|
คุณนายดวงสุดาคลานตุ้มต๊ะตุ้มตุ้ยเข้ามาหาท่านพระครู
ตามด้วยเถ้าแก่เส็งและคุณกิมง้อ ผู้เป็นบิดาและมารดา คนทั้งสามก้มกราบท่านสามครั้ง
แล้วหันไปกราบพระบัวเฮียว ซึ่งนั่งพับเพียบอยู่บนพื้นทางเบื้องขวาของพระอุปัชฌาย์
| "ผมเห็นจะต้องกลับกุฏิละครับ เพราะหลวงพ่อมีแขก" พระหนุ่มออกตัว
ใจนั้นอยากอยู่ฟังเขาคุยกัน หากก็เกรงจะเสียมารยาท |
"อยู่ก่อนก็ได้นี่นา จะรีบไปไหนเล่า" เจ้าของกุฏิพูดอย่างรู้ใจ
หันไปถามอาคันตุกะว่า "คงไม่ใช่เรื่องลับใช่ไหม พระบัวเฮียวคงร่วมฟังได้นะ"
"ไม่ลับค่ะหลวงพ่อ หนูอยากให้คนมาฟังเยอะ ๆ ด้วยซ้ำ
จะได้ช่วยกันเป็นพยาน" คุณนายดวงสุดาตอบ
"งั้นหรือ แล้วจะให้เกณฑ์คนมาหมดวัดเลยไหม คุณนานจะเอายังงั้นไหม"
ท่านถามยิ้ม ๆ
"ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้ค่ะหลวงพ่อ ประเดี๋ยวหนูเขินก็เลยเล่าไม่ออกกันพอดี"
คนน้ำหนักเกินพิกัดตอบ
"อ้อ ถ้าอย่างนั้นก็เล่าได้เลย รู้สึกพระบัวเฮียวอยากจะฟังจนเนื้อเต้นแล้วละมัง"
ท่านเย้าลูกศิษย์
"หลวงพ่อนั่นแหละเนื้อเต้น อย่าทำมาโทษผมหน่อยเลยน่า" คนเป็นศิษย์แอบเถียงในใจ
"เตี่ยเล่าดีกว่าน่ะ" คนจะเล่าเปลี่ยนใจกระทันหัน จึงโยนกลองไปที่บิดา
"ลื้อเล่านั้นแหละดีแล้ว ก็ลื้อเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ใช่หรือ" เถ้าแก่เส็งให้เหตุผล
ตั้งแต่ปฏิบัติกรรมฐาน เขาพูดไทยชัดขึ้นเพราะสติบอกว่า เมื่อเป็นคนไทยก็ต้องพูดไทยชัด
จะได้ไม่อายคุณกิมง้อ
"นั่นซี แม่ก็เห็นด้วยกับเตี่ย ลูกเล่านั้นแหละดีแล้ว"
ผู้เป็นมารดาเสริม
"แม่ละก็เข้าข้างเตี่ยอยู่เรื่อย" คนเป็นลูกตัดพ้อ
"เรื่องที่จะเล่านี่ยาวไหม ถ้าเป็นเรื่องยาว อาตมาขอแนะนำว่าน่าจะเริ่มได้แล้ว
จะได้ไม่ต้องรอไปฟังต่อในวันพรุ่งนี้ อาตมาเป็นคนใจร้อนน่ะโยม" พระบัวเฮียวพูดขึ้น
ท่านคิดอยู่นานว่าจะพูดดีหรือไม่ แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจได้
 |
"แหม หลวงพี่พูดอย่างนี้ดิฉันก็เห็นจะต้องเล่าแล้วละค่ะ" คุณนายดวงสุดาพูดกับพระบัวเฮียว
เรียกท่านว่า "หลวงพี่" อย่างไม่เต็มใจนัก ไม่เต็มใจด้วยเหตุว่า
ท่านอายุอ่อนกว่า ที่ถูกน่าจะเป็น "หลวงน้อง" หล่อนไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงไม่เรียกพระที่อายุอ่อนกว่าว่า
"หลวงน้อง" |
"คงไม่ต้องออกแขกแบบลิเกนะ" ท่านพระครูเย้าบ้าง
"ไม่ต้องค่ำ เตี่ยเล่าดีกว่าน่า" หล่อนหันไปเกี่ยงงอนบิดาอีกครั้ง
"ลื้อนั้นแหละ อย่ามัวทำอิด ๆ ออด ๆ น่ารำคาญ เกรงใจหลวงพ่อท่าน เวลาท่านเป็นเงินเป็นทองนะ"
เถ้าแก่เส็งดุลูกสาว การปฏิบัติกรรมฐานทำให้เกิดปัญญา เมื่อปัญญาเกิด
เขาจึงรู้ว่าคนเป็นพ่อไม่ควรกลัวลูก จึงกล้าดุหล่อน แทนที่จะเป็นฝ่ายถูกหล่อนดุเช่นแต่ก่อน
เมื่อโดนดุคนเป็นลูกชักกลัว จึงเริ่มต้นเล่า
"เรื่องมันแปลกมากค่ะหลวงพ่อ บอกใคร ๆ ก็คงไม่มีใครเชื่อว่า
เตี่ยกับแม่ถูกโจรยิงด้วยปืนเอ็ม ๑๖ แต่ไม่ยักกะเป็นอะไร หนูเห็นกับตาเลยค่ะ"
คนเห็นเหตุการณ์เล่าฉอด ๆ
"ตอนที่ถูกยิงโยมกำลังทำอะไรอยู่หรือ" ท่านถามบุคคลทั้งสอง
"กำลังนั่งสมาธิครับ ผมกับคุณกิมง้อสัญญากันว่า จะเดินจงกรมหนึ่งชั่วโมง
นั่งสมาธิหนึ่งชั่วโมง ตอนโจรยิงมันยังไม่ครบชั่วโมง ผมก็เลยยังไม่ลุกขึ้น
แล้วก็ไม่ลืมตาด้วย" เถ้าแก่เส็งเล่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อสามเดือนที่แล้ว
ทว่าในความรู้สึกของเขาดูเหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง
"แล้วรู้ตัวหรือเปล่าว่าโจรมา" ท่านพระครูซัก
"รู้ครับหลวงพ่อ ผมรู้ตัวตลอดเวลา คุณกิมง้อก็รู้"
"แล้วกลัวไหม กลัวตายหรือเปล่า"
"ไม่กลัวค่ะ ตอนอยู่ในสมาธิไม่กลัว แต่ตอนนี้กลัวค่ะ" คุณกิมง้อตอบด้วยท่าทีที่ยังไม่หายหวาดเสียว
"แล้วคุณนายอยู่ที่ไหนล่ะตอนนั้น ตอนที่โจรมาปล้นน่ะ" ท่านพระครูถามคุณนายดวงสุดา
"หนูหรือคะ อารามตกใจมุดเข้าไปแอบใต้ตั่งเลยค่ะ ไม่ทราบว่าเข้าไปได้ยังไง
ตัวหนูออกใหญ่ ตั่งก็เตี้ยนิดเดียว ถ้าเวลาปกติอย่าว่าแต่จะเข้าไปได้ทั้งตัวอย่างนั้นเลย
แค่ขาข้างเดียวก็ยังเข้าไม่ได้" คุณนายดวงสุดาเล่า
| พระบัวเฮียวพิจารณาขาของคุณนายซึ่งมีขนาดไล่เลี่ยกับตอม่อยุ้ง
แล้วก็ให้เป็นด้วยกับที่หล่อนพูด หากก็อดถามขึ้นไม่ได้ว่า "ตั่งที่โยมว่าน่ะสูงขนาดไหน
เท่าอาสนะหลวงพ่อหรือเปล่า" คนถูกถามมองไปที่อาสนะตรงหน้า แล้วตอบ
"คงจะพอ ๆ กัน ถ้าสูงกว่าก็คงไม่เกินสองนิ้ว ไม่น่าเชื่อใช่ไหมคะ
ว่าคนเจ้าเนื้ออย่างดิฉันจะเข้าไปซ่อนใต้ตั่งนั่นได้ หลวงพี่เชื่อหรือเปล่า"
หล่อนถามหลวงพี่ |
 |
"ถ้าจะให้อาตมาเชื่อก็ต้องลองเข้าไปอีกที คุณนายจะยอมลองดูไหมล่ะ"
พระหนุ่มถือโอกาสต่อรอง
"ไม่ต้องหรอกบัวเฮียว ถึงเธอจะไม่เชื่อแต่ฉันก็เชื่อ ฉันเชื่อว่าเป็นไปได้
เธอเคยได้ยินไหมเล่า ที่เขาว่าคนแบกตุ่มแบกตู้เย็นวิ่งหนีไฟ เพราะความตกใจ
พอหายตกใจกลับแบกไม่ไหว อันนี้มันเป็นเรื่องของพลังจิตน่ะ คนเราไม่รู้ตัวหรอกว่า
จิตนั้นมีพลังมาก เป็นพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัว คนที่ฝึกจิตสม่ำเสมอสามารถเอาพลังจิตออกมาใช้ได้
แต่คนที่ไม่เคยฝึกก็ใช้ไม่เป็น เว้นแต่ยามตกใจอาจเอามาใช้ได้บ้าง โดยที่เจ้าตัวไม่รู้
เป็นการใช้พลังจิตโดยไม่สติควบคุม ก็ได้แค่ประเดี๋ยวประด๋าว พอรู้สึกตัวก็เอามาใช้ไม่ได้เสียแล้ว"
ท่านพระครูอธิบาย
"แล้วแบบนี้ดีไหมครับหลวงพ่อ" พระบัวเฮียวถาม
"แบบไหนล่ะ" พระอุปัชฌาย์ไม่เข้าใจคำถาม
"คือพลังจิตน่ะครับ เป็นของดีหรือไม่ดี"
"มันก็ตอบยากนะ จะว่าไปแล้วมันก็เหมือนดาบสองคม ถ้าใช้ดีก็ดีไป แต่ถ้าใช้ไม่ดีก็ให้โทษได้เหมือนกัน"
ท่านรู้ว่าคนฟังยังไม่มีใครเข้าใจ จึงอธิบายเพิ่มเติมว่า
"ตัวอย่างเช่นคนที่นำพลังจิตไปใช้เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติ
เพื่อเข้าถึงจุดหมายคือ มรรค ผล นิพพาน ก็ถือว่าเป็นสิ่งดี แต่ถ้านำไปใช้ในทางที่ผิด
เช่น อยากจะอวดฤทธิ์หรืออวดอุตริมนุสสธรรม ก็ถือเป็นสิ่งไม่ดี เพราะเป็นไปเพื่อเพิ่มกิเลส
ไม่เป็นไปเพื่อละกิเลส"
"สรุปก็คือที่หนูเข้าไปแอบอยู่ใต้ตั่งได้ ก็เพราะอำนาจของพลังจิตใช่ไหมคะหลวงพ่อ"
คุณนายดวงสุดาถาม
 |
"ถูกแล้วคุณนาย แม้คุณนายจะไม่เคยฝึกจิต แต่ก็สามารถใช้พลังจิตได้
เป็นการใช้แบบไม่รู้ตัว ควบคุมไม่ได้ ถ้าอยากใช้แบบคุมได้ก็ต้องมาฝึกจิตกันให้เป็นเรื่องเป็นราว
อย่างที่โยมเตี่ยกับโยมแม่ของคุณนายฝึกอยู่นี่แหละ" "ถ้าอย่างนั้นที่โจรมันใช้เอ็ม.๑๖
ยิงผม แต่ยิงไม่ออกก็เป็นเพราะอำนาจของพลังจิตใช่ไหมครับหลวงพ่อ"
เถ้าแก่เส็งถาม การปฏิบัติกรรมฐานทุกวันทำให้เขาเข้าใจธรรมะแจ่มแจ้งขึ้น
|
"จะพูดอย่างนั้นมันก็ถูกเหมือนกัน แต่อาตมาคิดว่า
การที่ปืนยิงไม่ออกนั้นเป็นเพราะอานิสงส์ของการมีสัจจะของโยมทั้งสองประการหนึ่ง
อีกประการหนึ่งเป็นอำนาจของสมาธิหรือพลังจิตนี่เอง ไหนคุณนายลองเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบซิ
อาตมาจะอัดเทปไว้ เผื่อจะไปเปิดให้คนอื่นฟัง" ท่านหันไปเรียกนายสมชายให้นำเครื่องบันทึกเสียงและม้วนเทปมาให้
พร้อมแล้วคุณนายดวงสุดาจึงเริ่มต้นเล่า
|