ่อยตั้งจิตอธิษฐานขอให้คนที่จะมาเป็นเนื้อคู่
จงปรากฏเป็นภาพขึ้นกระจกหมอดู อธิษฐานเสร็จ หลวงน้าจึงยื่นกระจกให้เณรหลาน
เณรจ่อยมองไปที่กระจกแล้วก็โวยลั่น "อีจุกอีเด็กสกปรก
ดูซีขี้มูกไหลยืดเชียว หลวงน้าแกล้งผมใช่ไหม ผมไม่เอา ยกให้หลวงน้าก็แล้วกัน"
พูดพลางส่งกระจกคืน ท่านพระครูรับไปดูก็ปรากฏว่าภาพที่เห็นในกระจกนั้นเป็นภาพเด็กหญิงจุก
คิดมาถึงตอนนี้ ท่านอดขำไม่ได้จึงพูดขึ้นว่า "ไงล่ะเจ้าจ่อย ก็ไหนเอ็งว่าเกลียดอีจุกนักไง
ทำไม่ถึงจะมาร่วมหอลงโลงกันล่ะ"
"ร่วมหอเฉย ๆ โลงน่ะยังไม่อยากลงหรอกหลวงน้า
ขออยู่ไปอีกซักเจ็ดแปดสิบปีก่อนถึงค่อยลง" นายจ่อยรีบชี้แจง
"นั่นแหละ ๆ นึกยังไงถึงมารักกันได้เล่า"
ท่านถามอีก
"ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคือ...เอ้อ...คืออีจุกเด็กขี้มูกมากคนนั้น
เพราะไม่เคยเจอกันอีกเลยนับตั้งแต่ผมสึก เพิ่งมารู้เอาอีตอนที่มันรักเขาจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว
ก็เลยต้องตกบันไดพลอยโจน" |
"นี่พี่จ่อยอย่ามาพูดดีนะ จะถอนหมั้นกันวันนี้เลยก็ได้
ฉันน่ะไม่ยั่นหรอก คนชอบฉันยังมีอีกเป็นพะเรอเกวียน" สาววัยยี่สิบสองพูดโกรธ
ๆ
"เอ็งจะโกรธจะขึ้งไปทำไม่ล่ะจุก ไหน ๆ ก็จะมาเป็นหลานสะใภ้ข้าแล้ว
ข้าล้อเล่นบ้างไม่ได้หรือไง" ท่านพระครูปราม
|