|
๒๐...
ก่อนออกจากวัด ท่านพระครูอุตส่าห์เดินไปหานางทองรินถึงกุฏิที่นางพัก
โดยมีพระบัวเฮียวกับนายสมชายไปเป็นเพื่อน นางทองรินซึ่งตื่นตั้งแต่ตีสี่
ล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วและกำลังจะเดินจงกรม เมื่อได้ยินเสียงนายสมชายเรียกอยู่ข้างนอก
จึงเปิดประตูออกมา ออกตกใจที่พบท่านพระครูและพระบัวเฮียว จึงรีบนิมนต์ท่านเข้ามาข้างใน
"ไม่เข้าหรอกโยม อาตมาจะรีบไป แวะมาบอกโยมเท่านั้นเอง
อย่าลืมว่าโยมกำลังมีเคราะห์ ถ้าโยมไม่เชื่อฟัง อาตมาก็ช่วยอะไรโยมไม่ได้
อาตมาไปละนะ"
"ขอบพระคุณหลวงพ่อมากค่ะ ดิฉันจะทำตามคำสั่งของหลวงพ่อทุกอย่าง"
นางทองรินรับคำหนักแน่น พร้อมกับไหว้ภิกษุทั้งสอง
ขณะเดินไปขึ้นรถ ท่านพระครูพูดกับพระบัวเฮียวว่า
"ฉันช่วยเขาได้แค่นี้แหละบัวเฮียว เจ้ากรรมนายเวรเขาตามมาทวงชีวิต
วันนี้ถ้าเขาออกนอกบริเวณวัด จะต้องตายอย่างแน่นอน แต่ถ้าเขาเชื่อฉัน
ก็จะไม่ตาย" พระบัวเฮียวไม่ออกความเห็น รู้สักสังหรณ์ใจพิกลว่าจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับหล่อน
|
 |
นายสมชายขับรถพาท่านพระครูและลูกวัดอีก
๘ รูปมาถึงบ้านงานเมื่อเวลาหกโมงครึ่ง เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงจึงจะเริ่มพิธี
เจ้าบ่าวซึ่งอยู่ในชุดกางเกงขายาวสีเทาฟ้า เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีชมพู
ออกมาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เห็นนายจ่อยท่าทางมีความสุข จิตของพระบัวเฮียวก็ถูก
"กามฉันทนิวรณ์" กลุ้มรุมอีกจนเจ้าตัวต้องใช้
"โยนิโสมนสิการ" เข้าปราบปราม มันจึงสงบลงได้
"เจ้าสาวไปไหนเสียล่ะ" ท่านถามถึงคนเป็นเจ้าสาว |
"ยังไม่กลับจากร้านเสริมสวยครับ" เจ้าบ่าวตอบ แขกเหรื่อยังมากันไม่มาก
เจ้าบ่าวจึงมีเวลาพูดคุยกับพระสงฆ์ ท่านพระครูถามหาบิดาของนายจ่อย ก็ได้รับคำตอบว่ายังไม่สร่างเมา
จึงไม่กล้าอกมาสู้หน้า
พวกแม่ครัวกำลังสาละวนอยู่กับการจัดอาหารเลี้ยงพระ ท่านพระครูนั่งหลับตากำหนด
"เห็นหนอ" เพราะอยากรู้ว่าพวกแม่ครัวเขากำลังคุยกันเรื่องอะไร
"เอ้าแก ชิมอยู่นั้นแหละ ระวังจะเกิดเป็นเปรตนะ กินก่อนพระก่อนเจ้า"
แม่ครัวนางหนึ่งว่าเพื่อน
"ก็มันอร่อยนี่หว่า" คนชิมตอบ
"เออ อร่อย ๆ นี่แหละ ข้าเห็นเป็นเปรตมาเสียนักต่อนักแล้ว"
"แกเห็นได้ยังไง" คนชิมย้อน
"ก็ปู่ย่าตายายข้าสอนไว้อย่างนี้ ถึงข้าไม่เห็นแต่ข้าก็เชื่อ"
"นั่นมันสมัยปู่ย่าตายายแกโว้ย สมัยนั้นน่ะพระท่านน่าเคารพนับถือ กินก่อนท่านถึงได้บาป
แต่สมัยนี้มันใช่พระเสียที่ไหน แค่พวกหัวโล้นห่มผ้าเหลือง ไปไหน ๆ ก็เที่ยวแต่จะกินของดี
ๆ แล้วยังจะเอาเงินอีก ที่เขาว่า "ข้าวก็ยัด อัฐก็เอา"
นั้นแหละ" แม่ครัวอีกคนเถียงแทนเพื่อน
"ตายละอีแป้น มึงนะมึง นรกจะกินหัวกบาลมึงเข้าสักวัน"
แม่ครัวคนแรกว่า ท่านพระครูกำหนดลืมตาไม่อยากรู้ไม่อยากเห็นอีกต่อไป นี่ขนาดคนชนบทยังดูถูกดูแคลนพระถึงปานนี้
มันความผิดของใครกันนี่ ท่านรู้สึกรันทดใจนัก เห็นนายจ่อยกำลังซุบซิบกับพระบัวเฮียวอยู่ทางปลายแถว
ท่านจึงกำหนด "เห็นหนอ" ไปที่บุคคลทั้งสอง
"ทำไมนิมนต์พระวัดป่ามะม่วงทั้งหมดล่ะ
ไม่กลัววัดเจ้าถิ่นเขาเขม่นเอาหรือ" พระบัวเฮียวถาม เพราะตามธรรมเนียมหากจะนิมนต์พระต่างถิ่นมา
ก็ต้องให้มีพระในท้องถิ่นอยู่ด้วย การนิมนต์พระจากที่อื่นมาทั้งหมด
ถือว่าเป็นการกระทำที่ข้ามหน้าข้ามตาพระเจ้าถิ่น |
|
"ก็อย่างที่เคยเล่าให้หลวงพี่ฟังนั้นแหละ ผมไม่นับถือพระแถวนี้
แต่พูดก็พูดเถอะหลวงพี่ กฎแห่งกรรมมันทำหน้าที่ได้รวดเร็วดีจริง ๆ สมภารตายแล้ว"
นายจ่อยจงใจใช้คำว่า "ตาย" แทน "มรณภาพ"
"อ้าว เป็นอะไรตายล่ะ"
"ถูกจามด้วยขวานหัวแบะเลย นอนตายอยู่ข้างระเบียงโบสถ์ ป่านนี้คลทะเลาะกับยมบาลอยู่ในนรกนั่น"
"แล้วหลวงตาทองขี้เมานั่นล่ะ"
"แหม หลวงพี่จำแม่นจัง แกสึกแล้ว เห็นว่ากลัวตกนรกเพราะไม่อาจเลิกเหล้าได้
เป็นพระกินเหล้ามันบาปมาก แกเลยสึกออกมาเสียหมดเรื่องหมดราว จะได้ตกนรกน้อยหน่อย
แกว่าของแกยังงี้ ไม่ใช่ผมว่านา" ฟังแล้วพระครูจึงสรุปในใจว่า "อ้อ มันอย่างนี้เองนี่เล่า
ยายแม่ครัวถึงได้ไม่ศรัทธาพระ หนอยแน่มาเรียกเราว่า
พวกหัวโล้นห่มผ้าเหลือง ข้าวก็ยัด อัฐก็เอา ยายคนนี้สำมะคัญ" ถึงตอนนี้ท่านรู้สึกขำยายนั่น
คำพูดของนางเท่ากับเป็นกระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นภาพของผู้ที่เรียกตัวเองว่า
"นักบวช"
เสียงรถมอเตอร์ไซค์วิ่งเข้ามาจอดใต้ถุนเรือน แล้วนางจุกก็เดินนวยนาดเข้ามากราบท่านพระครูและภิกษุอีก
๘ รูป หล่อนอยู่ในชุดไทยเรือนต้นสีชมพูอ่อน ตัดเย็บด้วยผ้าไหมเนื้อดี ผมเกล้าทรง
"ลูกจันทน์" ไว้กลางศีรษะ ใบหน้าถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงามโดยฝีมือของช่างเสริมสวยประจำตำบล
"หลวงน้ามาถึงนานแล้วหรือจ๊ะ" หล่อนทักทาย
"นานหรือไม่นานก็ถึงก่อนคนเป็นเจ้าสาวแล้วกัน" หลวงน้าพูดแหย่
"แหม หลวงน้าเนี่ย เจอหน้าก็ว่ากันเลยเชียว" หล่อนพ้อ
ขณะนั้นเวลาเจ็ดนาฬิกาตรง พิธีจึงเริ่มด้วยการให้ทายกซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวนำกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย
และอาราธนาศีล ท่านพระครูให้ศีลเสร็จแล้วพระสงฆ์ทั้ง ๙ รูปเจริญพระพุทธมนต์
คู่บ่าวสาวนั่งพับเพียบประนมมือฟังพระสวด มีหมอนสีชมพูรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส
สำหรับวางแขนกันเมื่อยคนละใบ
เสร็จจากการเจริญพระพุทธมนต์ ทายกนำกล่าวถวายสังฆทาน
แล้วจึงช่วยกันประเคนอาหารคาวหวาน พระสงฆ์ฉันภัตตาหารเสร็จ เจ้าภาพถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแล้ว
พระสงฆ์ทั้ง ๙ รูปกล่าวอนุโมทนาคาถา คู่บ่าวสาวกรวดน้ำและรับพรตามลำดับ
พวกแม่ครัวก็พากันออกมารับพรจากพระด้วย ท่านพระครูจำคนที่ว่าพระได้
จึงพูดสัพยอกนางว่า
"พวกหัวโล้นห่มผ้าเหลืองนี่ไม่ไหวเลยนะโยมนะ กินข้าวเขาแล้วยังจะเอาเงินอีก"
แม่ครัวหน้าเหรอ ไม่นึกไม่ฝันว่าท่านจะรู้ในสิ่งที่พวกตนแอบนินทา แต่อย่างน้อยก็ยังดีใจที่ท่านไม่โกรธ
|
 |
"หลวงพ่อมาจากวัดไหนจ๊ะ" นางถาม รู้สึกศรัทธาท่านขึ้นมานิดหนึ่ง
"วัดป่ามะม่วง เคยได้ยินไหมเล่า"
"ไม่เคยจ้ะ อยู่ที่ไหนจ๊ะ"
"อยู่ไม่ไกลหรอก ถ้าอยากจะไปก็ให้เจ้าบ่าวเขาพาไปก็ได้ เขามีสอนกรรมฐานด้วยนะ
อยากไปเรียนไหมเล่า" |
"ก็อยากเหมือนกัน ว่าแต่ว่าหลวงพ่อไม่โกรธฉันนา" นางยังกลัวความผิด
"โกรธเรื่องอะไรเล่า"
"ก็ที่ฉันว่าหลวงพ่อ"
"อาตมาจะไปโกรธทำไม ก็อาตมาไม่ได้เป็นอย่างที่โยมว่า แต่ถึงเป็นก็ไม่ควรจะโกรธ
เพราะเท่ากับโยมพูดความจริง ใช่ไหมล่ะ"
"ใช่จ้ะใช่ ว่าแต่ว่าทำไมหลวงพ่อถึงรู้ล่ะว่าฉันเป็นคนพูด"
นางไม่วายสงสัย
"เอาเถอะไว้ไปเข้ากรรมฐานแล้วจะบอก อย่าลืมไปก็แล้วกัน"
"จ้ะ ๆ ฉันไปแน่ รอให้เกี่ยวข้าวเสร็จก่อน" นางรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ
เมื่อท่านพระครูไม่อยู่ในวัด นางทองรินให้รู้สึกเร่าร้อนใจยิ่งนัก เป็นอย่างนี้ทุกครั้งที่รู้ว่าท่านไม่อยู่
โดยเฉพาะวันนี้รู้สึกว่ามันเร่าร้อนกว่าทุกวัน แม้อากาศภายนอกจะหนาวเหน็บ
หากมันก็ไม่ช่วยให้ความเร่าร้อนในใจบรรเทาเบาบางลงได้ ไม่ว่าหล่อนจะเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิ
ก็ไม่อาจทำให้จิตสงบได้เลย หล่อนเริ่มฟุ้งซ่าน คิดไปต่าง ๆ นา ๆ ป่านนี้ลูกเต้าจะกินอยู่กันอย่างไร
สามีหล่อนเล่า จากกันมาตั้งเจ็ดแปดวัน ป่านนี้มิมีอะไรกับสาวใช้แล้วหรือ
เพราะเห็นแม่นั่นทำท่าระริกระรี้ให้ท่าอยู่บ่อย ๆ ข้างสามีหล่อนก็ใช่ย่อย
ยิ่งเมาแอ๋กลับบ้านทุกวันอย่างนั้นมีหรือที่จะพ้นเงื้อมมือแม่สาวใช้วัยรุ่น
จริงอยู่แม้หล่อนจะไปขอร้องให้มารดามาช่วยดูแล แต่แม่หล่อนก็ต้องมีวันเผลอ
ยิ่งถ้าสองคนนั้นมีจิตกระสันต่อกัน แม่หล่อนหรือใคร ๆ ก็ห้ามความกระสันของคนคู่นั้นไม่ได้
อย่ากระนั้นเลย เราควรจะไปดูสักหน่อยเป็นไร นั่งรถไปสองชั่วโมงก็ถึง ดูให้เห็นกับตาแล้วจะรีบมา
หลวงพ่อคงยังไม่กลับ นี่ก็เพิ่งจะหกโมงเช้าเท่านั้นเอง แล้วหล่อนก็รีบจัดแจงแต่งกาย
ออกจากที่พักเดินฝ่าความหนาวเหน็บตรงไปยังถนนสายเอเชีย "คอยดูนะตาแก่ ถ้าจับได้คาหนังคาเขา
แม่จะฆ่าทิ้งเสียเลย" หล่อนคิดเรื่อยเปื่อยไปตลอดทาง สิ่งที่คิดล้วนแต่ร้าย
ๆ ทั้งนั้น
ถึงถนนสายเอเชีย หล่อนต้องข้ามไปรอรถทางฝั่งโน้น มีรถประจำทางหลายสายที่วิ่งมาจากทางเหนือเพื่อจะเข้ากรุงเทพฯ
หล่อนมองซ้ายมองขวา เห็นไม่มีรถวิ่งมาสักคัน จึงก้าวเท้าออกไปโดยเร็วแล้วก็ต้องจบชีวิตลง
เพราะถูกรถบรรทุกชนกระเด็นไปตกอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้ามล
รถบรรทุกคันนั้นวิ่งตะบึงแข่งกับลมหนาวมาตามถนนสายเอเชีย
เห็นคนเดินตัดหน้าในระยะกระชั้นชิดจะเบรคก็ไม่ทัน คนขับก็เลยไม่ยอมเบรค ทั้งไม่สนใจที่จะหยุดรถดูให้เสียเวลาทำมาหากิน
ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจทางหลวง ที่จะเรียกป่อเต็กตึ้งมาเก็บศพ
บรรดารถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมา ไม่มีคันใดหยุดดูร่างบอบบางที่นอนจมกองเลือดอยู่ริมถนน
อย่างดีก็แค่ชะลอรถให้ช้าลง เพราะมีตัวอย่างมานักแล้ว ที่คนชนหนีไป แล้วคนหยุดดูกลับกลายเป็นจำเลยแทน
|