ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือทั่วไป เล่ม 4
:: สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม :: เรื่อง สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม - ๒๔
โดย สุทัสสา อ่อนค้อม
ธันวาคม ๒๕๓๗

วันพระนี้ก็เช่นเดียวกับวันพระอื่น ๆ เมื่อท่านพระครูลงมาจากกุฏิชั้นบน ก็พบผู้คนมากหน้านั่งรออยู่ที่กุฏิชั้นล่าง ทั้งที่เวลาขณะนั้นเพิ่งจะตีสี่ หน้าตาของแต่ละคนล้วนบ่งบอกว่ากำลังประสบปัญหาชีวิตอย่างหนัก หวังจะมาพึ่งท่านให้ช่วยขจัดปัดเป่า

นายสมชายซึ่งนอนอยู่กุฏิชั้นล่าง ต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่รับแขกแต่ดึกแต่ดื่น ที่สำคัญคือคอยจดจำว่าใครมาก่อนมาทีหลัง จะได้ไม่มีการลัดคิวกัน แขกบางคนก็นั่งตากน้ำค้างรอคิวตั้งแต่กุฏิยังไม่เปิด ต้องทนยุงทนหนาวเพราะอยากเข้าพบท่านก่อน

ข้างฝ่ายนายสมชายก็เป็นคนยุติธรรมไม่มีใครเหมือน เพราะไม่ยอมรับสินบาทคาดสินบนใด ๆ ใครมาก่อนก็จัดให้เข้าพบก่อน ท่านพระครูกำชับนักกำชับหนา ว่าให้จัดลำดับอย่างเที่ยงธรรม ไม่ว่าใครจะใหญ่โตมาจากไหน ยากดีมีจนอย่างไรก็ต้องเรียงตามลำดับก่อนหลังทั้งสิ้น

ท่านพระครูขอตัวไปลงอุโบสถเพื่อทำสังฆกรรมร่วมกับภิกษุรูปอื่น ๆ ซึ่งจะกินเวลาประมาณสองชั่วโมง และช่วงเวลานี้ท่านก็จะนำพระเณรปฏิบัติกรรมฐาน แล้วแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้เปตชน หรือที่เรียกตามภาษาชาวบ้านว่า "พวกผี"

บรรดาเหล่านี้บ้างก็ท่องเที่ยวอยู่แถววัด คอยรับส่วนบุญส่วนกุศลจากผู้ที่อุทิศมาให้ บ้างก็มาจากที่ไกลโดยคำบอกเล่าของบรรดาเพื่อนผีด้วยกัน ท่านพระครูเคยเล่าให้พระบัวเฮียวฟังว่า พวกผีเหล่านี้ก็เหมือนคน เวลาไปรับประทานอาหารตามที่ต่าง ๆ ร้านไหนอร่อยก็จะบอกเพื่อนฝูงญาติมิตรให้ไปลองรับประทานบ้าง ผีก็เช่นกัน เมื่อพวกเขารู้ว่าที่วัดแห่งนี้มีคนมาทำบุญ และมีพระปฏิบัติกรรมฐานแล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ ก็จะพากันมาคอยรับพร้อมทั้งบอกต่อไปยังเพื่อนผีญาติผีของตน

การที่พวกผีเหล่านี้ต้องมาเร่ร่อนขอส่วนบุญจากมนุษย์ก็เพราะ พวกเขาไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ในสมัยที่ยังมีชีวิตก็ไม่เคยทำบุญทำทาน เมื่อตายลงจึงต้องมาเป็นเปรตคอยรับส่วนบุญจากผู้อื่น วันไหนไม่มีผู้อุทิศมาให้ก็ต้องทุกข์ทรมานเพราะความหิวโหย แต่เปตชนเหล่านี้ก็ยังดีกว่าพวกสัตว์นรก เพราะพวกหลังนี้นอกจากจะอดอยากหิวโหยแล้ว ยังถูกลงโทษทัณฑ์ด้วยวิธีต่าง ๆ ตามกรรมที่เขาได้ทำมาอีกด้วย

เสร็จจาก "โปรดผี" เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงก็เดินกลับมายังกุฏิเพื่อ "โปรดคน" ต่อ พระบัวเฮียวเดินตามมาสังเกตการณ์เช่นทุกครั้ง ด้วยเป็นความประสงค์ของท่านพระครูที่ต้องการให้พระใหม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง

เมื่อนั่งที่อาสนะประจำของท่านแล้ว นายสมชายจึงบอกให้ชายวัยหกสิบเศษคลานเข้าไปใกล้ ๆ เพื่อจะได้ไม่พูดข้ามศีรษะผู้อื่น บุรุษหนั้นคลานเข้าไปในระยะหัตถบาส กราบสามครั้ง แล้วนิ่งอยู่

"มีเรื่องอะไรว่าไปเลยโยม" ท่านกล่าวอนุญาต
"ครับหลวงพ่อ ผมมานั่งรอตั้งแต่ตีสอง นั่งอยู่นอกกุฏิ ผมชื่อบุญช่วยครับ" เขารายงานเหมือนจะประกาศว่า "ไม่ได้แซงคิวใคร"

"งั้นหรือ เอาละ จะให้อาตมาช่วยอะไรก็ว่ามา" หากเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ความลับ ท่านจะพูดด้วยเสียงปกติ ยกเว้นเรื่องที่เจ้าตัวไม่ต้องการให้ผู้อื่นล่วงรู้ ท่านก็จะพูดเสียงเบาให้ได้ยินกันเพียงสองคน

"คือแม่ผมน่ะซีครับหลวงพ่อ"
"แม่โยมเป็นอะไร" ท่านถามเมื่อบุรุษนั้นไม่ยอมพูดต่อ
"เป็นผู้หญิงครับ แล้วก็เป็นเมียพ่อ" บุรุษผู้มีนามว่าบุญช่วยตอบซื่อ ๆ แต่ทุกคนที่นั่งฟังอยู่พากันคิดว่าเขาแกล้งพูดถ่วงเวลาคนอื่น

"อ้อ ที่มานั่งรอตั้งแต่ตีสองก็เพื่อจะมาบอกแค่นี้เองหรือ"
"มีอีกครับหลวงพ่อ ยังมีอีก" นายบุญช่วยรีบบอกเพราะกลัวถูก "ตัดคิว"
"คือแม่ผมแกกลัวตายครับหลวงพ่อ"
"อายุเท่าไหร่ล่ะ"
"ผมหรือครับ หกสิบห้าครับ"
"ไม่ใช่ อาตมาหมายถึงแม่โยมต่างหาก"
"แม่แปดสิบห้าครับ หลวงพ่อช่วยแกหน่อยเถิดครับ แกไม่อยากตาย รบเร้าให้ผมมาขอคาถาหลวงพ่อ แกว่าหลวงพ่อมีคาถากันตาย" ลูก "ยอดกตัญญู" รายงาน

"อ๋อ เรื่องแค่นี้เอง นึกว่าจะมาเรื่องอะไร ไม่ยากหรอกโยม เรื่องง่าย ๆ เดี๋ยวอาตมาจะบอกคาถาให้" ผู้ที่นั่ง ณ ที่นั้นพลอยตื่นเต้นไปด้วย ต่างพากันเงี่ยหูฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ

"กลับไปบอกแม่นะโยมนะ คาถากันตายมีอยู่สองข้อคือ หนึ่งหายใจเข้าไว้ สองกินข้าวเข้าไว้ ปฏิบัติได้สองข้อนี้รับรองว่าไม่ตาย ที่เขาตาย ๆ กัน เพราะไม่ยอมหายใจ ไม่ยอมกินข้าว" คำตอบท่านพระครูทำให้คนอื่น ๆ หัวเราะ ยกเว้นบุรุษเจ้าของเรื่อง เขารีบกราบท่านพระครูสามครั้งแล้วเอ่ยลา

"ขอบคุณหลวงพ่อมากครับ ผมขอลา"
"จะรีบไปไหนเล่าโยม"
"จะรีบไปบอกแม่ครับ แกคงดีใจที่ได้คาถา"
"เดี๋ยวก่อน อาตมายังไม่ได้บอกเคล็ดลับ ยังมีเคล็ดลับอีก อาตมาจะบอกให้ คือเราต้องไม่กลัวตาย ต้องกล้าเผชิญกับมัน คนที่กลัวตาย อาตมาเห็นตายทุกที"

"ถ้าไม่กลัวแล้วไม่ตายใช่ไหมคะหลวงพ่อ" สตรีผู้หนึ่งเอ่ยถาม
"กลัวหรือไม่กลัวมันก็ต้องตายทุกคนนั่นแหละ แต่เท่าที่อาตมาสังเกตดู คนที่กลัวตายมักตายเร็ว คนไม่กลัวจะตายช้า ฉะนั้นจงอย่ากลัวตาย แต่จงมีสติรู้เท่าทันชีวิตว่ามันไม่เที่ยง มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามเหตุปัจจัย เมื่อเรามีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาเราก็จะทำดี พูดดี คิดดี ทำได้อย่างนี้เราก็จะไม่กลัวตาย เพราะเรารู้ว่าจะไม่ไปทุคติ คนที่เขากลัวตายก็เพราะกลัวจะไปไม่ดี เช่นไปเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น โยมพอจะเข้าใจที่อาตมาพูดไหม"

"เข้าใจครับ" นายบุญช่วยตอบ
"เข้าใจว่ายังไง ไหนลองบอกมาซิว่าจะไปบอกแม่ว่ายังไง" ท่านถือโอกาสซักซ้อมความเข้าใจ เพราะมีคนที่อยู่ในประเภท "ฟังไม่ได้ศัพท์จับเอาไปกระเดียด" ท่านพูดอย่างหนึ่ง เขาเอาไปพูดอีกอย่างแล้วอ้างว่าท่านพูด ทำให้เข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนกันไปยกใหญ่ เหตุนี้ท่านจึงต้อง "ตรวจสอบ" เพื่อความถูกต้องชัดเจน

"เข้าใจว่าให้หายใจเข้าไว้กับกินข้าวเข้าไว้แล้วจะไม่ตาย ส่วนเคล็ดลับก็คือต้องไม่กลัวตาย หลวงพ่อให้ผมไปบอกแม่อย่างนี้ครับ" บุรุษสูงวัยตอบตามระดับสติปัญญาของตน "เครื่องรับ" ในตัวเขารับได้เท่านี้

"อ้อ อาตมาพูดว่ายังงั้นหรือ โยมแน่ใจนะ"
"แน่ใจครับ" เขายืนยัน
"งั้นก็ให้พระบัวเฮียวเป็นพยานก็แล้วกัน พระบัวเฮียว อาตมาพูดอย่างที่โยมคนนี้บอกหรือเปล่า" ต่อหน้าคนอื่นที่ไม่คุ้นเคยกัน ท่านเรียกพระบวชใหม่ว่า "พระบัวเฮียว" และแทนตัวท่านว่า "อาตมา"

"ไม่ใช่ครับ หลวงพ่อพูดว่าอย่างนี้" พระบัวเฮียวอธิบายจนบุรุษนั้นเข้าใจถูกต้องเป็นอันดี ท่านพระครูจึงอนุญาตให้เขากลับไปได้ ต่อจากนั้นก็เป็นรอบของสตรีวัยห้าสิบ

"หลวงพ่อจ๊ะฉันอยากตาย" เป็นเป็นประโยคแรกที่นางเอื้อยเอ่ย
"อยากตายหรือ งั้นก็ตามโยมผู้ชายคนเมื่อกี้ไปซี"
"ตามไปทำไมจ๊ะ" ถามงง ๆ
"อ้าว ก็จะได้ไปหาแม่เขาน่ะซี ไปแลกกันซะจะได้หมดเรื่อง เมื่อแม่เขาไม่อยากตาย ส่วนโยมอยากตาย ก็ควรจะแลกกันเสีย จะได้สมใจด้วยกันทั้งสองฝ่ายไงล่ะ"

"แหมหลวงพ่อ ถ้ามันทำยังงั้นได้ก็ดีน่ะซี" นางว่า
"ก็ทำไมจะไม่ได้เล่า อาตมาถึงได้แนะนำไง หลวงพ่อเจริญไม่เคยแนะนำในสิ่งที่ไม่ดี" ท่านใช้มุขตลกเพื่อให้บรรดาผู้แบกทุกข์ทั้งหลายได้ผ่อนคลาย

"แต่ฉันอยากตายโดยไม่ต้องแลกเปลี่ยนกะใคร" หญิงนั้นยืนกราน
"อยากตายแน่หรือ" คราวนี้ท่านถามจริงจัง
"จ้ะ" ตอบเสียงอ่อย
"งั้นก็เชิญตายได้ตามสบาย วัดนี้มีพร้อม ทั้งเมรุเผาศพ ทั้งพระสวดมาติกา ถ่านไม่มีก็ไม่เป็นไร ประเดี๋ยวให้สมชายไปสั่งที่ตลาดก็ได้ ว่าแต่ว่าโยมจะเอาโลงแบบไหน เอาไม้ฉำฉาหรือไม้จำปา" เห็นท่าทางท่านเอาจริงเอาจัง หญิงนั้นก็ใจฝ่อ อยากจะเปลี่ยนใจแต่ก็อายคนอื่น จึงฝืนตอบไปว่า

"แล้วแต่หลวงพ่อจะเมตตาเถิดจ้ะ ไม่อะไรก็ได้"
"แล้วแต่อาตมาไม่ได้ซี ก็อาตมาไม่ได้เป็นคนตายนี่"
"งั้นโลงจำปาก็ได้จ้ะ" สตรีวัยห้าสิบตอบเสียงเบาลงทุกที เหงื่อกาฬแตกซิก ๆ เพราะกลัวตาย
"เอาละ สมชายมานี่ซิ ช่วยไปนิมนต์พระให้สิบรูปสำหรับสวดมาติกา แล้วไปสั่งถ่านที่ตลาดให้ห้ากระสอบ" ท่านหันมามองหญิงนั้นแล้วพูดว่า "ผอม ๆ อย่างโยมห้ากระสอบก็ไหม้หมดไม่มีเหลือ" คนแบบทุกข์มีท่าทางลังเล พูดเสียงอ่อย ๆ ว่า

"หลวงพ่อฉันกลัวร้อน เอาถ่านมาเผาฉัน ฉันก็ร้อนแย่น่ะซี"
"อ้าว ก็ในเมื่อโยมตายก็ต้องเผา จะให้ปล่อยเหม็นคลุ้งอยู่ในวัดได้ยังไง"
"งั้นฉันไม่ตายก็ได้" นางถือโอกาสเปลี่ยนใจ
"เอาให้แน่ ๆ จะตายหรือไม่ตาย อาตมาจะได้จัดการให้ตามประสงค์ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา อาตมาก็ทำอะไรไม่ถูกน่ะซี" หญิงนั้นคิดว่าท่านดุจึงร้องไห้โฮออกมา รำพึงรำพันว่า "ฉันกลุ้มใจจ้ะหลวงพ่อ ฉันอยากตาย แต่ก็ไม่อยากตาย ฮือ ๆ" นางพิร่ำพิไรรำพัน ทุกคน ณ ที่นั้นพากันสมเพช เรื่องของคนอื่นดูช่างน่าสมเพช หลงลืมไปว่าบางทีเรื่องของตัวเองนั้นน่าสมเพชเสียยิ่งกว่า

"ตั้งสติให้ดี ๆ โยม หยุดร้องไห้เสีย แล้วเล่าไปว่าโยมกลุ้มใจเรื่องอะไร ถ้าเอาแต่ร้องไห้อยู่อย่างนั้น อาตมาจะรู้ได้ยังไง" นั้นแหละนางจึงหยุดร้องไห้ ใช้มือปาดน้ำตาแล้วเช็ดมือกับผ้านุ่ง จากนั้นจึงเริ่มต้นเล่าถึงเหตุแห่งความทุกข์โศกต่าง ๆ จับใจความได้ว่า สามีลักลอบได้เสียกับคนใช้ในบ้าน เมื่อนางไล่คนใช้ออก สามีก็ไปเช่าแฟลตอยู่กับคนใช้ ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง

 

 

หน้าต่อไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่