|
๑๙...
ตอนสายของวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๑๖ ท่านพระครูกำลังสอบอารมณ์ให้อุบาสิกาทองริน
โดยมีนายสมชายนั่งคอยรับใช้อยู่ห่าง ๆ
ทุกครั้งที่มีการสนทนากับสตรีชนิดตัวต่อตัว ท่านจะต้องมีบุคคลที่สามอยู่ด้วยเสมอ
จึงเป็นที่รู้กันดีในหมู่ผู้ใกล้ชิดว่า
สมภารวัดป่ามะม่วงท่านเคร่งวินัยนัก โดยเฉพาะเรื่องเพศตรงข้าม
ท่านจะระมัดระวังเป็นพิเศษ สงฆ์หลายรูปที่ตั้งใจมาบวชเพื่อหวังความหลุดพ้น
แต่เพราะไม่สำรวมระวังในการปฏิบัติต่ออิสตรี จึงถูกสึกออกไปเป็นผู้ครองเรือนเสียมากต่อมาก
แม้ในสมัยพุทธกาล เรื่องเช่นนี้ก็เคยปรากฏ
ดังกรณีของพระอานนท์เถระ ซึ่งถูกนางภิกษุณีชื่อวสิกา
วางแผนล่อลวงจะให้สึก ด้วยนางสนิทเสน่หาหลงใหลในรูปโฉมของพระอานนท์ยิ่งนัก
หากเพราะมีการตั้งสติไว้เฉพาะหน้า ระวังใจมิให้แปรปรวน ท่านพระอานนท์จึงรอดพ้นจากกลลวงของภิกษุณีรูปนั้นได้
ทั้งยังเทศนาโปรดนางให้สำนึกรู้ในผิดชอบชั่วดีอีกด้วย |
"ไงโยม มีอาการอย่างไรบ้าง พอง
- ยุบ ชัดเจนดีไหม" ท่านถามอุบาสิกาวัยสี่สิบเศษ ซึ่งอุตส่าห์เดินทางจากกรุงเทพฯ
มาเข้ากรรมฐาน หล่อนตั้งใจมาอยู่วัดเจ็ดวัน แต่ท่านให้อยู่สิบห้าวันเพราะ
"เห็นหนอ" บอกว่าหล่อนกำลังมีเคราะห์
เจ้ากรรมนายเวรเขาตามมาเอาชีวิต ภายในสิบห้าวัน หากหล่อนปฏิบัติกรรมฐานอยู่แต่ในวัด
ก็จะพ้นเคราะห์ออกไปนอกวัดเมื่อใด จะต้องถูกรถชนตายทันที เพราะดวงของหล่อนจะต้องตายโดยอุบัติเหตุอย่างที่ชาวบ้านเรียกกันว่า
"ตายโหง" ท่านจึงกำชับนักกำชับหนา ไม่ให้หล่อนออกไปไหน |
|
"บางทีก็ชัด บางทีก็ไม่ชัดค่ะ" นางทองรินตอบ
พระบัวเฮียวจะมาให้ท่านสอบอารมณ์เช่นกัน ครั้นเห็นท่านกำลังมีแขกจึงหันหลังกลับแต่ท่านพระครูเรียกเอาไว้
"มีอะไรหรือบัวเฮียว เข้ามาคุยกันก่อนซิ" พระหนุ่มจึงเดินเข้ามานั่งในที่อันสมควร
แล้วจึงทำความเคารพพระอุปัชฌาย์ นางทองรินทำความเคารพท่าสนด้วยการกราบสามครั้ง
"ฉันกำลังสอบอารมณ์ให้โยมเขา เธอฟังด้วยก็ได้ ฝึกเอาไว้
ในวันข้างหน้าเมื่อไปเป็นครูบาอาจารย์เขา จะได้สอบอารมณ์เป็น"
"ครับ" พระหนุ่มรับคำ เห็นท่านพระครูได้เพื่อนแล้ว
นายสมชายจึงลุกออกไปทำธุระของตน
"หลวงพ่อคะ สองสามวันมานี่ ดิฉันปฏิบัติไม่ค่อยได้ผลเลยค่ะ
"ทำไมล่ะ คิดถึงบ้านหรือไง"
"ไม่คิดถึงค่ะ แต่มันง่วงเหงาหาวนอนตลอดเวลา เดินจงกรมก็ง่วง นั่งสมาธิก็ง่วง"
"นั่งสัปหงกน้ำลายไหลยืดเลยใช่ไหม" ท่านถามเพราะทราบดีว่าอาการเช่นนี้เกิดจากอะไร
"ค่ะ แหม หลวงพ่อพูดราวกับเคยเห็น" หล่อนพูดเขิน ๆ
"ทั้งเคยเห็นทั้งเคยเป็นเชียวแหละโยม ที่มีอาการอย่างนี้เพราะถูกถีนมิทธนิวรณ์ครอบงำ
โยมกำลังผจญมาร เจ้ามารตัวนี้ชื่อ ถีนมิทธะเป็นนิวรณ์ตัวที่ทำให้จิตหดหู่
เซื่องซึม เกียจคร้าน ง่วงเหงาหาวนอนอยู่ตลอดเวลา"
"แล้วเราจะกำจัดมันได้อย่างไรครับ" พระบัวเฮียวถามเพราะกำลังประสบปัญหาแบบเดียวกัน
"วิธีกำจัดถีนมิทธนิวรณ์ทำได้โดยบริโภคอาหารให้น้อยลง ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย
ๆ เช่น ยืนบ้าง เดินบ้าง นั่งบ้าง สลับกันไป อีกวิธีหนึ่งคืออยู่ในที่โล่งแจ้งและที่สำคัญที่สุดก็คือต้องมีความเพียร
ตั้งจิตแน่วแน่ว่าจะต้องเอาชนะมันให้ได้"
"การทำความดีนี่ยากจังเลยนะคะหลวงพ่อ
ดิฉันชักท้อใจเสียแล้ว" สตรีวัยสี่สิบเศษเผยความรู้สึก
"ท้อไม่ได้ซี โดยเฉพาะเวลานี้ โยมกำลังมีเคราะห์ ถ้าโยมท้อถอยต้องลำบากแน่
อย่าลืม พุทธภาษิตที่ว่า บุคคลล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร
โยมจำข้อนี้ไว้ให้ดีแล้วก็เร่งปฏิบัติเขาจะพ้นทุกข์ได้" ท่านให้กำลังใจ
สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งคลานเข้ามากราบท่านพระครู
แล้วพูดขึ้นว่า
"หลวงพี่จำฉันได้หรือเปล่า"
"ใครจะจำแม่ครัวฝีมือเอกที่ชื่อบุญรับไม่ได้ล่ะ วัดนี้เป็นยังไงถึงได้ไม่อยากมา"
ท่านพระครูต่อว่าต่อขาน นางบุญรับเคยมาช่วยทำกับข้าวอยู่โรงครัวหลายปี
ภายหลังได้โยกย้ายไปอยู่ที่พิจิตร จึงหายหน้าหายตาไป |
"ไม่เป็นยังไงหรอกจ้ะ ฉันน่ะอยากมาทุกวันนั่นแหละ
แต่จนใจด้วยหนทางมันไกลปาลำบาก คิดถึงหลวงพี่ทุกเวลานาทีเลย" นางพูดพลางชำเลืองไปทางอุบาสิกาที่นุ่งขาวห่มขาว
นั่งสงบเสงี่ยมอยู่ต่อหน้าท่านพระครู ครั้นเห็นหน้าหล่อนชัดเจน นางบุญรับให้นึกเกลียดขึ้นมาทันที
ก็หน้าของหล่อนช่างเหมือนเมียใหม่ของผัวเก่านางเสียนี่กระไร นางบุญรับเลิกกับผัวเก่าไปมีผัวใหม่
ข้างผัวเก่าของนางก็มีเมียใหม่เช่นกัน อันที่จริงต่างคนต่างมีใหม่
ก็น่าจะหายกัน นางไม่น่าจะมาเกลียดชังผู้หญิงคนนี้ แต่ทำไมถึงต้องเกลียดเพียงเพราะแม่นี่หน้าเหมือนนังนั่น
หาเหตุผลให้ตัวเองไม่ได้ เลยนั่งค้อนขวับ ๆ โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันรู้ตัว
ท่านพระครูนึกขำ สงสารอุบาสิกาก็สงสารที่หล่อนช่างมีเจ้ากรรมนายเวรมากมายเสียจริง
ๆ
"โยมมีอะไรจะถามอีกไหม ถ้าไม่มีก็กลับไปปฏิบัติที่กุฏิได้
พรุ่งนี้อาตมาไม่อยู่ จะไปงานแต่งงานหลานที่โคกสำโรง โยมมีอะไรข้องใจก็เก็บไว้ถามช่วงบ่ายก็แล้วกัน
อย่าลืมว่าห้ามออกนอกบริเวณวัดโดยเด็ดขาด เอาละไปได้แล้ว" นางทองรินกราบภิกษุทั้งสอง
แล้วจึงลุกออกมา นางบุญรับมองตามพลาง "ขว้างค้อน" ใส่
"หมั่นไส้" นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพูด
"ไปหมั่นไส้อะไรเขาเล่า ข้าไม่เห็นเขาไปทำอะไรให้แกสักหน่อย"
กับคนคุ้นเคยท่านจะใช้คำว่า "ข้า" และ "แก"
"ก็ฉันเกลียดมัน ดูมันเดินเข้านั่นตูดบิดไปบิดมาน่าทุเรศจริงจริ๊ง"
นางบุญรับไม่ฟังเสียง
"เอ้า ไหนแกลองลุกขึ้นแล้วเดินออกไปซิ โน่นเดินไปทางโน้น" ท่านพระครูสั่ง
นางบุญรับทำตาม เดินไปได้สักสี่ห้าเมตร ท่านพระครูจึงเรียกให้กลับมานั่งตามเดิม
|
|
"นี่แน่ะแม่บุญรับนับวิชา รู้ตัวหรือเปล่า แกน่ะเดินตูดบิดน่าเกลียดยิ่งกว่าเขาเสียอีก
แล้วยังจะมีหน้าไปว่าคนอื่นเขา" ท่านตั้งใจสอนนางบุญรับทางอ้อม หากฝ่ายนั้นหารู้ตัวไม่
"ก็มันเกี่ยวอะไรกับหลวงพี่ล่ะ ฉันจะเดินยังไงมันก็เรื่องของฉัน"
อดีตแม่ครัวฝีมือเอกพูดงอน ๆ
"มันก็เหมือนกันนั่นแหละ โยมคนนั้นเขาจะเดินยังไงมันก็เรื่องของเขา
แล้วแกไปหมั่นไส้เขาทำไมเล่า"
"ก็ฉันเกลียดมัน" นางไม่กล้าบอกว่าเพราะผู้หญิงคนนั้นหน้าเหมือนภรรยาใหม่ของสามีเก่า
แต่ท่านพระครูก็รู้ จึงพูดขึ้นว่า
"ข้ารู้นะว่าแกเกลียดเขาทำไม่ เขาหน้าเหมือนเมียใหม่ของผัวเก่าแกใช่ไหมล่ะ"
คราวนี้นางบุญรับรับเสียงอ่อยว่า
"ถูกแล้วจ้ะ แหม หลวงพี่นี่แสนรู้จริง ๆ
รู้ไปหมดทุกเรื่องเลยพับผ่าซี"
"โยม พูดกับพระกับเจ้าให้มันดี ๆ หน่อย เดี๋ยวจะบาปจะกรรมเปล่า
ๆ" พระบัวเฮียวเตือนอย่างหวังดี นางบุญรับเลยพาลเกลียดท่านไปอีกคน
"ฉันไม่ถือสาหรอกบัวเฮียว แม่คนนี้เขาทำกรรมาอย่างนี้
วจีทุจริต ท่านเน้นตรง วจีทุจริต
"แต่ผมว่าถ้าพอจะแก้ไขได้ ก็ควรจะแก้ไข ไม่ใช่ปล่อยไปตามบุญตามกรรม"
ลูกศิษย์ยืมคำพูดอาจารย์มากล่าว แล้วก็เลยกลายเป็นการสร้างศัตรูไปโดยไม่รู้ตัว
|
"นี่ไปยังไงมายังไงไม่ทันบอกกันเลย มาถึงก็แช็ด
ๆ ๆ ว่าคนโน้นเกลียดคนนี้ นิสัยไม่เปลี่ยนเลยนะเราน่ะ" ท่านพระครูว่าตรง
ๆ แต่นางบุญรับไม่โกรธ ท่าสนจะดุจะว่าอย่างไรนางไม่เคยถือสา เหมือนกับท่านไม่ถือสานาง
สมัยที่มาช่วยทำครัว หล่อนเที่ยวทะเลาะกับคนโน้นคนนี้ ถือตัวว่าทำอาหารอร่อย
เลยเที่ยวดูถูกฝีมือคนอื่นเขาไปทั่ว หลายคนจึงแอบนินทานางลับหลังว่า
"อุตส่าห์เข้าวัด แต่ไม่ยอมละยอมวางสักอย่างเดียว"
"ฉันจะมาช่วยทำครัวสักเจ็ดแปดวัน
ก็คิดถึงหลวงพี่หรอกนะถึงได้มาเนี่ย" นางไม่วาย "หยอดยาหอม"
"งั้นก็ดีแล้ว จะได้ให้ไปอยู่กับโยมคนนั้น เผื่อจะหายเกลียดกัน"
สมภารวัยห้าสิบแกล้งยั่ว
"โอ๊ย ไม่เอาหรอก เรื่องอะไรจะให้ไปอยู่กับคนที่เกลียด" นางปฏิเสธ
"อ้อ ต้องให้อยู่กับคนที่รักใช่ไหม งั้นก็มาอยู่ที่กุฏิข้าเสียเลยดีไหมเล่า"
ท่านประชด ทำไมจะไม่รู้ว่า สมัยสาว ๆ นางบุญรับหลงรักท่านยังกับอะไรดี
ถึงขนาดหายใจเป็น "หลวงพี่เจริญ" นั่นเทียว |
|
"แหม ถ้าได้ยังงั้นก้อแจ๋วซี" แทนที่จะอายนางกลับว่าไปโน่น
ท่านเจ้าของกุฏิรู้สึกสังเวชที่ผู้หญิงอายุร่วมห้าสิบแล้ว แต่ยังไม่รู้จักปล่อยวาง
"เออ ทำพูดดีไปเถอะ นรกจะกินหัวแกโดยไม่รู้ตัว
หนอย จะวอนให้ข้าเดือดร้อนแล้วไหมล่ะ ประเดี๋ยวผัวเก่าผัวใหม่แกได้มาช่วยกันรุมข้าหรอก"
ฟังนางบุญรับพูดจาโต้ตอบกับท่านพระครูแล้ว พระบัวเฮียวรู้สึกไม่ชอบหน้าผู้หญิงคนนี้เอามาก
ๆ ท่านมิรู้ตัวดอกว่า "มาร" ที่ท่านจะต้องผจญเป็นลำดับต่อไปคือ
พยาบาทนิวรณ์
|