|
๑๖...
พระบัวเฮียวใช้พยายามอยู่หลายวัน ก็ยังไม่สบโอกาสที่จะเรียนถามข้อสงสัยจากท่านพระครู
เพราะท่านไม่ค่อยมีเวลาว่างพอที่จะมานั่งให้ลูกศิษย์ซักถามได้เหมือนแต่ก่อน
ยิ่งกิตติศัพท์ความดีงามของท่านเป็นที่เลื่องลือไป คนก็พากันมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ลูกหามากขึ้น
มีผู้นิมนต์ท่านไปบรรยายธรรมตามสถาบันต่าง ๆ อยู่เนือง ๆ จนแทบไม่เว้นแต่ละวัน
 |
นับตั้งแต่ครูสฤษดิ์ซื้อรถตู้มาถวาย
ท่านก็ไปไหนมาไหนสะดวกขึ้น โดยมีนายสมชายเป็นพลขับ นายสมชายเล่าว่า
แต่ก่อนที่ยังไม่มีรถไว้ใช้ เวลาจะไปไหนท่านจะว่าจ้างนายอู่ให้ขับรถไปให้
แต่นายอู่ก็ทำให้ท่านต้องเสียงานอยู่บ่อย ๆ เป็นต้นว่าคืนไหนฝันร้าย
รุ่งเช้าก็จะมาบอกว่าไม่สามารถขับรถไปส่งท่านได้ เพราะกลัวจะเกิดอุบัติเหตุ
ไม่ว่าท่านพระครูจะอ้อนวอนอย่างไร นายอู่ก็ไม่ยอมไปท่าเดียว
ครั้นจะไปว่าจ้างคนอื่นก็ไม่ทันการ เพราะกว่าจะไปก็เลยเวลาที่เขานิมนต์ไปแล้ว
|
แต่ถึงนายอู่จะกลัวอย่างไรก็ไม่อาจหนีกฎแห่งกรรมไปได้
เพราะในที่สุดนายอู่ก็ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำเสียชีวิต เนื่องจากไม่รักษาสัจจะ
เรื่องมีอยู่ว่า สมัยหนุ่ม ๆ นายอู่มีอาชีพล่องเรือค้าขายไปตามลำน้ำเจ้าพระยา
ไปซื้อของกรุงเทพฯ มาขายต่างจังหวัด และอาเของต่างจังหวัดไปขายกรุงเทพฯ
กิจการก็รุ่งเรืองดีอยู่ มีเรือของตัวเองหนึ่งลำและทำเป็นเรือโดยสารด้วย
คืนหนึ่ง ขณะล่องเรือกลับจากกรุงเทพฯ คนขับเกิดหลับในเพราะเป็นเวลาดึกมากแล้ว
เรือจึงพุ่งไปชนแก่งกลางแม่น้ำพลิกคว่ำลง คนขับกับผู้โดยสารประมาณห้าหรือหกคนพากันจมน้ำตายหมด
นายอู่กำลังจะจมน้ำ ก็เกิดห่วงแม่กับเมีย
ตอนนั้นเมียกำลังตั้งท้องลูกคนแรก เขาจึงตั้งจิกอธิษฐานว่า ขอให้ตนรอดชีวิตแล้วจะบวชอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรหนึ่งพรรษา
ปรากฏว่านายอู่รอดจากการจมน้ำตายอย่างปาฏิหาริย์และกลับมาถึงบ้านได้
ไม่นานภรรยาก็คลอดบุตรออกมาเป็นหญิง เขาก็หาเลี้ยงลูกเมียเลี้ยงแม่
ยังไม่ยอมบวช ก็อยู่ต่อมาจนมีลูกอีกหลายคน ภายหลังได้ขายเรือมาซื้อรถเที่ยวรับจ้างส่งคน
ส่งของอยู่แถววัด
มาระยะหลัง ๆ นายอู่ฝันร้ายอยู่บ่อย ๆ คือฝันว่ายมบาลมาต่อว่าต่อขานที่นายอู่เสียสัจจะ
หากยังดื้อดึงไม่ยอมบวชจะต้องรถคว่ำคอหักตาย เขาจึงได้มาเล่าให้ท่านพระครูฟัง
ท่านก็ขอร้องให้บวช นายอู่ก็ไม่ยอมบวช ทั้งยังขอร้องไม่ให้ท่านเล่าเรื่องความฝันให้แม่และเมียของตนฟัง
คืนไหนฝัน รุ่งเช้านายอู่ก็จะไม่ยอมขับรถ
เวลาผ่านไปอีกหลายปี กระทั่งลูกสาวคนโตอายุ
๒๑ และกำลังจะแต่งงาน นายอู่ก็ฝันร้ายถี่ขึ้น ท่านพระครูก็ขอร้องให้เขาบวช
เพราะท่านรู้ว่าถ้าไม่บวช เขาจะต้องตาย นายอู่ก็ดื้อดึงมายอมบวช
อ้างว่าถ้าเขาบวชแล้วใครจะหาเลี้ยงแม่เลี้ยงเมีย
|
ความจริงเขาจะบวชก็บวชได้ เพราะลูก ๆ ก็โตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมดแล้ว
นอกจากไม่ยอมบวชแล้ว เขายังขอร้องท่านพระครูให้ปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ
อยู่ต่อมาไม่นาน นายอู่ก็รถคว่ำคอหักตายจริงดังที่ฝัน
ท่านพระครูรู้สึกเศร้าสลดใจทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันเป็นกรรมที่เขาสร้างเองทำเอง
เรื่องพอจะแก้ไขได้ เขาก็ไม่ยอมแก้ไข จึงต้องจบชีวิตอย่างน่าเอนจอนาถเช่นนั้น
"หลวงพี่ครับ หลวงพ่อให้มานิมนต์" นายสมชายมาบอกพระบัวเฮียวในตอนบ่ายวันหนึ่ง
หลังจากที่ท่านปฏิบัติกรรมฐานเสร็จ
"นิมนต์ให้ไปที่กุฏิหลวงพ่อหรือ" พระหนุ่มเชื้อสายญวน
ถามอย่างดีใจ เพราะจะได้ถือโอกาสเรียนถามข้อข้องใจสงสัยที่ติดค้างมาหลายวัน
"เปล่าหรอกครับ ท่านให้มานิมนต์จะพาไปเจริญพระพุทธมนต์เย็นที่บ้านฝั่งโน้น
ลูกสาวเขาแต่งงานครับ เขานิมนต์พระวัดเรา ๓ รูป หลวงพ่อให้ผมมานิมนต์หลวงพี่กับพระมหาบุญ
บอกให้เอาย่ามกับตาลปัตรไปด้วย" นายสมชายบอกกล่าว
"ไปเดี๋ยวนี้เลยหรือ" ถามอย่างยินดี
"สักพักก็ได้ครับ หลวงพ่อจะออกห้าโมง นี่เพิ่งจะบ่ายสาม หลวงพี่ไปรอที่กุฏิท่านก่อนห้าโมงก็แล้วกัน
ผมไปนะครับ"
"แล้วพระมหาบุญท่านทราบหรือยัง"
"ทราบแล้วครับ ผมไปเรียนท่านก่อนจะมาหากลวงพี่" เสร็จธุระ นายสมชายจึงเดินกลับไปยังกุฏิท่านพระครู
พระบัวเฮียวจัดแจงสรงน้ำ ขัดสีฉวีวรรณอย่างพิถีพิถันกว่าทุกวัน
สรงน้ำเสร็จก็จัดการนุ่งห่มอย่างเรียบร้อย รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้
"ออกงาน" เป็นครั้งแรกของชีวิตการบวช ท่านถือตาลปัตรและย่ามเดินไปที่กุฏิท่านพระครู
นั่งอยู่คนเดียวสักยี่สิบนาที พระมหาบุญก็มาถึง ผู้บวชทีหลังทำความเคารพภิกษุผู้เคยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงด้วยการกราบสามครั้ง
|
 |
"มานานแล้วหรือบัวเฮียว" พระมหาบุญทักขึ้นก่อน
"สักครู่ใหญ่ ๆ เห็นจะได้ หลวงพี่มาก็ดีแล้ว ผมอยากจะเรียนถามอะไรสักหน่อย"
"ถามมาก ๆ ก็ได้ ถ้าผมตอบได้ก็จะตอบ รับรองว่าไม่ปิดบังอำพรางเลยแม้แต่น้อย
เป็นไง ปฏิบัติไปถึงไหนแล้ว ข่าวว่าเป็นคนโปรดของท่านพระครูเลยนี่"
คนจะถามกลับเป็นฝ่ายถูกถามเสียก่อน |
"ก็ไม่เชิงครับ ท่านเมตตาผมมากกว่า เห็นเป็นคนเซ่อ
ๆ ซ่า ๆ ท่านคงจะสงสาร ก็เลยเอาใจใส่มากหน่อย ถ้าฉลาดหลักแหลมเหมือนหลวงพี่
ท่านก็คงปล่อยให้บินเดี่ยวได้แล้ว" พระบัวเฮียวตอบอย่างเอาใจ "หลวงพี่"
"แต่คุณก็ก้าวหน้าเร็วดีนี่ เมื่อตอนผมบวชใหม่
ๆ ท่านก็ประคับประคองอยู่หลายเดือนกว่าจะปล่อยให้บินเดี่ยวอย่างที่คุณเห็น
ท่านพระครูท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่วิเศษที่สุด ผมเคารพนับถือท่านมากจริง
ๆ"
พระมหาบุญพูดจากความรู้สึกลึกซึ้ง หากพระบัวเฮียวก็เข้าใจ
เพราะความรู้สึกของท่านที่มีต่อท่านพระครูก็ไม่แตกต่างไปจากนี้
"หลวงพี่ครับ ผมไม่เคยออกงาน รู้สึกตื่นเต้นจนกลายเป็นความกังวล
กลัวว่าจะวางตัวไม่ถูก หลวงพี่พอจะกรุณาแนะนำผมหน่อยจะได้ไหมครับ"
"ได้ซี ทำไมจะไม่ได้เล่า ไม่ต้องไปกังวลหรอก ให้ทำตามที่หลวงพ่อท่านบอกก็แล้วกัน
เป็นต้นว่าเวลานั่งเขาจะเรียงตามอายุพรรษา สงสัยว่าคุณคงจะต้องนั่งท้ายแถว
เพราะบวชทีหลังเพื่อน อย่าประหม่าก็แล้วกัน บทเจริญพระพุทธมนต์เย็น
คุณก็ท่องได้หมดแล้วไม่ใช่หรือ"
 |
"ครับ ได้หมดแล้ว แต่ไม่ทราบว่าเวลาสวดจริง
ๆ จะจำผิดจำถูกบ้างหรือเปล่า"
"จำถูกน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่จำผิดคงไม่ดีนัก ประเดี๋ยวจะทำให้ขายหน้าพระวัดเรา
เอาอย่างนี้ถ้าตอนไหนไม่แน่ใจก็ให้ออกเสียงเบา ๆ ไม่มีใครเขารู้หรอก
เพราะตอนสวดเราจะเอาตาลปัตรบังหน้าไว้" ผู้แก่พรรษากว่าแนะนำ
|
"ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะประหม่ามากน้อยแค่ไหน
คงจะเขินมากเลยถ้า...."
"ถ้าอะไร" พระมหาบุญซัก เพราะฝ่ายนั้นไม่ยอมพูดต่อ
"ถ้า...มีสาว ๆ มานั่งฟังน่ะครับ" พระมหาบุญจึงแถลงว่า
"ต้องมีแน่ ๆ อย่างน้อยก็เจ้าสาวคนหนึ่งละ แล้วยังจะเพื่อเจ้าสาวอีกคนหรือสองคน
และถ้าเขารู้ว่าจะมีพระหนุ่ม ๆ ไป พวกสาว ๆ คงพากันแห่มาเชียวแหละ
สงสัยว่าคราวนี้คุณจะต้องสึกเสียละมัง" พระมหาบุญพูดเย้า ๆ
"สึกน่ะไม่กลัวหรอกครับ กลัวจะประหม่า อย่างหลังนี่แก้อย่างไรครับ"
"คุณก็กำหนดซี รู้สึกอย่างไร ก็กำหนดไปอย่างนั้น ปฏิบัติแล้วก็ต้องเอามาใช้ประโยชน์ให้ได้
เอาเถอะตั้งสติเข้าไว้แล้วก็จะดีไปเอง จำไว้แล้วกันว่าถ้าคุณขืนแสดงอะไรเปิ่น
ๆ ออกไป คราวหน้าคราวหลังหลวงพ่อจะไม่พาคุณไปไหนต่อไหนด้วยอีก"
"ถ้าอย่างนั้นผมจะพยายามเต็มที่เลยละครับ
จะได้ออกไปเปิดหูเปิดตาบ่อย ๆ"
"แต่การไปไหนมาไหนบ่อยมันก็ไม่ดีสำหรับการปฏิบัตินะบัวเฮียว
เพราะจิตมันจะท่องเที่ยวไปรับอารมณ์อื่น ไม่จดจ่อแน่วแน่อยู่กับอารมณ์กรรมฐาน
แต่ก็นั่นแหละถ้าเรากำหนดได้ทันมันก็ไม่เสียหายอะไร นึกเสียว่าเป็นการหาแบบฝึกหัดมาให้จิตทำแล้วกัน"
พระมหาบุญแนะนำในฐานะที่เคย "อาบน้ำร้อนมาก่อน" |
ท่านพระครูลงมาจากกุฏิชั้นบน เมื่อเวลาสิบเจ็ดนาฬิกาเศษ
พระสองรูปที่นั่งรออยู่ทำความเคารพด้วยการไหว้ แล้วลุกขึ้นเดินตามท่านไปยังรถที่นายสมชายรออยู่
ท่านพระครูขึ้นไปนั่งตอนหน้าคู่กับคนขับ ส่วนพระมหาบุญกับพระบัวเฮียวนั่งถัดไปทางด้านหลัง
นายสมชายปิดประตูเรียบร้อยแล้วจึงออกรถ วิ่งตรงไปออกสายเอเชีย แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ตัวจังหวัดซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือของวัด
ประมาณยี่สิบนาทีก็ถึงทางแยกเข้าตัวจังหวัด จากนั้นต้องวิ่งย้อนลงมาทางใต้อีกประมาณสองกิโลเมตร
จึงถึงท่าเรือที่จะข้ามไปยังบ้านงานที่อยู่ทางฝั่งโน้น
"สมชายเฝ้ารถรอยู่ฝั่งนี้ ไม่ต้องข้ามไปด้วย" ท่านพระครูสั่งศิษย์วัด
แล้วท่านจึงเดินนำลงไปรอเรือจ้างซึ่งมีเพียงลำเดียว ครู่หนึ่งหญิงแจวเรือจ้าง
ก็แจวเรือเปล่ากลับมาหลังจากส่งผู้โดยสารขึ้นฝั่งตรงข้ามแล้ว
"นิมนต์หลวงพ่อจ้ะ จะไปบ้านงานหรือจ๊ะ" หญิงแจงเรือเชื้อเชิญพร้อมกับตั้งคำถาม
ในชนบทนั้นบ้านไหนมีงานก็เป็นอันรู้ถึงกันหมดทั้งตำบล
"ไปทีเดียวสามไหวไหมจ๊ะหนู หรือว่าต้องทีละคน"
ท่านพระครูถามคนแจว ซึ่งเป็นหญิงสาวอายุไม่เกินยี่สิบ เกรงว่าจะเกินเรี่ยวแรงของหล่อน
เพราะน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาปริ่มขอบตลิ่ง เนื่องจากยังไม่สิ้นเดือนสิบสอง
ระยะทางข้ามฟากจึงดูกว้างไกลกว่าปกติ พระบัวเฮียวมีอันต้องกำหนด
"เขินหนอ" เมื่อสบตากับหล่อน |
 |
"ไหวจ้ะ นิมนต์ทั้งสามองค์เลยจ้ะ" หญิงสาวตอบ
"นั่นพายอีกันไม่ใช่หรือ" พระมหาบุญชี้ไปที่ไม้พายซึ่งวางอยู่หัวเรือ
"เอาอย่างนี้ เดี๋ยวอาตมาจะช่วยพาย จะได้เบาแรงโยมหน่อย" พูดแล้วท่านก็ลงไปนั่งที่หัวเรือ
จับไม้พายมาถือด้วยท่าทางทะมัดทะแมง
เมื่อภิกษุอีกสองรูปขึ้นมานั่งในเรือเรียบร้อยแล้ว
หญิงสาวจึงออกเรือ โดยมีพระมหาบุญช่วยแจวอยู่ทางด้านหัว ส่วนหล่อนอยู่ท้าย
ท่านพระครูกับพระบัวเฮียวอยู่กลาง
"สองทุ่มเลิกหรือยังจ๊ะหนู อาตมาต้องกลับประมาณสองทุ่ม"
ท่านพระครูถาม ขึ้นจากเรือแล้วต้องเดินไปอีกหลายนาทีกว่าจะถึงบ้านงาน
"มีจ้ะ หนูจะแจวจนถึงหกโมง ต่อจากนั้นพ่อเด็กเขาจะมาเปลี่ยนและไปเลิกเอาสองทุ่มครึ่ง"
หญิงสาวตอบ
"อ้อ มีลูกมีผัวแล้ว แบบนี้ค่อยหายเขินหน่อย" พระบัวเฮียวพูดในใจ รู้สึกโล่งอกเมื่อทราบว่าหล่อนมีเจ้าของแล้ว
เมื่อถึงฝั่งท่านพระครูจึงถามว่า
"เท่าไหร่จ๊ะหนู"
"นิมนต์เถิดจ๊ะ ฉันถวาย นึกว่าให้ฉันมีโอกาสได้ทำบุญก็แล้วกัน"
"อย่าเลยหนู กินแรงคนอื่นมันบาป เท่าที่หนูมีจิตศรัทธาก็ได้บุญแล้ว
อาตมาขออนุโมทนา เท่าไหร่จ๊ะ"
"คนละสองสลึงจ๊ะ หลวงพ่อให้ฉันมาบาทเดียวก็พอ" หญิงสาวลดให้ห้าสิบสตางค์
ท่านพระครูวางเงินไว้ให้สองบาท แล้วกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้นอาตมาฝากซื้อขนมไปให้ลูกหนูอีกหนึ่งบาท
ขอบใจนะจ๊ะหนู" |
 |
หญิงสาวยกมือไหว้ พลางกล่าวขอบคุณ แล้วจึงรีบพายเรือเปล่ากลับไปรับผู้โดยสารที่กำลังยืนรออยู่ทางฝั่งโน้น
ร้าน "ลมโชย" เป็นร้านอาหารที่ขึ้นชื่อของตำบล
ตั้งอยู่ริมแม่น้ำติดกับท่าข้ามเรือ ขณะนั้นกำลังขายดิบขายดี
มีลูกค้านั่งเต็มทุกโต๊ะ โต๊ะที่ติดกับทางเดินมีแต่ผู้ชายล้วน
กำลังตั้งวงเสพสุรากันอย่างครื้นเครง มีจานกับแกล้ม แก้วและขวดเหล้าวางอยู่เต็ม
|
เมื่อเดินผ่านโต๊ะนั้น ท่านพระครูกำหนด "เห็นหนอ"
แล้วจึงกระซิบกับพระบัวเฮียวว่า "เธอคอยดูนะบัวเฮียว เดี๋ยวคนโต๊ะนี้จะตีกันถึงเลือดตกยางออก
รอให้เมาได้ที่เสียก่อน ขากลับเราทันได้เห็นแน่"
"หลวงพ่อรู้ได้อย่างไรล่ะครับ" พระบัวเฮียวถามตามความเคยชินเสียมากกว่า
เพราะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว
"รู้ก็แล้วกัน ไม่เชื่อเธอคอยดูว่าจะเป็นอย่างที่ฉันพูดหรือเปล่า"
แล้วภิกษุสามรูปก็เดินผ่านร้านนั้นไปบ้านงาน
หลังจากการเจริญพระพุทธมนต์เย็น
สิ้นสุดลง เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงจึงกล่าวลาเจ้าภาพ แล้วพาภิกษุอีกสองรูปกลับวัด
ส่วนพระอีก ๖ รูปมาจากวัดทางฝั่งนี้ จึงไม่ต้องไปข้ามเรือ ขณะเดินกลับ
พระมหาบุญถามพระบัวเฮียวว่า "ไงคุณหายตื่นเต้นหรือยัง"
"จวนแล้วครับ เหลืออีกนิดเดียวก็จะหาย
ต้องขอขอบคุณหลวงพี่มาก ๆ เลย ผมพยายามนึกถึงคำแนะนำของหลวงพี่เกือบตลอดเวลา
เพื่อเจ้าสาวเขาสวยจนผมประหม่า"
ฟังแล้วท่านพระครูอดรนทนไม่ได้ จึงขัดขึ้นว่า
"รู้สึกว่าเธอจะชื่นชมแต่คนสวย ๆ เท่านั้นนะบัวเฮียวนะ ไม่รู้หรอกหรือว่า
สตรีคือศัตรูพรหมจรรย์" พระบัวเฮียวตอบล้อเลียนว่า
"รู้ซีครับหลวงพ่อ อาตมารู้หมด แต่อาตมาก็อดไม่ได้" |
 |
"ทำพูดดีไปเถอะ แล้วอย่ามาหาว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกัน"
ท่าสนพระครูนึกหมั่นไส้
"ดูท่าทางคุณคงอยากสึกใช่ไหมคุณบัวเฮียว" พระมหาบุญถาม
"อยากครับ ผมอยากสึกออกไปแต่งงาน เห็นเขาแต่งกันแล้วผมก็อยากแต่งบ้าง"
พระบัวเฮียวสารภาพ
"แล้วคุณคิดว่าจะได้แต่งหรือเปล่า"
"คิดว่าน่าจะได้ หลวงพี่ไม่เห็นหรือ พระวัดป่ามะม่วงตั้งหลายองค์ที่รูปหล่อน้อยกว่าผมก็ยังสึกออกไปแต่งงาน
แล้วทำไมผมจะทำอย่างนั้นบ้างไม่ได้"
"มันไม่ได้อยู่ที่ดีกรีของความหล่อหรอก แต่มันอยู่ที่กรรม
ถ้าเราไม่เคยทำกรรมกับใครไว้ก็ไม่ต้องมาชดใช้ คนที่เขาแต่งงานกันก็เพื่อจะมาร่วมกันใช้กรรม
สำหรับเธอเขาเรียกว่าไม่มีคู่กรรม เชื่อสิ ชาตินี้เธอไม่มีโอกาสได้แต่งงานหรอก"
ท่านพระครูชี้แจง จำพูดของท่านจึงไปทำให้ใจของพระบัวเฮียวเหี่ยวแห้งหดหู่โดยที่ท่านมิได้เจตนา
|
เมื่อเดินมาถึงท่าน้ำก็ต้องรอเรือซึ่งเพิ่งจะบรรทุกผู้โดยสารสองคนออกจากฝั่งไป
คงต้องยืนรออีกหลายนาทีกว่าเขาจะพายกลับมารับ
พระจันทร์ค่อนดวงลอยเด่นอยู่กลางฟ้า พวกผู้ชายที่นั่งกินเหล้าอยู่โต๊ะติดทางเดินยังไม่มีใครลุกไปไหน
เสียงที่คุยชักจะดังมากขึ้น เพราะต่างก็กำลัง "ได้ที่" แล้วใครคนหนึ่งก็สบถขึ้นว่า
"...หมาตัวไหนตดวะ สงสัยแม่มันคงไส้เน่า เหม็นฉิบหายเลย"
พูดด้วยความโกรธผสมกับความเมา
"พูดยังงั้นมันก็ไม่สวยซีวะ เรื่องขี้เรื่องตดมันอดกันไม่ได้โว๊ย หรือว่าแม่มึงไม่เคยตด"
ชายที่นั่งติดกันพูดโกรธ ๆ
ท่านพระครูจึงกระซิบกับพระบัวเฮียวว่า "คอยดูนะ
เดี๋ยวได้ตีกัน"
"หลวงพ่อไปห้ามไว้เสียก่อนไม่ดีหรือครับ" พระบัวเฮียวออกความเห็น เพราะเกรงจะถูกลูกหลง
ท่านพระครูตอบว่า
"พูดกับคนเมาจะไปรู้เรื่องอะไร ดีไม่ดีจะเจ็บตัวอีกด้วย
ก็คนไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่ว่าหน้าอินทร์หน้าพรหมพ่อซัดได้ทั้งนั้น"
เสียงทะเลาะรุนแรงขึ้น มีการด่าอย่างหยาบคาย
ในที่สุดก็แบ่งออกเป็นสองฝ่ายแล้วก็ถึงขั้นตะลุมบอนกัน
"หลวงพ่อ ทำไงดี ทำไงดี" พระบัวเฮียวกระซิบเสียงลั่น ขาก็สั้นตามไปด้วย
"เฉยไว้ ไม่ต้องกลัว มากับฉันรับรองว่าปลอดภัย" พระบัวเฮียวชำเลืองไปที่โต๊ะนั้น
เห็นคนหนึ่งคว้าขวดเหล้าฟาดลงบนศีรษะของอีกคนหนึ่ง ผู้ถูกฟาดล้มฟุบคาโต๊ะเลือดแดงฉาน
|
 |
"หลวงพ่อครับ ผมจะเป็นลมอยู่แล้ว" พระบัวเฮียวรู้สึกใจสั่น
ขาสั่นพั่บ ๆ เคยเห็นแต่เลือดวัวควาย ไม่เคยเห็นเลือดคน
"กำหนดซีบัวเฮียว" พระมหาบุญแนะ
"กำหนดไม่ไหวครับ มันกลัวจนตั้งสติไม่ได้"
"งั้นก็แปลว่าวันนี้คุณสอบตก ต้องกลับไปฝึกอีกมาก ๆ โน่นไงเรือมาโน่นแล้ว"
เมื่อเรือเข้ามาจอดเรียบร้อย สมภารรูปหนึ่งกับลูกวัดสองรูปจึงพากันลงเรือ
คราวนี้พระมหาบุญไม่ต้องช่วยแจว เพราฝีพายเป็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำล่ำสัน
นั่งกันเรียบร้อยแล้วท่านพระครูจึงเอ่ยขึ้นว่า
"เห็นไหมบัวเฮียว เห็นโทษของการขาดสติหรือยัง
นี่ถ้าคนพวกนั้นพากันมาเข้ากรรมฐาน ก็จะไม่มีเรื่องต้องตีกันหัวร้างข้างแตกอย่างนั้น"
"นั่นซีครับ ถ้าเจ้าหมอนั่น กำหนด
"กลิ่นหนอ" เสียก็คงไม่มีเรื่อง นี่จะมีคนตายไหมครับหลวงพ่อ"
ถามอย่างเป็นห่วง
"ไม่หรอก เดี๋ยวตำรวจเขาก็มาจัดการ" ท่านพระครูตอบ
"ผมว่าสาเหตุของเรื่องมันไม่ได้อยู่ที่การผายลมหรอกครับหลวงพ่อ มันอยู่ที่เหล้าต่างหาก
คนพวกนั้นพอเหล้าเข้าปาก ก็เห็นช้างตัวเท่าหมู" พระมหาบุญว่า
"ไม่ว่าคนพวกนั้น หรือคนพวกไหนหรอก พอเมาขึ้นมาก็ต้องเป็นแบบนี้ทั้งนั้น
ไม่งั้นพระพุทธองค์ท่านจะสอนหรือ.... สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา
สุราเมรัยเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ศีลข้อนี้สำคัญที่สุด เพราะถ้าละเมิดข้อนี้ข้อเดียว
ก็สามารถละเมิดข้ออื่น ๆ ได้ทั้งหมด ฉันถึงอยากให้ทุกคนเจริญสติปัฏฐาน
๔ จะได้ไม่ขาดสติ"
"แต่บางคนเขาก็ชอบที่จะอยู่อย่างไม่มีสตินะครับหลวงพ่อ
เพราะถึงเขาจะรู้ว่าสุราทำให้ขาดสติ เขาก็ยังดื่ม ทั้ง ๆ ที่รู้"
"คนพวกนี้น่าสงสารนะท่านมหา"
"สงสารทำไม่ครับหลวงพ่อ ผมว่าเราไม่ควรสงสารคนชั่ว" พระบัวเฮียวขัดขึ้น
"เธอไม่รู้อะไร คนชั่วนั้นแหละน่าสงสาร
เพราะเขาไม่รู้ว่านรกกำลังรอเขาอยู่ ก็เลยประมาทมัวเมาในชีวิต
คนทุกวันนี้มักจะตั้งอยู่ในความประมาทกันเสียเป็นส่วนใหญ่ น่าเสียดายที่เกิดมาเป็นมนุษย์
แต่ไม่ได้ใช้ความเป็นมนุษย์ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง" |
ขึ้นจากเรือ ภิกษุทั้งสามรูปจึงเดินไปที่รถซึ่งนายสมชายเตรียมเปิดประตูรอไว้แล้ว
"เป็นไง รอนานไหม" ท่านพระครูทัก
"ก็หลับไปตื่นนึงแหละครับ แต่ไม่ไหว ยุงชุมชะมัด อากาศหนาว ๆ อย่างนี้ไม่น่ามียุง"
ลูกศิษย์วัดพูดเป็นเชิงบ่น
ขณะที่นั่งมาในรถ พระมหาบุญเปิดฉากการสนทนาขึ้นว่า
"ความไม่ประมาทนี้สำคัญนะครับหลวงพ่อ ขนาดพระพุทธองค์จะปรินิพพานอยู่แล้
ยังทรงเตือนภิกษุทั้งหลายให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท"
"ถูกแล้ว สมัยที่ยังทรงพระชนม์อยู่
ก็ตรัสสอนเรื่องความไม่ประมาทบ่อยครั้ง ทรงอุปมาอุปไมยว่า
....รอยเท้าของสัตว์บกทั้งหลายชนิดใด ๆ ก็ตาม ย่อมลงในรอยเท้าช้างได้ทั้งหมด
รอยเท้าช้างเรียกว่าเป็นยอดของรอยเท้าเหล่านั้นโดยความใหญ่ ฉันใด
กุศลธรรมทั้งหลายย่อมมีความไม่ประมาทเป็นมูล ประชุมลงในความไม่ประมาทได้ทั้งหมด
ความไม่ประมาทเรียกได้ว่าเป็นยอดของธรรมเหล่านั้น ฉันนั้น...."
|
 |
"แหม หลวงพ่อยังกับเป็นตู้พระไตรปิฎกเคลื่อนที่แน่ะ"
พระบัวเฮียวออกปากชม แต่แล้วกลับตั้งข้อสงสัยว่า "แล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นพุทธพจน์จริง
ๆ เพราะพระพุทธเจ้าก็ปรินิพพานไปตั้งสองพันกว่าปีแล้ว"
"เป็นชาวพุทธ ถ้าไม่เชื่อคัมภีร์พระไตรปิฏก ก็เอวังเท่านั้นเอง
จริง ๆ นะบัวเฮียว ฉันไม่ค่อยเข้าใจเธอสักเท่าไร เรื่องที่น่าสงสัย
เธอก็ไม่สงสัย แต่เรื่องที่ไม่น่าสงสัยเธอกลับสงสัย รู้สึกว่าเธอชอบ
"ทวนกระแส" อยู่เรื่อยเชียวนะ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พระธรรมคำสอนเป็นสิ่งท้าทายให้พิสูจน์
ถ้าไม่เชื่อก็ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง แล้วเธอจะรู้ว่า พระธรรมคำสอนเป็นสัจธรรมโดยแท้"
ท่านพระครูถือโอกาส "เทศน์นอกธรรมาสน์"
"ผมเชื่อครับ เชื่อโดยไม่ต้องพิสูจน์ เพราะรู้ว่าหลวงพ่อพิสูจน์มาหมดแล้วนี่ครับ"
คนถูกเทศน์ตอบเสียงอ่อย
นายสมชายขับรถออกจากตัวจังหวัด แล้วเลี้ยวเข้าถนนสายเอเซียประมาณสามสิบหนาที่ก็มาจอดที่หน้ากุฏิท่านพระครู
พระบัวเฮียวถือโอกาสถามเจ้าของกุฏิว่า |
"อ้อ ลืมบอกไป พรุ่งนี้เป็นวันแต่ง เราต้องไปถึงบ้านงานเจ็ดโมงเจริญพระพุทธมนต์
ฉันเช้าแล้วก็กลับวัด ประมาณสิบโมงจะมีโยมมาหา จะมาสร้างหอประชุมให้
ต้องใช้เงินเป็นล้านเชียวนาท่านมหา" ประโยคหลังท่านพูดกับพระมหาบุญ
"เขามีหนังสือมาบอกหลวงพ่อหรือครับ"
พระมหาบุญถาม
"เปล่าหรอก"
"แล้วทำไมหลวงพ่อทราบเล่าครับ" พระบัวเฮียวถามทั้งที่ไม่น่าจะถาม
"ก็ "เห็นหนอ" เขาบอกเมื่อตอนเช้ามืดนี่เอง" ท่านพระครูตอบ ท่านรู้ว่าพระบัวเฮียวมีข้อสงสัยอยากจะไต่ถาม
จึงพูดตัดบทว่า "เอาเถอะ พรุ่งนี้ฉันจะให้เธอกับท่านมหาอยู่ฟังด้วย
หลังจากนั้นเธอมีอะไรจะถามก็ถามได้" |
 |
พระบัวเฮียวดีใจอย่างบอกไม่ถูก ขณะที่พระมหาบุญรู้สึกเฉย
ๆ เพราะท่านสามารถปรับตัวความยินดียินร้ายให้สมดุลกันได้แล้ว
มีต่อ........๑๗
|