|
๑๘...
"หลวงพ่อครับนายจ่อยเขาบอกว่าหลวงพ่อมีกระจกวิเศษ"
เป็นคำถามแรกที่พระบัวเฮียวถามท่านพระครู
"งั้นหรือ แล้วเขาเล่าอะไรให้เธอฟังอีก"
"เขาเล่าว่ากระจกวิเศษสามารถดูเนื้อคู่ได้ ที่เขาได้คู่หมั้นกับโยมจุกก็เพราะกระจกหลวงพ่อ"
"อ้อ เขาว่ายังงั้นหรือ พูดถึงนายจ่อยทำให้ฉันนึกได้ว่าเขาจะแต่งงานวันที่
๙ ธันวาที่จะถึงนี้ อีกไม่กี่วันแล้วซีนะ เขานิมนต์พระวัดเรา ๙ รูปเลย
ไม่มีเจริญพระพุทธมนต์เย็น เราเห็นจะต้องออกกันตั้งแต่ตีสี่ ฉันจะให้เธอกับมหาบุญไปด้วย
คงเต็มรถพอดี" ท่านนึกขอบใจครูสฤษดิ์ที่ซื้อรถตู้มาถวาย
"ครับ แต่ผมอยากรู้เรื่องกระจกวิเศษนะครับ
หลวงพ่อจะกรุณาเล่าให้ผมฟังได้หรือเปล่า แล้วถ้าผมจะขอ...เอ้อ...ขอดูเนื้อคู่
หลวงพ่อจะขัดข้องไหมครับ" พูดอย่างเกรงใจเป็นที่สุด |
"โธ่เอ๋ยบัวเฮียว รู้สึกว่าเธออยากจะมีคู่เสียจริงนะ
จำไม่ได้หรือที่ฉันเคยบอกว่าดวงเธอไม่มีเนื้อคู่"
"จำได้ครับ"
"งั้นก็แปลว่าเธอไม่เชื่อ"
"เชื่อครับ แต่ผมอยากให้กระจกตรวจสอบอีกที ก็หลวงพ่อบอกผมไว้หลายเดือนแล้ว
ตอนนั้นเนื้อคู่ผมอาจจะยังไม่เกิด ตอนนี้คงจะเกิดแล้ว" ท่านพระครูอยากจะว่าแรง
ๆ แต่เมื่อนึกได้ว่าอีกฝ่ายยังหนุ่มยังแน่น ก็ต้องคิดถึงเรื่องอย่างนี้อันเป็นธรรมชาติธรรมดาของคนหนุ่ม
คิดได้ดังนี้จึงพูดขึ้นว่า |
|
"เอาละ เมื่อเธออยากรู้ ฉันก็จะเล่าให้ฟัง" แล้วท่านจึงเริ่มต้นเล่าว่า
"ฉันได้วิชานี้มาจากหลวงพ่อศุข วัดมะขามเฒ่า ตั้งแต่ฉันบวชใหม่ ๆ ผู้ที่จะเรียนวิชานี้ได้จะต้องได้กสิณ
ฉันก็ฝึกอาโปกสิณอยู่หลายเดือน จึงได้ไปเรียนกับท่าน เป็นวิชาไสยศาสตร์
กระจกหมอดูนี้ดูแม่นอยู่สองเรื่อง คือเรื่องของหาย
กับดูเนื้อคู่ เชื่อไหม ถ้าฉันสึกออกไปหากินใต้ต้นมะขามสนามหลวง
รับรองว่ารวยไม่รู้เรื่อง เพราะคนเขาชอบดูเนื้อคู่กัน โดยเฉพาะพวกอาจารย์สาว
ๆ นี่ชอบดูนัก"
"แล้วทำไมหลวงพ่อไม่สึกล่ะครับ เป็นผมสึกไปเสียตั้งนานแล้ว"
พระบัวเฮียวขัดขึ้น
"ก็ถึงว่าซี แต่ทำไมฉันถึงไม่สึกก็ไม่รู้" ท่านแกล้งเอออวย "รวบรัดตัดใจความก็คือ
ฉันได้วิชาหมอดูจากหลวงพ่อศุข ที่นี้พอคนรู้ก็พากันมาให้ดูใหญ่ วิธีดูก็คือต้องเสกคาถาก่อนแล้วจึงเป่าไปที่กระจก
เป็นกระจกแปดเหลี่ยมนะ ไม่ใช่กระจกธรรมดา เช่น สมมุติว่าเขามาดูเนื้อคู่
พอเสกคาถาลงไป คนที่จะมาเป็นเนื้อคู่ก็จะไปปรากฏที่กระจำ ทีนี้เวลาจะลบก็ต้องใช้น้ำมนต์ลบถึงจะออก
ถ้าไม่ใช้น้ำมนต์ก็จะติดอยู่อย่างนั้นถึงเจ็ดวันจึงจะลบไปเอง
นายจ่อยตอนนั้นเขาเป็นเณร อายุเพิ่งจะสิบห้า แต่มารบเร้าให้ดูเนื้อคู่
แหมพอภาพอีจุกติดในกระจก โกรธฉันเสียยกใหญ่ หาว่าฉันแกล้ง เสร็จแล้วเป็นไง
หนีพ้นอีกจุกเสียที่ไหน" ท่านนึกภาพ "อีจุก" เด็กขี้มูกมากคนนั้นแล้วยังอดขำไม่ได้
"เห็นว่าหลวงพ่อต้องเทข้าวทิ้งน้ำเพราะโยมจุกเป็นเหตุจริงหรือเปล่าครับ
แล้วไม่กลัวผิดวินัยหรือครับ"
"กลัวสิ ทำไม่จะไม่กลัว แต่มันคลื่นไส้ก็เลยบอกเณรจ่อยว่าเราเลี้ยงปลากันเถอะ
แหมอีกจกนะอีจุก เล่นเอาฉันเทข้าวทิ้งน้ำทุกวัน ตอนบวชใหม่ ๆ ฉันก็ไม่ได้เป็นพระดิบพระดีเท่าไหร่หรอก"
ท่านสารภาพ
"แล้วทำไมเดี๋ยวนี้ถึงดีได้ละครับ" คนฟังย้อนถาม
"ก็ตั้งแต่ได้เรียนกรรมฐานจากพระในป่า ฉันเลยกลับเนื้อกลับตัวได้ รู้ดีรู้ชั่วขึ้นมาเองเพราะการปฏิบัติ
นับว่าเป็นบุญของฉัน ไม่เช่นนั้น ป่านนี้อาจกลายเป็นมารศาสนาไปแล้วก็ได้"
ท่านพระครูหัวเราะหึหึ ก่อนที่จะเล่าต่อไปว่า
"อยู่มาวันหนึ่ง สมภารจุ่นวัดบ้านเหนือก็มาขอให้ดูให้"
"ดูของหายหรือครับ"
"ไม่ใช่ ดูเนื้อคู่" ท่านลงเสียงหนักตรง "ดูเนื้อคู่"
"เนื้อคู่ใครครับ"
"ก็เนื้อคู่ท่านน่ะสิ อายุท่านก็ไม่เท่าไหร่ แค่หกสิบสอง อายุหกสิบสองมาให้ดูเนื้อคู่
สมภารนะสมภาร"
"แล้วหลวงพ่อดูให้ไหมครับ"
"ฉันก็ว่าจะไม่ดูเพราะเห็นท่านแก่จวนจะเข้าเมรุอยู่แล้ว ยังอยากจะมีคู่
พุทโธ่พุทถังอนิจจังอนิจจา"
"แล้วเห็นไหมครับ มีใครมาปรากฏในกระจกไหม"
"ไม่มี เพราะเนื้อคู่ท่านยังไม่เกิด ฉันก็บอกท่านว่า ท่านสมภาร
เนื้อคู่ท่านยังไม่มาเกิด ยังอยู่ในเมืองนรก ท่านโกรธใหญ่หาว่าแกล้ง
ที่จริงเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แหมไม่น่ามาโกรธกันเลย" ท่านพูดยิ้ม
ๆ |
"แล้วตอนนี้สมภารจุ่นยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าครับ"
"ยังอยู่ เจ็ดสิบกว่าแล้ว ไม่รู้ยังคิดที่จะมีเนื้อคู่อยู่อีกหรือเปล่า
เหมือนเธอนั่นแหละ" ประโยคหลังท่านวกมาหาคนฟัง
"ไม่เหมือนหรอกครับ ผมเพิ่งจะยี่สิบหก ยังหนุ่มยังแน่น
ถ้าหกสิบสองผมคงเลิกคิดแล้ว" พระบัวเฮียวแย้ง แล้วจึงพูดเสียงอ่อย
ๆ ว่า |
|
"หลวงพ่อครับ โปรดดูให้ผมสักครั้งเถิดครับ รับรองว่าผมจะไม่กวนใจหลวงพ่ออีกเลย"
"สายไปเสียแล้วบัวเฮียวเอ๋ย อย่ามาอ้อนวอนเสียให้ยาก ถึงฉันจะใจอ่อนก็ดูให้ไม่ได้
เพราะฉันเลิกมาหลายปีแล้ว"
"ทำไมเลิกเสียละครับ"
"มันมีสาเหตุน่ะซี เอาละจะเล่าให้ฟัง บอกตามตรงว่าไม่อยากเล่าสักเท่าไหร่
เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นมันก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว เดี๋ยวจะหาว่าเอาเขามานินทา"
"ถ้ามันทำให้หลวงพ่อไม่สบายใจ ไม่ต้องเล่าก็ได้ครับ"
พระบัวเฮียวพูดอย่างเกรงใจ
"ไม่เป็นไร เธอจะได้หายสงสัย เรื่องมันเป็นอย่างนี้ คือนายบุญช่วย
เขามาขอให้ฉันดูของหาย"
"ของอะไรเขาหายหรือครับ"
"ไม่ใช่ของของเขาหรอก ของคนเขมรที่มาขออาศัยบ้านเขาอยู่
ตอนนั้นเขมรแตก ผู้คนก็พากันหนีออกนอกประเทศ ก็หอบทองกันมาคนละหลาย
ๆ บาท คนที่มาอาศัยนายบุญช่วยอยู่นั่นเอาทองมาหนักห้าสิบบาท ทีนี้อยู่
ๆ ทองเกิดหายไป นายบุญช่วยก็พามาให้ฉันช่วยดู พอฉันเสกคาถาเป่าลงไปที่กระจกแปดเหลี่ยม
ที่เธอเรียกว่ากระจกวิเศษนั่นแหละ แต่ฉันเรียกว่ากระจกหมอดู ผลปรากฏว่ายังไงรู้ไหม"
"ไม่ทราบครับ"
"ปรากฏว่า รูปนายบุญช่วยไปติดอยู่ที่กระจก ฉันก็ยังไม่ให้เขาดู บอกว่าโยมบุญช่วยกลับไปเถอะ
อาตมาไม่ดูหรอกเดี๋ยวจะผิดใจกันเปล่า ๆ เขาก็ยืนยันว่าอยากดู ที่เขาพูดอย่างนี้เพราะไม่เชื่อว่ากระจกจะแม่น
คิดว่าจะเหมือนรายของสมภารจุ่นที่มาดูเนื้อคู่แล้วไม่มีรูปปรากฏ ฉันก็ไม่ยอมดูให้
ที่แท้ฉันรู้แล้ว ภาพนายบุญช่วยก็ยังอยู่ในกระจก เขาก็ไปตามสมภารจุ่นให้มาช่วยพูด
ฉันบอกถ้าอยากจะดูก็ตามใจ เลยเอากระจกให้ดู เธอเอ๋ยเขาโกรธฉันเสียใหญ่
ไม่โกรธอย่างเดียว ก่นด่าหยาบ ๆ คาย ๆ บรรพบุรุษฉันทั้งข้างพ่อข้างแม่ถูกนายบุญช่วยขุดขึ้นมาด่าหมด
แถมเปลี่ยนหน้าให้ฉันเสียอีก"
"เปลี่ยนยังไงครับ" พระญวนสงสัย
"ก็เปลี่ยนจากหน้าคนเป็นหน้าอวัยวะเพศน่ะซี ตานี่หยาบคายมาก" ท่านยังจำถ้อยคำหยาบคายของฝ่ายนั้นได้
"แล้วหลวงพ่อโกรธไหมครับ"
"โกรธหน้าเขียวหน้าเหลืองเชียวละ ฉันก็เลยยกมือขึ้นประนมสาบานต่อหน้าสมภารจุ่นว่า
นับแต่นี้ต่อไปจะไม่ดูให้ใครอีก แล้วฉันก็เขวี้ยงกระจกหมอดูลงแม่น้ำเจ้าพระยาไป
ทั้ง ๆ ที่มีรูปนายบุญช่วยติดยู่ นี่แหละสาเหตุที่ทำให้ฉันเลิกดู"
ท่านพระครูเล่า "เขวี้ยง" ของท่านก็คือ "ขว้าง"
"แล้วเดี๋ยวนี้นายบุญช่วยยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าครับ
ผมอยากจะไปเตะมันสักสองสามป้าบฐานมาด่าครูบาอาจารย์ผม" พระบัวเฮียวพูดอย่างโกรธแทนผู้เป็นอาจารย์
"อย่าไปสนใจเขาเลย ฉันเองก็ไม่ได้ผูกพยาบาทฆาตพยาเวรอะไรเขาแล้ว
มัน..."
"เป็นไปตามกฎแห่งกรรม" พระบัวเฮียวต่อให้
"ก็จริง ๆ นี่นา ตอนหลังมีคนมาบอกว่าเขาไปติดคุกอยู่หลายปีด้วยเรื่องนี้
เรื่องขโมยทองเขมรนี่"
"ตอนที่หลวงพ่อโกรธ หลวงพ่อกำหนด "โกรธหนอ" หรือเปล่าครับ"
"ไม่ได้กำหนด เพราะตอนนั้นยังกำหนดไม่เป็น ยังไม่ได้เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อในป่า
เลยโกรธเสียไม่มีดี ถ้าเป็นฆราวาสอยู่ก็เห็นจะต้องตายกันไปข้างหนึ่ง
เห็นไหม เธอเห็นอานิสงส์ของการบวชหรือยัง ฉันถึงได้ไม่ยอมสึกเพราะไม่งั้นคงตกนรกเพราะฆ่าคนตาย"
|
|
|