|
ท่านพระครูลงมาจากกุฏิชั้นบน เมื่อเวลายี่สิบนาฬิกาตรง
คหบดีกับบุตรภรรยารออยู่แล้ว คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของการสอบอารมณ์
วันพรุ่งนี้หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว ก็จะพากันกลับกรุงเทพฯ
"เอาละ หลวงตาจะสอบอารมณ์หนูทั้งสามคนก่อน เริ่มตั้งแต่คนเล็กเลยนะ
ชื่อติ๋งใช่ไหม"
"ใช่ครับ แหม หลวงตาจำแม่นจัง" หนุ่มติ๋งตอบ รู้สึกดีใจที่ท่านจำชื่อเขาได้
"เป็นยังไงบ้าง พอง - ยุบ ชัดเจนดีหรือยัง"
"ชัดเจนดีมากครับ"
"แล้วเวลามันหายละ รู้หรือเปล่า"
"รู้ครับ"
"รู้ว่ายังไง"
"รู้ว่ามันหายน่ะคร้บ" คนตอบไม่ได้ตั้งใจยวน หากก็ฟังเหมือนกับยวน
"มันหายไปตอนพองหรือตอนยุบล่ะ"
"ไม่ทราบครับ เพราะพอรู้มันก็หายไปแล้ว"
"แสดงว่าสติยังจับไม่ทัน ต้องฝึกสติให้ว่องไวกว่านี้ จับให้ได้ว่ามันหายไปตอนพองหรือตอนยุบ
เข้าใจหรือยัง"
"เข้าใจครับ" "เข้าใจก็ดีแล้ว กลับบ้านต้องไปปฏิบัติต่อนะ
อย่าเอาแต่ดูทีวี แล้วหนูจะเรียนเก่งขึ้น อยากเรียนอะไรก็เรียนได้ถ้าหนูไม่ทิ้งการปฏิบัติ
จำที่หลวงตาพูดไว้ให้ดีนะ" |
"ครับ ผมตั้งใจจะเรียนหมอ หลวงตาว่าผมจะเรียนได้หรือเปล่าครับ"
"ถ้าตั้งใจก็ต้องเรียนได้ เอาเถอะ ถ้าหนูไม่ทิ้งวิชากรรมฐาน หลวงตารับรองว่าในอนาคตหนูต้องได้เป็นคุณหมออย่างแน่นอน"
หนุ่มติ๋งก้มลงกราบ "หลวงตา" ด้วยความปลื้มปีติ เกิดความมั่นใจขึ้นอย่างประหลาดว่า
ตนจะได้สิ่งที่หวัง
"แล้วต้อมล่ะเป็นอย่างไรบ้าง" ท่านถามหนุ่มต้อม
"ผมง่วงมากครับหลวงตา ง่วงแม้กระทั่งเวลาเดินจงกรม ไม่เคยง่วงมากมายอย่างนี้มาก่อนเลยครับ"
ท่านพระครูรู้ได้จากการบอกเล่าของเขา เด็กหนุ่มผู้นี้ปฏิบัติได้ก้าวหน้ามากทีเดียว
"แล้วหนูทำยังไง เวลาง่วงมาก ๆ น่ะ"
"ผมก็นอนครับ แต่ก็แปลก พอนอนกลับไม่หลับ มันเบื่อ ๆ เซ็ง ๆ อย่างบอกไม่ถูก"
ท่านรู้ว่าเขาก้าวหน้ามาถึง "นิพพิทาญาณ"
อันเป็นญาณที่ ๘ ใน โสฬสญาณ เขาเดินมาได้ครึ่งทางแล้ว
"หนูปฏิบัติได้ก้าวหน้ามากนะ เอาเถอะพยายามเข้าแล้วจะประสบความสำเร็จ"
ผู้สอบอารมณ์พูดให้กำลังใจ
 |
"แล้วผมจะทำอย่างไรให้หายง่วงครับหลวงตา" "การง่วงของหนูไม่ใช่ธรรมดานะ
เป็นอาการของ "ญาณ" เขาเรียกว่าหนูเข้าถึง "นิพพิทาญาณ" เอาละ
หลวงตาจะบอกวิธีขจัดความง่วงให้ แล้วท่านจึงบอกหนุ่มต้อมเกี่ยวกับการปฏิบัติตนเมื่อเข้าถึง
ญาณ ๘ จากนั้นจึงสอบอารมณ์นายต่อ นางกิมเอ็ง และคหบดีตามลำดับ
แล้วสรุปว่า |
"ผู้ที่ปฏิบัติได้ก้าวหน้ากว่าเพื่อนคือต้อม และที่ก้าวหน้าน้อยที่สุดคือ
โยม" ประโยคหลังท่านพูดกับคหบดี
"ผมได้ญาณไหนครับ" สามีนางกิมเอ็งถาม
"ญาณ ๕ เรียกว่า ภังคญาณ ญาณทั้งหมด ๑๖ ที่เรียกว่าโสฬสญาณ ญาณ
๑ ชื่อรูปปริจเฉนทญาณ ส่วนญาณ ๑๖ ชื่อปัจจเวกขณญาณ ใครบรรลุถึงญาณนี้ก็ถือว่าเป็นพระอริยบุคคลระดับต้นที่เรียกว่า
พระโสดาบัน"
"งั้นผมก็เดินมาได้ครึ่งทางแล้วใช่ไหมครับ" หนุ่มต้อมถามอย่างยินดี
"ถูกแล้วหนู แต่อีกครึ่งทางที่เหลือน่ะยากลำบากชนิดที่เรียกว่าเลือดตาแทบกระเด็นเชียวละ
หนูต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดจึงจะเดินทางสายนี้ได้ตลอดสาย ต้องเดินกันข้ามภพข้ามชาติเชียวแหละ"
"จะยากเย็นแสนเข็ญสักปานใด ผมก็จะพยายามครับหลวงตา
ป๋าครับผมขออนุญาตบวชที่วัดนี้ได้ไหมครับ ผมอยากบวชไปจนตลอดชีวิต"
หนุ่มต้อมพูด้วยศรัทธาที่เปี่ยมล้น ได้ยินว่าลูกจะบวชตลอดชีวิต คหบดีก็ใจแป้ว
วิสัยของปุถุชนย่อมอยากเห็นบุตรหลานเจริญในทางโลกมากกว่า จึงพูดกับพระครูว่า
"เราสามารถบรรลุธรรมขั้นสูงได้ โดยไม่ต้องบวชไม่ใช่หรือครับ"
"ถูกแล้ว แต่การบวชจะทำให้บรรลุได้เร็วกว่าการเป็นฆราวาส เมื่อท่านตอบดังนี้
เขาจึงหันไปพูดกับลูกว่า "ถ้าอย่างนั้น ป๋าอยากให้ลูกกลับบ้านก่อน
กลับไปคิดหลาย ๆ วัน ถ้าลูกตั้งใจแน่วแน่ ป๋าก็คงไม่ขัดข้อง แต่ตอนนี้ป๋ายังทำใจไม่ได้
หรือหลวงพ่อว่าอย่างไรครับ" เขาขอความเห็นจากท่านพระครู
"ก็แล้วแต่จะตกลงกันเองก็แล้วกัน อาตมาเป็นคนนอก ไม่อยากจะเข้าไปก้าวก่ายในเรื่องครอบครัว"
"อย่าบวชเลยต้อม นึกว่าเห็นแก่แม่เถอะนะ" นางกิมเอ็งบอกลูก
"ทำไมหรือครับ ทำไมแม่ถึงไม่อยากให้ผมบวช" เด็กหนุ่มถามมารดา
"เพราะแม่เสียพี่ต้นไปคนนึงแล้ว ไม่อยากเสียลูกไปอีกคน" คนเป็นแม่ตอบเสียงเครือ
"แปลว่าพี่ต้นบวชอยู่ที่อเมริกาหรือครับ" หนุ่มต่อถาม เขาไม่รู้เรื่องที่พี่ชายติดยาเสพย์ติด
"ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงจะดีกว่า แต่นี่..." แล้วหล่อนก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น
"กิมเอ็ง พูดจาเหลวไหลไม่เข้าเรื่องน่า" สามีหล่อนว่า เขากลัวบุตรชายทั้งสามจะสงสัย
ลูก ๆ จะรู้เรื่องนี้ไม่ได้ |
 |
"โยมแผ่เมตตาให้ลูกหรือเปล่า หลังจากปฏิบัติกรรมฐานแล้วแผ่เมตตาไปให้เขาทุกครั้งอย่างที่อาตมาสอนหรือเปล่า"
"เราทำอย่างที่หลวงพ่อแนะนำค่ะ" หล่อนตอบ
"ผมกับน้อง ๆ ก็ทำครับ" หนุ่มต่อรายงานบ้าง
"ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรต้องห่วง อาตมาเชื่อว่าเขาจะต้องดีขึ้นกว่าที่เคยเป็น"
ท่านพูดกับนางกิมเอ็งและสามี
"สาธุ" คนทั้งสองยกมือขึ้นประนมและพูดพร้อมกัน
"หลวงพ่อครับ ผมต้องขอกราบของพระคุณหลวงพ่อเป็นอย่างสูงที่ทำให้ผมกับครอบครัวได้พบความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
มันเป็นความสุขที่สงบ ปราศจากความร้อนรนกระวนกระวาย แล้วก็ไม่ต้องใช้เงินทองซื้อหามาด้วย"
คหบดีพูดอย่างปลาบปลื้ม
|
"ค่ะ มีเงินทองมากมายสักปานใด ก็ไม่อาจซื้อความสุขแบบนี้ได้
เป็นบุญของดิฉันและลูกเหลือเกินที่ได้มาพบหลวงพ่อ" นางกิมเอ็งพูดพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวซับน้ำตา
|
"บุญของผมด้วยครับ ถ้าไม่มาเข้ากรรมฐาน
ผมก็คงยังไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว ก่อนนี้ผมคิดแต่ว่าอะไรที่ทำให้ได้เงินมันก็ดีทั้งนั้น
มาบัดนี้ผมรู้แล้วว่า เงินไม่ได้สำคัญที่สุดเสมอไป ความสุขสงบทางใจนั้นมีค่ามากกว่า
ผมขอปฏิญาณต่อหน้าหลวงพ่อว่า นับแต่นี้ต่อไปผมจะละชั่ว และทำจิตให้ผ่องใสครับ"
คำว่า "ละชั่ว" ของเขามีความหมายลึกซึ้งที่บุตรชายทั้งสามไม่เข้าใจ
หากท่านพระครูเข้าใจ เด็กหนุ่มทั้งสามไม่รู้ว่าบิดาค้ายาเสพย์ติด และไม่รู้เรื่องพี่ชายติดยา
"หลวงพ่อคะ แล้วเฮียจะต้องตายไหมคะ" นางกิมเอ็งถามด้วยความเป็นห่วงสามี
"ผมไม่กลัวตายแล้วครับหลวงพ่อ มาปฏิบัติอย่างนี้แล้วผมไม่กลัวตายเหมือนแต่ก่อน
หากการละชั่วจะทำให้ผมต้องตาย ผมก็ยินดี" คหบดีพูดอย่างกล้าหาญ เมื่อหิริโอตตัปปะเกิดขึ้นใจใจ
ทำให้เขารังเกียจขยะแขยงในความชั่ว และคิดว่าตายเสียยังดีกว่าที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อก่อกรรมทำชั่ว
"โยมไม่ตายหรอกเพราะมีคนอื่นตายแทน" ท่านพระครูพูดเป็นปริศนา
"ใครคะหลวงพ่อ ใช่ดิฉันหรือเปล่า ถ้าใช่ ดิฉันก็ยินดีตายแทนเฮียเขา
ขออย่างเดียวอย่าให้เขามีเมียใหม่ ดิฉันไม่อยากให้ลูก ๆ มีแม่เลี้ยงค่ะ"
นางกิมเอ็งคิดไปเสียไกล
"ไม่ใช่โยมหรอก เอาละอย่าเพิ่งซักถาม ถึงเวลาก็จะรู้เอง
ข้อสำคัญ คือให้หมั่นปฏิบัติทุกวัน ขอให้เชื่ออาตมาสักครั้ง"
 |
"หลวงตาครับ" หนุ่มต่อเอ่ยขึ้นบ้าง "ผมและน้อง ๆ ต้องกราบขอขมาโทษที่ได้ล่วงเกินหลวงตาในวันแรกที่เข้ามาปฏิบัติ"
"อ้อ หนูล่วงเกินอะไรหลวงตาไว้ล่ะ" "ก็พูดไม่ดี คิดไม่ดีต่อหลวงตาน่ะซีครับ
ผมโกรธที่หลวงตาไม่ยอมให้พวกเรารับประทานอาหารมื้อเย็น เลยพากันแอบนินทาหลวงตาเป็นการใหญ่
แต่ป๋ากับแม่ไม่ทราบหรอกครับ" นายต่อพูดจบก็พาน้อง ๆ กราบท่านพระครูสามครั้งเป็นการขอขมา
|
"ตกลง หลวงตาอโหสิให้ แต่หนูก็ได้ไถ่โทษ การที่พวกหนูตั้งใจปฏิบัตินั่นแหละคือการไถ่โทษ"
"พวกเราต้องกราบขอโทษป๋าด้วยที่คิดว่าป๋าบังคับ เดี๋ยวนี้พวกเรารู้แล้วว่าที่ป๋าทำไปก็เพราะความรักและหวังดีต่อพวกเรา"
เด็กหนุ่มเข้าไปกราบแทบเท้าของผู้เป็นพ่อ คหบดีรู้สึกปีติจนน้ำตาคลอ
ลูก ๆ เขาก็มีใบหน้าเครือน้ำตา ส่วนเมียเขานั้นร้องไห้เลยทีเดียว
"เอาละ กลับไปปฏิบัติต่อยังกุฏิของตนได้แล้ว คืนนี้เป็นคืนสุดท้าย
ขอให้ตั้งใจปฏิบัติอย่างเต็มที่ จะได้หมดเคราะห์หมดโศก โชคดีศรีสุขกันทั่วหน้า
พรุ่งนี้ก่อนไปอย่าลืมไปลาอาจารย์บัวเฮียวล่ะ"
"ไม่ลืมครับ พวกผมเป็นหนี้บุญคุณอาจารย์บัวเฮียวมากเลย
สักวันหนึ่งคงจะได้ทดแทนพระคุณ"
"อาจารย์บัวเฮียวท่านก็มีกรรมของท่าน ทุกคนมีกรรมด้วยกันทั้งนั้น อาตมาเองก็มี
รู้สึกว่าจะหนักกว่าโยมและอาจารย์บัวเฮียวเสียอีก" ท่านพูดเรื่อย ๆ
ด้วยเสียงที่ปกติ ไม่แสดงอาการหวั่นไหวหวาดกลัวให้ปรากฏ เพราะฝึกจิตไว้ดีแล้ว
"คหบดีและครอบครัวลากลับไปแล้ว ท่านพระครูจึงขึ้นไปเขียนหนังสือต่อ
คืนนี้ไม่มีอาคันตุกะมาเยี่ยมเยือนหรือถามปัญหา คงจะหมดเรี่ยวหมดแรงกับการฉลองปีใหม่นั่นเอง
| ตอนเช้าของวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๑๗ หลังจากรับประทานอาหารมื้อเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
คหบดีก็พาบุตรและภรรยามาลาท่านพระครู หลังจากนั้นจึงจะไปลาพระบัวเฮียว
เด็กหนุ่มทั้งสามมีท่าทางอาลัยอาวรณ์วัดป่ามะม่วงมาก โดยเฉพาะหนุ่มต้อม
แทบจะไม่ยอมกลับเลยทีเดียว |
"หลวงตาครับช่วยส่งพลังจิตไปดลใจให้ป๋ากับแม่อนุญาตให้ผมบวชด้วยนะครับ
ผมอยากบวชโดยที่ป๋าและแม่เต็มใจและแม่ไม่ร้องไห้ ไม่งั้นผมก็ไม่สบายใจครับ"
หนุ่มต้อมพูดออกมาจากใจ ท่านพระครูมองเขายิ้ม ๆ แต่ไม่พูดว่ากระไร
"สำหรับผมยังไม่คิดบวชหรอกครับหลวงตา แต่ขออนุญาตมาที่นี่ในช่วยที่ปิดเทอมทุกครั้งได้ไหมครับ"
หนุ่มติ๋งว่า
"ตามสบาย หลวงตายินดีต้อนรับ จะมาเมื่อไหร่ก็ได้"
"ส่วนผมตั้งใจว่าจะมาทุกเย็นวันศุกร์แล้วกลับเย็นวันอาทิตย์ รอให้ปิดเทอมคงคิดถึงหลวงตาแย่เลย"
หนุ่มต่อพูดบ้าง
ชายหญิงคู่หนึ่งเดินตรงมายังกุฏิ เด็กชายสามคนอายุไล่เลี่ยกันเดิมตามต้อย
ๆ คนทั้งห้าเข้ามานั่งทางเบื้องหลังของคหบดีและครอบครัว กราบเบญจางคประดิษฐ์สามครั้ง
แล้วนั่งสงบ "รอคิว" อยู่ ต่อเมื่อคหบดีและครอบครัวลุกออกไปแล้ว ผู้มาใหม่จึงพากันเลื่อนขึ้นมานั่งข้างหน้า
แล้วกราบท่านเจ้าของกุฏิอีกครั้ง
|