|
"สิ่งที่ผมข้องใจสงสัยมันมีหลายอย่างนะครับหลวงพ่อ" พระบัวเฮียวพูดอย่างเกรงใจเป็นที่สุด
"งั้นก็ว่าไปทีละอย่าง นึกว่าวันนี้เป็นวันของเธอก็แล้วกัน จะได้ไม่เอาไปเที่ยวพูดว่าฉันไม่มีเวลาให้"
"โธ่ หลวงพ่อครับ ตั้งแต่มาอยู่วัดนี้ผมยังไม่เคยเที่ยวเลยสักครั้ง
แล้วจะเอาหลวงพ่อไปพูดอย่างนั้นได้ยังไง" พระหนุ่มปฏิเสธเสียงแข็ง
"แน่ใจนะ" ท่านพระครูคาดคั้น "แน่ใจครับ แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์"
"แล้วเมื่อกี้ใครตะโกนว่าฉันให้เจ้าขำฟังล่ะ ว่าฉันไม่มีเวลาให้
เธอพอจะรู้บ้างไหมว่าใครว่า" "ก็พอจะรู้เหมือนกันครับ แต่เขาไม่ได้เอาไปเที่ยวว่านี่ครับ
เขานั่งว่าอยู่ตรงนี้ ตรงที่ผมนั่งนี่" พูดพร้อมกับชี้นิ้วลงที่พื้น
การได้ยั่วพระอุปัชฌาย์เป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ของพระบัวเฮียว |
"เอาตัวรอดจนได้นะ เอาละ ฉันขอชมเชยว่าเธอเก่ง
ฉันยังไม่เคยเห็นใครเก่งอย่างนี้มาก่อนเลยจริง ๆ"
"อย่างนี้นะอย่างไหนครับ" พระหนุ่มไม่วายยั่ว
"ก็อย่างที่เรียกว่ามะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูกน่ะซี" ท่านพระครูเฉลย การได้พูดจาหยอกล้อกับ
"น้องชายในอดีตชาติ" ทำให้ท่านมีความสุข
แม้ว่าฝ่ายนั้นจะยังไม่รู้ว่าชาติหนึ่งตนเคยเกิดเป็นน้องชายของท่าน
"ถ้าอย่างนั้นหลวงพ่อก็ต้องไปฝึกปาเป้าใหม่ หรือไม่ก็เพิ่มมะกอกเป็นสี่ตะกร้า
ถ้ายังปาไม่ถูกอีกก็เพิ่มเป็นห้าหกเจ็ดหรือแปดตะกร้า มันจะต้องถูกสักลูกนึงจนได้แหละครับ"
พระหนุ่มแนะนำ
"เอาละ เอาละ มัวพูดเยิ่นเย้ออยู่นั่นแหละ จะถามอะไรก็ถาม
ฉันเป็นคนไม่ชอบหายใจทิ้ง"
"ครับ ผมเองก็ชอบหายใจเป็นการเป็นงาน งั้นผมขอเรียนถามข้อข้องใจเลยนะครับ"
ท่านพระครูพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต พระบัวเฮียวกำลังจะเอ่ยปากถาม ก็พอดีกับบุรุษผู้หนึ่งคลานเข้ามา
พระหนุ่มมีอันต้อง "ถูกขัดคอ" อีกจนได้
 |
เถ้าแก่เส็งกราบท่านพระครูสามครั้ง กราบพระบัวเฮียวสามครั้งแล้วเอ่ยขึ้นว่า
"ผมต้องขอประทานโทษที่มาขัดจังหวะ แต่ผมก็จำเป็นต้องมาเพราะอยากพบหลวงพ่อมากครับ"
"เจริญพร โยมเถ้าแก่มาคนเดียวหรือ" "มาคนเดียวครับ ผมเหมารถแท็กซี่มาจากกรุงเทพฯ"
"อย่างนั้นหรือ ทำไม่ไม่ให้คุณนายดวงสุดามาส่งล่ะ" "ผมไม่อยากกวนเขาครับ
อีกประการหนึ่งผมอยากให้การมาครั้งนี้เป็นความลับ ทั้งคุณกิมง้อและหนูดวงสุดาไม่ทราบว่าผมมา"
เถ้าแก่เส็งตอบ |
"อ้อ แล้วจะค้างหรือเปล่า หรือว่ากลัวทางบ้านเขาจะเป็นห่วง"
"ไม่ค้างครับ ผมว่าจะมากราบหลวงพ่อ แล้วก็จะกลับ"
"ถ้าอย่างนั้นก็อยู่ทานอาหารกลางวันเสียก่อน เดี๋ยวชวนโชเฟอร์เขาไปทานด้วย
คงไม่รีบร้อนใช่ไหม"
"ครับ ก็ตั้งใจว่าทานอาหารกลางวันแล้วจึงจะกลับ ขอบพระคุณหลวงพ่อมากครับที่เมตตา"
พูดพร้อมกับประนมมือไหว้
"โยมเถ้าแก่โชคดีนะที่มาแล้วพบท่าน ที่จริงวันนี้ท่านต้องไปบรรยายธรรมที่กรุงเทพฯ
แต่ถ้าผู้จัดเขาขอเลื่อนกะทันหัน" พระบัวเฮียวพูดหมายจะเอาบุญเอาคุณ
หากก็ต้องผิดหวังเมื่อบุรุษวัยเจ็ดสิบตอบว่า
"แต่ผมทราบครัวว่าท่านต้องอยู่ ที่เหมารถแท็กซี่มาตั้งสามร้อยก็เพราะต้องการมาพิสูจน์เรื่องนี้ด้วยครับ"
"โยมทราบได้อย่างไรล่ะ" ท่านเจ้าของกุฏิถามอย่างสนใจ เถ้าแก่เส็งจึงเล่าว่า
"มันแปลกมากครับหลวงพ่อ เมื่อเย็นวานขณะที่ผมกำลังนั่งสมาธิผมรู้สึกคิดถึงหลวงพ่อมาก
กำหนดอย่างไรก็ไม่หายคิดถึง เลยตั้งใจว่า พรุ่งนี้จะต้องมากราบหลวงพ่อ
พอคิดได้ดังนั้นก็เกิดความกังวลอีกว่า อาจจะไม่พบเพราะไม่ใช่วันพระ
ความที่ผมอยากรู้จึงพยายามรวมจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิ แล้วผมก็กำหนด
"เห็นหนอ เห็นหนอ" ก็เกิดนิมิตเห็นหลวงพ่ออยู่ที่วัด
ขณะเดียวกันก็มีเสียงกระซิบที่ข้างหูว่า "พรุ่งนี้ท่านพระครูไม่ได้ไปไหน
พรุ่งนี้ท่านพระครูอยู่วัด" ผมก็เลยมาพิสูจน์นี่แหละครับ" เถ้าแก่เส็งเล่าจบท่านพระครูจึงถามขึ้นว่า
"แล้วคุณโยมผู้หญิงกับคุณนายดวงสุดา รู้หรือเปล่า" "ผมไม่ได้เล่าให้คุณกิมง้อฟังครับ
กลัวเขาจะหาว่าเหลวไหล ส่วนลูกดวงสุดาเขาไม่ได้มาหาผม เขาอยู่ที่บ้านเขาครับ"
|
 |
"แปลว่าโยมเถ้าแก่ได้ "เห็นหนอ" ใช่ไหมครับหลวงพ่อ"
พระบัวเฮียวถามอย่างตื่นเต้น
"ถูกแล้วบัวเฮียว เห็นไหมว่ามันไม่ได้ยากเย็นแต่ประการใด ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่จะเกินความสามารถของมนุษย์ผู้มีความเพียรไปได้
จริงไหม"
"จริงครับ" "อาตมาขออนุโมทนานะ โยมเถ้าแก่มีวิริยะอุตสาหะดีเหลือเกิน"
ท่านพระครูเอ่ยปากชม
"อาตมาก็ขออนุโมทนาด้วย" พระบัวเฮียวพูด รู้สึกดีใจและเสียใจระคนกัน
ดีใจเพราะ "ลูกศิษย์" มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติ แต่ที่เสียใจเพราะเกิดความรู้สึกว่าตนคงจะย่อหย่อนในการทำความเพียร
จึงยังไม่บรรลุผลที่มุ่งหวัง ท่านอยากได้ "เห็นหนอ" มานาน แต่ก็ยังไม่ได้
เถ้าแก่เส็งปฏิบัติทีหลังแต่กลับได้ก่อนท่าน
พระอุปัชฌาย์รู้ความคิดของคนเป็นศิษย์จึงพูดขึ้นว่า
"ไม่ต้องเสียอกเสียใจไปหรอกบัวเฮียวเอ๋ย ของอย่างนี้ไม่ใช่จะได้กันง่าย
ๆ หรอกนะ แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าปฏิบัติชาตินี้แล้วจะได้ในชาตินี้
เรื่องของอภิญญานั้น คนที่จะได้ต้องเคยสะสมบารมีมาตั้งแต่ชาติก่อน
ๆ แล้วอีกประการหนึ่ง การที่เธอยังไม่ได้เพราะเธออยากได้ จงจำไว้ว่าถ้าอยากแล้วจะไม่ได้
ต้องไม่อยากได้จึงจะได้"
"หมายความว่าอย่างไรครับ ผมชักจะงง ๆ เสียแล้ว"
"ก็หมายความว่า ที่เธอยังไม่ได้ "เห็นหนอ" เพราะเธอไปอยากได้มันน่ะซี
เธอจะต้องทำเฉย ๆ อย่าไปมุ่งมั่นจนเกินไป แล้วเธอก็จะได้เอง" ท่านพระครูแนะนำ
 |
"แปลว่าผมต้องฝืนใจใช่ไหมครับ คือทำเป็นไม่อยากได้ แบบนี้ก็โกหกตัวเองซีครับ"
"เธอก็ต้องทำใจไม่ให้อยากได้จริง ๆ ซี ไม่งั้นมันก็เป็นการโกหกตัวเองอย่างที่เธอว่านั้นแหละ"
แล้วถ้ามเถ้าแก่เส็งว่า |
"เวลาโยมปฏิบัติธรรม โยมหวังว่าจะได้ "เห็นหนอ
ไหม ตั้งใจไว้เลยไหมว่าจะต้องให้ได้"
"ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นเลยครับ ผมรู้แต่ว่าทางที่ผมกำลังดำเนินอยู่นี้เป็นทางสายเอกที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
ถ้าผมตั้งใจปฏิบัติก็อาจจะเข้าถึงความดับทุกข์ได้ ส่วนอดีตและอนาคตผมจะพยายามไม่คิดถึง"
เถ้าแก่เส็งตอบอย่างคนที่ "เข้าถึงธรรม"
โดยแท้
พระบัวเฮียวฟังแล้วรู้สึกละอายใจ เพราะตัวท่านปฏิบัติธรรมชนิดที่ยังมีโลภะ
ความอยากได้ "เห็นหนอ" ก็คือตัวโลภะ นั่นเอง
"หลวงพ่อครับต่อไปนี้ผมจะไม่หวังอีกแล้วครับ ฟังโยมเถ้าแก่พูดแล้วผมรู้สึกละอายใจตัวเองนัก
ผมจะไม่สนใจว่าจะได้ "เห็นหนอ" หรือไม่ได้ เพราะมันไม่เกี่ยวกับความดับทุกข์ใช่ไหมครับ"
"ถูกแล้วบัวเฮียว "เห็นหนอ" ก็คือ การได้ทิพยจักษุ
เป็นอภิญญาข้อหนึ่งในหกข้อ ดูเหมือนฉันจะเคยอธิบายให้เธอฟังแล้วว่า
อภิญญาห้าข้อแรกนั้นเป็นโลกียปัญญา ปุถุชนคนธรรมดาก็สามารถมีได้หากได้ฌาณ
๔ และสมาธิกล้าแข็งพอ แต่อภิญญาข้อสุดท้ายที่มีชื่อว่า อาสวักชยญาณนั้นเป็น
โลกุตตรอภิญญา พระอรหันต์เท่านั้นจึงจะมีได้ และเมื่อได้แล้วก็จะไม่เสื่อม
ส่วนโลกียอภิญญานั้นเสื่อมได้ ถ้าฌานเสื่อม"
"ถ้าอย่างนั้นพระอริยบุคคลชั้นต้นเช่น พระโสดาบันก็ไม่จำเป็นว่าจะได้อภิญญาใช่ไหมครับ"
"ถูกแล้ว และคนที่ได้อภิญญาก็ไม่จำเป็นว่าจะได้เป็นพระโสดาบัน เพราะมันไม่เกี่ยวกัน
ผู้ที่บรรลุโสดาบันปัตติผลเป็นพระโสดาบันนั้น
เพราะละสังโยชน์เบื้องต่ำได้สามอย่างคือ สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส
ไม่เกี่ยวข้องกับอภิญญาแต่ประการใด" ท่านพระครูอรรถาธิบาย
| "แต่หลวงพ่อครับ เมื่อกี้หลวงพ่อว่าพระปฏิบัติได้ก้าวหน้ากว่าฆราวาส
แบบนี้จะแปลว่า ฆราวาสไม่มีโอกาสบรรลุมรรคผลอย่างนั้นสิครับ อย่างที่หลวงพ่อว่าบางคนได้ถึงญาณ
๑๓ แต่ก็ติดอยู่แค่นั้น" |
"ไม่เสมอไปหรอกบัวเฮียว ที่ฉันยกตัวอย่างให้เธอฟังเมื่อกี้นั้น
ฉันหมายเฉพาะคนที่เขาเข้ามาปฏิบัติกรรมฐานที่วัด คือขณะอยู่ในวัดอาจได้ถึงญาณ
๑๓ แต่พอกลับไปบ้าน เขาไม่ปฏิบัติต่อเขาก็จะไม่สามารถก้าวไปถึงญาณ
๑๔ หรือญาณ ๑๖ เป็นพระโสดาบันได้ ผู้ที่เป็นฆราวาสมีโอกาสที่จะบรรลุได้ถึงระดับอนาคามีผลนั่นเทียว"
"ไม่ถึงอรหัตตผลหรือครับ ทำไมไม่ถึงเล่าครับ"
"ถ้าถึงก็จะต้องบวชภายในเจ็ดวัน ถ้าไม่บวชก็ต้องตาย
"ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นครับ" บุรุษสูงวัยถามอย่างสงสัย พระบัวเฮียวก็กำลังจะถามแบบเดียวกันนี้
"เพราะภาวะความเป็นอยู่ของฆราวาสไม่สามารถรองรับภาวะของพระอรหันต์ได้
ในสมัยพุทธกาลเคยมีปรากฏ ทีฆราวาสบรรลุอรหัตตผลแล้วไม่บวช เพราะท่านมีภาระต้องเลี้ยงดูบิดามารดาซึ่งตาบอด
เมื่อท่านบรรลุได้ไม่ถึงเจ็ดวันก็ถูกวัวบ้าขวิดถึงแก่ความตาย" ยินคำว่า
"วัว" พระบัวเฮียวก็ขนลุกซู่โดยไม่ทราบต้นสายปลายเหตุ อาจเป็นด้วยจิตใต้สำนึกของท่านมีความเกี่ยวพันกับวัวควายนั่นเอง
|