|
วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๑๗ เป็นวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ ผู้คนพากันมาวัดป่ามะม่วงแต่เช้ามืด
แม้วันคืนจะหมุนเวียนเปลี่ยนไป ปีใหม่มาปีเก่าลาลับ แต่หน้าที่และภารกิจของท่านพระครูดูเหมือนจะยิ่งหนักกว่าเดิม
เพราะผู้คนนับวันก็ประสบปัญหาชีวิต ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนกันมากขึ้น
ปัญหาชีวิตอันเป็นผลพวงของความเจริญด้านวัตถุ
| เสร็จจากสังฆกรรมในพระอุโบสถแล้ว เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงก็เดินมายังกุฏิที่ผู้คนมากหน้ากำลังรออยู่
จากนั้น ท่านก็จะเริ่มวินิจฉัยไขปัญหาให้พวกเขาตั้งแต่เวลาหกนาฬิกาถึงเจ็ดนาฬิกาสามสิบนาที
จึงขึ้นไปเจริญพระพุทธมนต์ และฉันภัตตาหารเช้าร่วมกับภิกษุอื่น
ๆ บนศาลา พวกชาวบ้านผู้มีศรัทธาจะนำอาหารคาวหวานมาทำบุญที่วัดป่ามะม่วงทุกวันพระ
|
ผู้ทุกข์ร้อนรายแรกเป็นนักธุรกิจมาจากกรุงเทพฯ หน้าตาของเขาเศร้าหมอง
เพราะการค้าขาดทุนร่วมสิบล้าน เขาได้รับคำแนะนำจากญาติว่า เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงท่านแก้ปัญหาเก่ง
จึงสู้ดั้นด้นมาหาและนั่งตากยุงรอตั้งแต่ตีสี่
"โยมมีอะไรจะให้อาตมาช่วยก็ว่าไปเลย" ท่านเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน
เป็นการพูดที่ตรงไปตรงมา
"ผมแย่แล้วครับหลวงพ่อ ธุรกิจของผมขาดทุนไปเกือบสิบล้าน ถ้าหลวงพ่อไม่ช่วย
ผมคงต้องล้มละลายแน่" เขาบอกด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน
"โยมทำธุรกิจอะไรล่ะ"
"ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปส่งนอกครับ ผมทำมาสามปีเข้านี่แล้ว สองปีแรกกำไรดีมากครับ
พอมาปีหนึ่งหกก็เริ่มขาดทุน แล้วกิจการก็แย่ลงเรื่อย ๆ จนเกือบจะล้มแล้วครับ
หลวงพ่อโปรดช่วยผมด้วย"
"แหม อาตมาก็ไม่สันทัดเรื่องธุรกิจเสียด้วยซี ไหนโยมช่วยอธิบายกระบวนการของมันให้อาตมาฟังหน่อยซิ
แล้วอาตมาจะช่วยตรวจสอบให้ว่าทำไมมันถึงได้ขาดทุน" นักธุรกิจผู้นั้นจึงอธิบายว่า
 |
"ผมมีโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป มีทั้งเสื้อผ้าผู้ใหญ่และเด็ก
สำหรับผู้ชายและผู้หญิง ผมจะส่งตัวอย่างไปให้ตลาดดู ตลาดที่ว่าก็มีทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา
ประเทศยุโรป และประเทศญี่ปุ่น เขาก็จะสั่งมาทีละมาก ๆ จนผลิตแทบไม่ทัน
ก็รุ่งเรืองอยู่แค่สองปี มาปีที่แล้วก็เริ่มทรุด ทำให้ขาดทุนย่อยยับ
ผมไม่ทราบว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น" |
ท่านพระครูจำเป็นต้องรบกวน "เห็นหนอ" ให้ช่วยตรวจสอบให้
ชั่วอึดใจเดียวท่านก็พูดขึ้นว่า "โยมทราบดีเชียวละ จะให้อาตมาพูดตรง
ๆ ไหมล่ะ"
นักธุรกิจวัยห้าสิบเศษอ้ำอึ้งอยู่ประเดี๋ยวหนึ่ง
แล้วจึงพูดเสียงอ่อย ๆ ว่า "ครับ หลวงพ่อพูดตรง ๆ ได้เลยครับ"
ท่านเจ้าของกุฏิจึงพูดขึ้นว่า "ก็โยมเล่นไม่ซื่อกับลูกค้านี่นา
เวลาส่งตัวอย่างไปให้เขาดู โดยก็ใช้ผ้าชนิดดีราคาแพง แต่พอเขาสั่งมาจำนวนมาก
ๆ โยมก็ใช้ผ้าอีกชนิดหนึ่งที่ดูคล้าย ๆ กัน แต่คุณภาพด้อยกว่า ราคาถูกกว่า
โยมทำอย่างนี้เพราะความโลภ อยากได้กำไรมาก ๆ เขารู้ทันเขาก็เลยเลิกสั่ง
อันนี้โยมจะไปโทษลูกค้าเขาก็ไม่ได้ จริงไหม" ท่านพูดด้วยเสียงที่ตั้งใจจะให้ทุกคน
ณ ที่นั้นได้ยินเพื่อจะได้ "สอน" คนอื่นไปในตัว
"คนอื่น ๆ เขาก็ทำอย่างนี้กันทั้งนั้นแหละครับหลวงพ่อ"
บุรุษวัยเกินห้าสิบแอบอ้างผู้อื่นเป็นตัวอย่าง ทำให้คนฟังที่ไม่รู้เท่าทัน
คิดว่าเขาไม่ผิด เพราะใคร ๆ ก็ทำอย่างที่เขาทำ
"อ้อ หมายความว่าอะไรก็ตามที่คนส่วนใหญ่ทำ ย่อมหมายความว่า สิ่งนั้นถูกต้องดีงาม
อย่างนั้นใช่ไหม" "คงไม่ใช่กระมังครับ" คนตอบชักไม่แน่ใจ
"ถ้าอย่างนั้นโยมบอกอาตมามาตรง ๆ เลยดีกว่า ว่าสิ่งที่โยมทำไปนั้นมันถูกหรือผิด
บอกมาเลย อาตมาไม่ชอบพูดอ้อมค้อม" |
 |
"ผิดครับ แต่มันก็ทำให้รวยเร็วนะครับหลวงพ่อ คนอื่น
ๆ ที่เขาทำก็รวย ๆ กันทั้งนั้น" นักธุรกิจยังคงมีทิฐิ
"ไม่จริงละมั้ง ถ้าจริงโยมก็คงไม่มาให้อาตมาช่วย หรือโยมจะเถียง"
"ไม่เถียงแล้วครับ หลวงพ่อกรุณาแนะนำผมด้วยเถิดครับว่าทำอย่างไรธุรกิจของผมจึงจะคืนสู่สภาพเดิม"
"มันก็ไม่ยากหรอกโยม แต่มันก็ไม่ง่ายถ้าโยมไม่สามารถปฏิบัติตามที่อาตมาแนะนำ"
"ผมจะปฏิบัติตามที่ท่านแนะนำทุกอย่างครับ" นักธุรกิจพูดอย่างมีความหวังขึ้นมาบ้าง
"ดีแล้ว ญาติโยมทั้งหลายจำไว้เป็นตัวอย่างเชียวนะ" ท่านพูดกับทุกคนในที่นั้น
บรรดาผู้ที่นั่งอยู่ในกุฏิขณะนี้ ผู้ที่จะมาถามปัญหาแบบเดียวกันมีอีกสองราย
ท่านจะได้ถือโอกาสตอบเสียในคราวเดียวกัน เป็นการ "ยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัว"
เมื่อจะพูดต่อ ท่านทำความตกลงกับเจ้าของเรื่องว่า
"โยมอย่าหาว่าอาตมาเอาโยมมาประจานนะ ก็เมื่อกี้โยมว่าใคร
ๆ เขาก็ทำกัน แปลว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าอับอายใช่ไหม"
"ครับ ผมไม่คิดว่าหลวงพ่อประจาน ถ้าหลวงพ่อทำให้ผมขายดีเหมือนเก่าได้"
นักธุรกิจยอมรับหากก็มีเงื่อนไข
"ถ้าอย่างนั้นก็ฟังให้ดี การกระทำของโยมถือว่าเป็นการทุจริต
หลอกลวงลูกค้า การหากินในทางทุจริตนั้นมันทำให้รวยก็จริง แต่รวยได้ไม่นานก็ต้องเจ๊ง"
คำสุดท้ายท่านใช้ศัพท์ภาษาจีน เพื่อความทันสมัย
 |
"แล้วผมจะแก้ไขอย่างไรครับ" "ประการแรก โยมก็ต้องเลิกหลอกลวงเขาด้วยการ
"ยัดไส้สินค้า" ใช่ไหม ที่โยมทำอยู่ เขาเรียกว่ายัดไส้สินค้าใช่ไหม
อันนี้อาตมาเคยได้ยินแต่เขาพูด" |
"ถูกแล้วครับหลวงพ่อ สมัยนี้ใคร ๆ เขาก็ใช้วิธีนี้กันทั้งนั้น
ไม่งั้นมันก็ไม่รวยครับ" นักธุรกจิสนอง
"นั่นไง เอาอีกแล้วไง อาตมาสอนอยู่แหม็บ ๆ โยมก็มาเป็นแบบเดิมอีกแล้ว
"ท่านว่าตรง ๆ
"ก็มันเรื่องจริงนี่ครับหลวงพ่อ ผมเพียงแต่หยิบยกเอาเรื่องจริงขึ้นมาพูดเท่านั้นเอง"
ชายวัยเกินห้าสิบเถียงอย่างดื้อรั้น
"โยมนี่ดื้อเสียยิ่งกว่าแมวอีก อาตมาว่าแมวมันดื้อแล้วนะ"
"ครับ ผมไม่ดื้อแล้วครับ ตกลงผมยอมหลวงพ่อ จะไม่ทำอย่างที่ทำอีก ตัวอย่างสินค้าเป็นยังไง
ผมก็จะส่งให้เขาตามนั้นทุกประการ"
"แล้วฝีมือด้วยนะ ไม่ใช่ตัวอย่างตัดเย็บด้วยฝีมือประณีต
แต่พอส่งไปให้เขาเป็นฝีมืออีกระดับหนึ่ง" ท่านพูดดักคอ
"แหม หลวงพ่อนี่ละเอียดจริง ๆ ผมศรัทธาเต็มที่เลยนะครับนี่"
เขาชมเป็นครั้งแรกและด้วยความจริงใจ หากท่านไม่พูดเช่นนี้ออกมาเสียก่อน
เขาก็คิดอยู่แล้ว ว่าจะหลอกลวงโดยวิธีนี้ คือใช้วัสดุคุณภาพและราคาแบบเดียวกับตัวอย่าง
แต่จะลดความประณีตลง เป็นการประหยัดต้นทุนด้านค่าแรง เมื่อท่านพระครูเตือนล่วงหน้าไว้เช่นนี้
เขาก็จำเป็นต้องเชื่อท่าน
"ตกลงผมจะทำตามที่หลวงพ่อแนะนำครับ แล้วนานเท่าไหร่ผมถึงจะฟื้นตัวครับ"
ยัง ยังไม่หมดแค่นี้ ที่พูดมาเพิ่งได้ประการเดียว ยังมีประการอื่น
ๆ อีก นั่นก็คือโยมจะต้องสวดมนต์ทุกวัน สวดเป็นไหม" |
"ไม่เป็นเลยครับ"
"เอาละไม่เป็นไร เดี๋ยวอาตมาจะแจกบทสวดมนต์ มีคนเขาพิมพ์มาถวายไว้สำหรับแจก"
ท่านหยิบแผ่นปลิวขนาด ๑' x ๑.๒๕' ขึ้นมาแจก ในนั้นมีบทสวดมนต์พิมพ์ด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่เพื่อความสะดวกในการอ่าน
ท่านส่งให้นักธุรกิจ แต่ปรากฏว่ามีบุรุษอีกสองคนที่นั่ง ณ ที่นั้นขออีกคนละแผ่น
คนหนึ่งมีธุรกิจทำกระเป๋าถือส่งต่างประเทศ อีกคนทำรองเท้าหนัง และคนทั้งสองใช้วิธีเดียวกับคนแรกในการหลอกลวงลูกค้า
คือใช้วิธี "ยัดไส้สินค้า" คนทั้งสามรับแผ่นปลิวมาอ่านแล้วพูดขึ้นเกือบจะพร้อมกันว่า
"อ่านยากจังครับ"
 |
"ยากที่ไหนกัน เขาอุตส่าห์พิมพ์ตัวโต ๆ ให้ยังจะว่าอ่านยากอีก"
"ผมหมายถึงข้อความน่ะครับ" เจ้าของธุรกิจกระเป๋าถือว่า อีกสองคนก็คิดอย่างเดียวกัน
"นั่นเพราะโยมไม่เคยสวดมนต์น่ะซี นี่อาตมาอุตส่าห์เขียนคำอ่านเป็นภาษาไทยนะ
ถ้าเขียนแบบภาษาบาลี โยมจะยิ่งแย่กว่านี้ แต่เอาเถอะค่อย ๆ อ่านไปก่อนแล้วจะจำได้
เมื่อจำได้ก็จะสวดมนต์เป็น ถ้าไม่อยากล้มละลายก็ทำตามนี้ เข้าใจไหม"
|
"อ่านหมดนี่เลยหรือครับ"
"ถูกแล้ว อ่านหมดนี่หนึ่งเที่ยว แล้วอ่านเฉพาะบทพุทธคุณเท่าจำนวนอายุบวกหนึ่ง"
"ตรงไหนครับที่เรียกว่าบทพุทธคุณ"
"แหม โยมนี่ไม่เอาไหนเลยจริง ๆ นะ" ท่านว่าคนเดียว แต่มีคนร้อนตัวถึงสามคน
"บทพุทธคุณ ก็ตั้งแต่ อิติปิโส ไปจนถึง ภะคะวาติ
นั่นแหละ โยมอายุเท่าไหร่ล่ะ"
"สี่สิบแปดครับ" เจ้าของธุรกิจกระเป๋าถือตอบ
"สี่สิบแปดก็สวดสี่สิบเก้าจบ"
"แล้วเราจะทำอย่างไรไม่ให้หลงครับ ผมกลัวจำไม่ได้ว่าสวดกี่จบแล้ว"
"อันนี้โยมมาวิธีเอาเอง อาตมาเชื่อว่าคนเป็นนักธุรกิจย่อมหาวิธีจนได้นั่นแหละ"
"ใช้วิธีนับก้านไม้ขีดซี" เจ้าของธุรกิจรองเท้าแนะนำ
"งั้นผมอายุห้าสิบหกก็ต้องสวดห้าสิบเจ็ดจบใช่ไหมครับหลวงพ่อ" นักธุรกิจคนแรกถามอย่างรู้สึกท้อแท้
"ก็ต้องอย่างนั้น" ท่านเจ้าของกุฎิตอบ
"แล้วผมจะมีเวลาหรือครับ วัน ๆ ผมไม่ค่อยว่างเลย" ท่านพระครูรู้สึกอ่อนใจ
จึงบอกเขาว่า
"เลือกเอาก็แล้วกัน ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่สำเร็จ แต่ถ้าทำได้ก็จะเห็นผลภายในสามเดือนเป็นอย่างช้า"
"ให้ภรรยาสวดด้วยได้ไหมครับ"
"ได้ ยิ่งช่วยกันสวดยิ่งเห็นผลเร็ว"
"ถ้าให้สวดแทนผมล่ะครับ" เขาต่อรอง
"สวดแทนไม่ได้ซี ช่วยกันสวดนี่ อาตมาหมายความว่า ต่างคนต่างสวดเท่าอายุของตัวเองบวกหนึ่ง
ภรรยาโยมอายุเท่าไหร่ล่ะ"
"สี่สิบหกครับ" "ก็ให้เขาสวดสี่สิบเจ็ดจบ" เข้าใจไหมล่ะ
"เข้าใจครับ ขอบพระคุณหลวงพ่อมากครับ" รู้วิธีแก้ปัญหาแล้ว นักธุรกิจผู้นั้นจึงกราบลา
ปรากฏว่ามีผู้ตามเขาออกมาอีกสองคน ท่านพระครูประสบความสำเร็จในการ
ยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัว" |
 |
"หลวงพ่อคะ ฉันกับสามีทำโรงงานผลิตเครื่องตกแต่งบ้าน
ไม่เคยยัดไส้สินค้า ไม่เคยโกงลูกค้า แต่ทำไมทำมาหากินไม่ขึ้นล่ะคะ"
ผู้ทุกข์ร้อนรายที่สองเป็นสตรีวัยสามสิบเศษ หล่อนมากับสามีวัยเดียวกันที่นั่งก้มหน้าคอตกอยู่
ข้าง ๆ ท่านพระครูตอบไปตามที่ "เห็นหนอ" รายงานว่า
"โยมไม่ปฏิบัติพระในบ้านน่ะซี"
"ในบ้านผมไม่มีพระครับหลวงพ่อ" สามีเงยหน้าขึ้นตอบ "ถ้าจะมีก็คงเป็นพระพุทธรูปใช่ไหมคะ"
"ไม่ใช่หรอกโยม อาตมาหมายถึง คุณพ่อคุณแม่ของโยมน่ะ
เพราะโยมไม่ปฏิบัติท่าน โยมถึงได้ทำมาหากินไม่ขึ้น"
"ฉันก็เลี้ยงดูแกนี่คะ เพื่อนบ้านฉันเสียอีกที่เอาพ่อแม่ไปไว้บ้านบางแค"
"เอาอีกแล้ว อ้างผู้อื่นเป็นอย่างอีกแล้ว อาตมาเพิ่งว่าโยมผู้ชายคนนั้นไปหยก
ๆ" ท่านหมายถึงนักธุรกิจที่เพิ่งลากลับไป
|