|
หมดปัญหาของ "คนท้อง"
ก็มาถึงปัญหา "คนแห้ง" ท่านพระครูเจริญแห่งวัดป่ามะม่วงมีอันต้องรับปรึกษาปัญหาทุกรูปแบบโดยไม่คิดราคาค่าจ้าง
"เมตตาธรรมค้ำจุนโลก" เป็นคาถาที่ท่านท่องไว้ในใจ ยามใดที่เกิดเหนื่อยหน่ายท้อแท้
ก็ได้ใช้คาถาบทนี้ช่วยชโลมจิตใจให้ชุ่มชื่นมีชีวิตชีวาและมีกำลังใจที่จะสงเคราะห์ช่วยเหลือด้วยเมตตาต่อไป
| สตรีวัยยี่สิบเศษคลานเข้าไปหาพูดด้วยเสียงแผ่วเบาเพื่อมิให้บุคคลอื่นได้ยิน
ปัญหาที่หล่อนจะปรึกษาท่านพระครูในวันนี้เป็นเรื่องน่าอับอาย จึงไม่ต้องการให้ผู้ใดล่วงรู้
|
"หลวงพ่อคะ หนูนอนไม่หลับมาหลายคืน ฝันร้ายทุกคืนเลยค่ะ"
"อ้าว นอนไม่หลับแล้วจะฝันได้ยังไงล่ะ หรือว่าฝันทั้งที่ตื่นอยู่ ถ้าเป็นอย่างนั้นจะเรียกฝันได้ยังไงล่ะจ๊ะ
หนูนี่มาแปลก" ท่านเจ้าของกุฏิพูดด้วยเสียงปกติเพราะเห็นว่ายังไม่ถึงต้องที่ต้อง
"หรี่เสียง" สาวเจ้าของเรื่องทำหน้า "คิ้วผูกโบ"
แล้วตอบใหม่ว่า "คือนอนไม่หลับตลอดทั้งคืนน่ะค่ะหลวงพ่อ หลับ ๆ ตื่น
ๆ แต่เมื่อไรที่หลับก็ต้องฝันร้ายจนสะดุ้งตื่น เป็นอย่างนี้มาหลายคืนแล้วค่ะ
หลวงพ่อโปรดช่วยหนูด้วย" หญิงสาวพูดด้วยเสียงปกติบ้าง เอาไว้ตอนที่เป็น
"ความลับ" ค่อยพูดเบา ๆ
"จะให้หลวงพ่อช่วยยังไงล่ะจ๊ะ"
"ช่วยให้หนูนอนหลับแล้วก็ไม่ฝันร้ายน่ะค่ะ หนูเคยพึ่งยากล่อมประสาทที่เขาเรียกว่ายานอนหลับน่ะค่ะ
แต่มันได้ผลแค่ระยะแรก ๆ เห็นเขาว่าทานมาก ๆ แล้วอันตราย หนูก็เลยต้องมาขอพึ่งบารมีหลวงพ่อล่ะค่ะ"
"แล้วที่ว่าฝันร้ายน่ะ ฝันว่ายังไงจ๊ะ"
"ฝันว่ามีเด็กผู้ชายมาทำร้าย มาบีบคอบ้าง มาตัดแขนตัดขาบ้าง บางทีก็มาควักลูกนัยน์ตา
ทำให้หนูเจ็บปวดมากค่ะ"
"ท่านพระครูใช้ "เห็นหนอ"
ตรวจสอบจึงได้รู้ว่าสตรีสาวผู้นี้เพิ่งไปทำแท้งมา วิญญาณของเด็กคนนี้มีความอาฆาตพยาบาทแรงกล้าถึงกับจะเอาชีวิตหล่อน
การที่หล่อนต้องฝันร้ายและนอนไม่หลับเป็นผลของกรรมที่ทำในชาตินี้ ซึ่งมาให้ผลทันตาเห็นคือ
เป็น "ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม" เห็นกรรมของหล่อนแล้วท่านจึง
"ตะล่อม" ถามว่า
 |
"แล้วหนูเคยไปทำอะไรไว้กับเด็กล่ะจ๊ะ ที่หลวงพ่อ "เห็น" น่ะ
หลวงพ่อเห็นวิญญาณอาฆาตของเด็กผู้ชายเขาต้องการเอาชีวิตหนู เพราะหนูไปสร้างกรรมไว้กับเขา"
ฟังถ้อยคำของท่าน หญิงสาววัยยี่สิบเศษก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น เกิดรักตัวกลัวตายเสียดายชีวิตขึ้นมาเดี๋ยวนั้น
หล่อนสารภาพด้วยเสียงแผ่วเบาว่า |
"หนูไปทำแท้งมาค่ะ หลวงพ่อ
ตอนทำก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด หลังจากนั้นก็นอนไม่หลับและฝันร้ายตลอดมา
หลวงพ่อช่วยหนูด้วย"
"เด็กที่ออกมาเป็นผู้ชายใช่ไหม" ท่านถามเสียงแผ่วเบาเช่นกัน
"ใช่ค่ะ ท่าทางเขาไม่อยากออก หนูรู้สึกอย่างนั้นค่ะ"
"ใช่สิ ก็เขาอยากเกิด หนูก็ไม่ยอมให้เขาเกิด" หญิงสาวสะอื้นหนักขึ้น
บอกละล่ำละลักว่า
"หนูอยากคะหลวงพ่อ แต่...แต่ แฟนหนูเขาไม่ยอมรับ หนูกลัวว่าจะต้องอับอายชาวบ้านที่ท้องไม่มีพ่อ
เลยตัดสินใจทำแท้ง"
"เขาไม่ยอมรับก็ช่างเขา แต่ในเมื่อหนูทำกรรมลงไปก็ต้องยอมรับกรรมนั้นด้วยตัวหนูเอง
ถึงคราวจะต้องอายก็ต้องยอมอาย ดีกว่าไปทำอย่างนั้น รู้ไหมเด็กเขาอาฆาตหนูมากเลย"
"หลวงพ่อไม่มีทางช่วยหนูเลยหรือคะ ได้โปรดเถอะค่ะ"
หล่อนอ้อนวอน ท่านพระครูนั่งนิ่งอยู่อึดใจหนึ่งจึงพูดขึ้นว่า
"หลวงพ่อช่วยหนูได้ไม่มากนักหรอก คนที่จะช่วยหนูได้มากที่สุดก็คือตัวหนูนั่นแหละ
ว่าแต่หนูจะทำตามที่หลวงพ่อแนะนำได้หรือเปล่าล่ะ"
"ได้ค่ะ หลวงพ่อกรุณาบอกมาเถอะค่ะ หนูจะทำตามทุกอย่าง" หล่อนรับคำง่ายดาย
"งั้นก็ดีแล้ว หลวงพ่อสั่งให้หนูมาเข้ากรรมฐานอยู่ที่วัดนี้เป็นเวลาสิบห้าวัน
ระหว่างนี้ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แล้วแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลไปให้เขาทุกวัน
บางทีเขาอาจจะยอมอโหสิกรรม แล้วหลวงพ่อจะช่วยอีกแรงหนึ่ง ช่วยเจรจาต่อรองกับเขาให้"
ได้ยินว่าท่านจะให้มาอยู่วัดถึงครึ่งเดือน สาวน้อยก็ปฏิเสธเสียงลั่น
|
 |
"ไม่ได้ค่ะหลวงพ่อ หนูมาไม่ได้เพราะต้องทำงาน เจ้านายเขาคงไม่ให้ลา"
"อ้าว เมื่อกี้รับปากอย่างง่ายดาย ยังไม่ทันไรเปลี่ยนใจเสียแล้ว ก็ไหนว่าจะทำตามที่หลวงพ่อแนะนำ"
ท่านเจ้าของกุฏิพูดเสียงเรียบ ไม่โกรธไม่ขึ้ง เพราะท่านชินชาเสียแล้วกับความรวนเรของใจมนุษย์
"หลวงพ่อช่วยวิธีอื่นไม่ได้หรือคะ" หล่อนต่อรอง
"วิธีอื่นน่ะเช่นอะไรล่ะจ๊ะ ช่วยแนะนำหลวงพ่อหน่อยซิ"
"ก็รดน้ำมนต์ เสกคาถา อะไรทำนองนี้แหละค่ะ"
"อ้อ หนูชอบของปลอมอย่างนั้น หรือ ของจริงรับไม่ได้ใช่ไหม
หนูจำไว้เลยว่าถ้าหนูชอบของปลอม ชีวิตหนูก็จะพบแต่ของปลอม ๆ มีความรักก็ได้แค่รักจอมปลอม
หนูต้องการอย่างนั้นหรือจ๊ะ"
"หนูต้องการของแท้ค่ะ แล้วก็ต้องการรักแท้ด้วย
แต่หนูก็ไม่เคยได้อย่างที่ใจหวังเลยสักครั้ง เป็นเพราะอะไรคะหลวงพ่อ
เพราะอะไร" หญิงสาวคร่ำครวญด้วยเสียงแผ่วเบา
"เพราะหนูเป็นคนใจโลเลน่ะสิ นี่หลวงพ่อพูดตรง ๆ
อย่างนี้แหละ จะโกรธก็ได้ไม่ว่ากัน ถ้าหนูใจเด็ดเดี่ยหนักแน่น หนูก็จะไม่ต้องมาเป็นอย่างนี้
ที่หลวงพ่อพูดมานี่จริงหรือเปล่าจ๊ะ"
"จริงค่ะ จริงทุกอย่างทุกประการ หนูยอมรับค่ะ"
"จะไม่ยอมรับก็ได้ ไม่ว่ากันอยู่แล้ว" ท่านพูดเรื่อย ๆ
"ตกลงหลวงพ่อจะรดน้ำมนต์ให้หนูไหมคะ" คนยอมรับยังยืนยันความคิดเดิม
ท่านพระครูจึงพูดด้วยเสียงปกติว่า
 |
"อะไร นี่หลวงพ่อพูดมาตั้งนาน หนูยังไม่เข้าใจอีกหรือ ก็ไหนว่ายอมรับไงล่ะ"
"ค่ะ หนูยอมรับว่าหลวงพ่อพูดถูก แต่หนูไม่สามารถทำตามที่หลวงพ่อแนะนำได้
หนูต้องทำงานค่ะ หลวงพ่อกรุณารดน้ำมนต์หรือไม่ก็ช่วยเป่าหัวให้หนูหมดทุกข์หมดโศกเถอะค่ะ"
|
"เสียใจจ้ะหนู หลวงพ่อทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะการทำเช่นนั้นมันไม่ช่วยให้หนูแก้ปัญหาได้
ปัญหาของหนูไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ได้ง่าย ๆ นะหนู แล้วก็นอกจากวิธีที่หลวงพ่อแนะนำแล้ว
ก็ไม่มีวิธีอื่นที่จะแก้ได้" ท่านรู้ว่าอีกไม่นานสตรีผู้นี้จะต้องกลายเป็นคนวิกลจริตเพราะกรรมนั้น
"แต่หนูไม่มีเวลาจริง ๆ ค่ะหลวงพ่อ อย่าว่าแต่สิบห้าวันเลย
แค่สามวันหนูก็คงมาไม่ได้" คนห่วงงานยิ่งกว่าห่วงชีวิตตอบ "ตามใจหนูก็แล้วกัน
ถ้าหนูทำไม่ได้ หลวงพ่อก็ช่วยอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ แล้วก็บอกไม่ได้ด้วยว่าหนูจะต้องทุกข์ทรมานไปอีกนานสักเท่าไร
หลวงพ่อช่วยแนะนำได้เท่านี้แหละ จะให้รดน้ำมนต์หรือเป่าหัวน่ะ หลวงพ่อไม่ทำหรอก
เพราะหลวงพ่อรู้แก่ใจดีอยู่แล้วว่ามันช่วยไม่ได้ พระครูเจริญไม่ชอบหลอกลวงใคร"
"ถ้าอย่างนั้นหนูก็จะลองไปหาวัดอื่นดู เผื่อจะมีหลวงพ่อองค์อื่นช่วยได้"
หล่อนยังมีความหวัง
"ไม่มีหรอกหนู เชื่อหลวงพ่อเถอะ อย่าเสียเวลาไปเลย ท่านแนะนำด้วยความหวังดี
หากคนถูกแนะนำกลับย้อนว่า "ก็ในเมื่อหลวงพ่อไม่ช่วย หนูก็ต้องไปวัดอื่น
หนูลาล่ะค่ะ" หล่อนกราบสามครั้งแล้วลุกออกมาด้วยอาการขัดเคือง
ท่านพระครูส่ายหน้าอย่างระอาแล้วพูดกับคนในที่นั้นว่า
"ดูเอาเถิดญาติโยมทั้งหลายเอ๋ย บอกของจริงให้ไม่เอา จะไปเอาของปลอม
แล้วจะไปแก้ปัญหาได้ยังไง้ แบบนี้เขาเรียกว่าแก้ปัญหาไม่ถูกจุดอย่างที่คนโบราณเขาว่า
"แก้ปัญหาไม่ถูกจุด เหมือนกินมังคุดไม่ถูกเม็ด"
"ผมเคยได้ยินแต่ "แก้ปัญหาไม่ถูกจุดเหมือนกินละมุดถูกเม็ด"
ครับ" พระบัวเฮียวแย้งเรียบ ๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจจะจับผิดครูบาอาจารย์
แต่ปากมันไวไปหน่อย ก็ฝึกมันไว้เสียจนเคย
"มันก็เหมือนกันแหละน่า" ท่านพระครูแก้ "ไม่เหมือนครับ เพราะเม็ดมังคุดน่ะอร่อย
กินได้ แต่เม็ดละมุดกินไม่ได้ หรือว่าหลวงพ่อเคยฉันเม็ดละมุดครับ"
ศิษย์คนซื่อถามซื่อ ๆ |
"ไม่เคยหรอก แต่ที่ฉันว่าเหมือนนั้น ฉันหมายถึงว่ากินมังคุดไม่ถูกเม็ดกับกินลุมุดถูกเม็ดน่ะ
มันก็ครือ ๆ กัน คือไม่บรรลุจุดประสงค์ที่ต้องการไงล่ะ" อาจารย์ผู้มีศิษย์แสนซื่อตอบ
สตรีอีกผู้หนึ่งคลานเข้ามากระซิบกระซาบกับท่านพระครูว่า
"หลวงพ่อคะ หมอเขาว่าฉันเป็นมะเร็งที่มดลูก เป็นเพราะกรรมอะไรคะ" ท่านเจ้าของกุฏิตอบเสียงเบา
ๆ ว่า
"สาเหตุของมะเร็งมดลูก ถ้าจะมองในแง่กรรมก็มีสองอย่าง
อย่างแรกเพราะคนคนนั้นผิดศีลข้อสาม อีกสาเหตุหนึ่งเพราะเคยทำแท้ง
โยมโดนข้อไหนล่ะ อย่างแรกหรืออย่างหลัง" คนถูกถามมีท่าทางลังเล แต่ในที่สุดก็ตอบว่า
"อย่างหลังค่ะ ฉันเคยทำแท้งเมื่อสามปีมาแล้ว แต่หลวงพ่อคะ
แม่ฉันก็ตายด้วยมะเร็งในมดลูกทั้งที่แกไม่เคยผิดศีลข้อสามแล้วก็ไม่เคยทำแท้ง
ฉันสาบานได้ว่าแกไม่เคยจริง ๆ ค่ะ"
"ไม่เคยในชาตินี้น่ะสิ ชาติที่แล้วหรือชาติก่อน
ๆ จะต้องเคย ถ้าไม่มีเหตุ ผลมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร จริงไหม"
"จริงค่ะ แล้วฉันจะมีทางรักษาไหมคะ หมอเขาไม่ยอมรักษาฉัน
เขาให้เวลาอีกสามเดือนก็ให้กลับบ้านเก่าได้" คราวนี้หล่อนถึงกับร้องไห้เพราะเสียดายชีวิต
 |
"หมอเขาว่าอย่างนั้นหรือ" "ค่ะ เขาไม่ได้บอกฉันตรง ๆ เขาบอกกับพี่สาวฉันมาอีกทีหนึ่ง
หลวงพ่อพอจะช่วยฉันได้ไหมคะ" "ได้ แต่โยมต้องช่วยตัวเองด้วย
เวลาสามเดือนที่เหลืออยู่นั้นให้โยมมาปฏิบัติกรรมฐานที่วัดนี้
ปฏิบัติให้เต็มกำลังความสามารถ แล้วอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร
ถ้าเขายอมอโหสิกรรมให้ก็จะหาย ถ้าเขาไม่อโหสิ โยมก็จะตายอย่างมีสติ
ทำได้ไหม" |
"ได้ค่ะ ฉันเตรียมเสื้อผ้ามาแล้ว ขออยู่ตั้งแต่วันนี้เลยนะคะ"
คนเสียดายชีวิตรีบรายงาน
"ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวจะให้สมชายพาไปส่งสำนักชี" แล้วท่านก็เรียกนายสมชายมาสั่งการ
พี่สาวของสตรีผู้นั้นช่วยประคองน้องสาวไปส่งยังสำนักชี ส่วนพี่เขยของหล่อนเดินไปที่รถเพื่อนำกระเป๋าเสื้อผ้ามาให้
สตรีวัยเบญจเพศคลานเข้ามากราบสามครั้ง แล้วพูดด้วยเสียงค่อนข้างดังว่า
"หลวงพ่อคะ หนูถูกไอ้มนุษย์ใจสัตว์มันข่มขืน
ตอนนี้ท้องสามเดือนแล้วค่ะ แม่หนูจะให้เอาเด็กออก แต่หนูไม่ยอม หนูกลัวบาปกลัวกรรมค่ะ"
หล่อนพูดอย่างไม่ยี่หระต่อสายตาใคร ๆ ความเลวร้ายของชีวิตต้องประสบได้หล่อหลอมให้หล่อนเป็นคนกล้าและกร้าว
"ดีแล้วละหนู คิดอย่างนั้นได้ก็ดี นึกเสียว่าเป็นกรรมของเรา
หลวงพ่อไม่สนับสนุนให้ใครฆ่าชีวิตที่บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเพราะเหตุใดก็ตาม
เวรจะระงับได้ก็ต้องไม่จองเวรนะหนูนะ"
|