|
นายสมชายขี่จักรยานกลับมาถึงวัดเวลาประมาณสามทุ่ม
เห็นรถเบ๊นซ์สีดำคันหนึ่งจอดอยู่ที่ลานจอดรถด้านหลังของกุฏิ คิดว่าคงจะต้องมีแขกมาหาท่านพระครู
อาจเป็นคนสามคนที่กลังเดินเห็นหลังอยู่ไว ๆ ข้างหน้านั่น เขาจะต้องไปให้ถึงกุฏิก่อน
เพื่อจะบอกคนทั้งสามว่าหมดเวลารับแขกแล้ว
| วันธรรมดาท่านพระครูจะลงรับแขกเวลาเดียว คือตั้งแต่ ๑๔.๐๐ -
๑๘.๐๐ น. ยกเว้นวันพระ จึงจะลงสองครั้ง ตามที่นายขุนทองจัดตารางให้
ป่านี้เจ้าหนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดคนนั้นคงจะหลับไปนานแล้ว เพราะเป็นคนนอนแต่หัวค่ำ
|
ศิษย์ก้นกุฏินำจักรยานเข้าไปเก็บในโรงรถ เมื่อกลับออกมาก็เห็นชายวัยกลางคนกับสตรีวัยหกสิบเศษช่วยกันประคองบุรุษสูงอายุเข้ามานั่ง
บุรุษนั้นสวมแว่นตาดำ อายุคงอยู่ในราวเจ็ดสิบเศษ ข้ามานั่งแล้วก็ยังไม่ยอมถอดแว่นตาดำออก
เขาจึงเข้าไปถามว่า
"ลุงมาพบหลวงพ่อหรือครับ"
"อุ๊ยตาย" สตรีวัยหกสิบเศษอุทานเสียงสูง แล้วบอกบุรุษที่ใส่แว่นตาดำว่า
"ท่านคะ เขาเรียกท่านว่าลุงแน่ะค่ะ ได้ยินหรือเปล่าคะ" คนถูกเรียกว่าลุงรู้สึกว่า
"อัตตา" วิ่งขึ้นสูงจนหากใช้ปรอทวัดก็คงไม่ต่ำกว่าจุดเดือด
จึงพูดโกรธ ๆ ว่า
"เขาคงไม่รู้ละมั้งว่าพี่เป็นใคร คุณหญิงช่วยบอกเขาเอาบุญหน่อยซิ"
เขาเรียกสตรีผู้นั้นว่า "คุณหญิง"
"ให้ตาเอ้บอกดีกว่าค่ะ ตาเอ้บอกพ่อคนนี้ซีว่าอากับคุณพ่อเธอเป็นใครมาจากไหน"
หล่อนหันไปพูดกับชายวัยกลางคนด้วยท่าทางหยิ่ง ๆ "นายเอ้"
จึงบอกลูกศิษย์วัดว่า
"น้องชาย นี่คือท่านรัฐมนตรีปลด เป็นคุณพ่อของผม
แล้วสตรีผู้นี้คือคุณหญิงอรสา น้องสาวคุณพ่อและเป็นภรรยาของท่านรัฐมนตรีอัครเดช
หวังว่าน้องชายคงเคยได้ยินชื่อนะ ท่านเคยเป็นรัฐมนตรีสมัยที่แล้ว"
นายสมชายแอบโต้ในใจว่า "อย่าว่าแต่รัฐมนตรีสมัยที่แล้วเลย ถึงเป็นรัฐมนตรีสมัยนี้ผมก็ไม่รู้จักใครสักคน"
แต่ปากเขาพูดว่า
"หรือครับ แล้วคุณพี่ผู้ชายเป็นรัฐมนตรีด้วยหรือเปล่าครับ
ผมจะได้ใช้คำพูดให้ถูกกาลเทศะและบุคคล" เข้าตั้งใจประชด หากหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบเศษ
กลับตอบว่า
 |
"ตอนนี้ยังไม่ได้เป็น คิดว่าจะขึ้นสมัยหน้า คุณพ่อผมกรุยทางไว้ให้แล้ว"
คนตอบค่อนข้างมั่นใจ "ถ้าอย่างนั้นท่านก็เป็น ว่าที่รัฐมนตรีใช่ไหมครับ" |
"ก็คงยังงั้น"
"ทีนี้กระผมขอเรียนถามท่านรัฐมนตรีและคุณหญิงว่า ท่านจะมาพบหลวงพ่อใช่ไหมขอรับ"
นายสมชายจำต้องเล่นบทใหม่เพื่อให้ถูกใจคนดู ถูกใจในที่นี้ก็คือถูกกับกิเลสของพวกเขา
ท่านพระครูเคยสอนไว้ว่า การที่จะผูกมิตรกับคนนั้นจะต้องเอา
"ถูกใจ" นำหน้าเสียก่อน แล้วจึงค่อยตามด้วย "ถูกต้อง"
"แหม พ่อหนุ่มนี่น่ารักจริง ๆ พูดจามีสัมมาคารวะ"
คุณหญิงออกปากชมทั้งที่ว่าไปหยก ๆ
"น้องชาย ท่านพระครูอยู่หรือเปล่า" ว่าที่รัฐมนตรีถาม
"อยู่ขอรับ"
"งันก็ขึ้นไปเรียนท่านด้วยว่าท่านรัฐมนตรีมาขอพบ" นายเอ้ออกคำสั่ง
พอดีกับนายขุนทองลงมาจากข้างบน ครั้นเห็นนายสมชายก็ต่อว่าทันที
"กลับแล้วเหรอ นึกว่าจะนอนบ้านสาวซะอีก คนอะไรหายไปตั้งแต่เที่ยง"
คนถูกต่อว่าไม่ได้โต้เถียง หากถามเสียงเรียบว่า
"ยังไม่นอนอีกหรือ นึกว่าหลับไปซะแล้ว หลวงพ่อกำลังทำอะไรอยู่น่ะ"
นายขุนทองไม่ตอบ หากหันไปพูดกับอาคันตุกะทั้งสามว่า
"มาหาหลวงพ่อหรือฮะ ท่านเพิ่งขึ้นไปเมื่อตอนสองทุ่มเอง
วันนี้รับแขกเกินเวลาไปตั้งเกือบสองชั่วโมง พรุ่งนี้เช้าค่อยมาใหม่แล้วกันนะฮะ"
อารมณ์ที่กำลังจะดีขึ้นของคุณหญิงมีอันต้องบูดอีกครั้ง
เมื่อฟังถ้อยคำของเจ้าหนุ่มหน้าหวาน หล่อนแหวใส่ว่า
"นี่เธอ จะพูดจะจาก็ดูคนมั่ง รู้ไหมว่าฉันเป็นใครมาจากไหน"
"ไม่รู้ฮะ แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นใครมาจากไหน หนูก็ไม่สามารถจะให้คุณพบหลวงลุงได้
กฎก็ต้องเป็นกฎฮะ" หนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดเถียงพร้อมกับแสดงตัวว่าเป็นหลาน
ด้วยการเรียกท่านพระครูว่า "หลวงลุง" |
 |
"โอหัง แกนี่โอหังมากนะ นอกจากโอหังแล้วยังพูดจาไม่มีสัมมาคารวะ
ดัดจริตดีดดิ้นไม่มีใครเกิน" ดีที่นายขุนทองไม่ใช่คนมักโกรธ หากเป็นกระเทยคนอื่น
ก็คงปรี่เข้าไปตบคุณหญิงเข้าให้แล้ว เพราะผู้ชายที่มีจิตใจเป็นผู้หญิงนั้นมักเป็นคนเจ้าโทสะ
และยับยั้งสติอารมณ์ไม่ได้ คุณหญิงหันไปบอกนายสมชายว่า
"นี่เธอบอกเจ้ากระเทยนี่ทีซิ ว่าฉันเป็นใครมาจากไหน"
นายสมชายจึงต้องบอกนายขุนทองว่า
"ขุนทอง นี่ท่านรัฐมนตรีกับคุณหญิงมาขอพบหลวงพ่อนะ แต่กระผมไม่ทราบว่าท่านมาจากไหนขอรับ"
ประโยคหลังเขาหันไปพูดกับคุณหญิง
"แหม เธอนี่ไม่มีคอมมอนเซ้นส์เสียเลย เป็นรัฐมนตรีก็ต้องมาจากกรุงเทพฯ
ซียะ" คุณหญิงพาลเอากับนายสมชายเพราะโกรธนายขุนทอง
"จะเป็นใครมาจากไหนหนูไม่สนทั้งนั้น กฎก็ต้องเป็นกฎ
หนูจะไม่ยอมให้ใครเอาอำนาจราชศักดิ์มาทำให้เสียความยุติธรรมหรอก" หนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดยืนกราน
"แต่กฎมันก็มีข้อยกเว้นนะขุนทอง ทำไมเธอไม่ดูเยี่ยงอย่างหลวงพ่อล่ะ
เห็นไหมว่า บางเรื่องท่านก็โอนอ่อนผ่อนปรนให้ ไม่ได้เอาหัวชนฝาไปเสียทุกเรื่องเหมือนที่เธอทำอยู่หรอก"
ลูกศิษย์วัดเตือนด้วยความหวังดีกลับถูก "แว้ด" ใส่ว่า
"ตามใจ ถ้าพี่เห็นว่าหนูไม่ดี หนูก็จะไปนอนละ แล้วถ้าหลวงลุงดุก็อย่าหาว่าหนูไม่เตือนก็แล้วกัน"
ว่าแล้วก็เดินฉับ ๆ เข้าห้องไป คุณหญิงพูดตามหลังว่า
 |
"ดูเอาเถอะ ท่าทางกระฟัดกระเฟียดน่าเกลียดจริ๊ง ทำไม่ท่านพระครูถึงให้คนพรรค์นี้มาอยู่ในวัดนะ"
นายสมชายไม่ออกความเห็น เขาพูดกับคนทั้งสามว่า |
"กระผมต้องขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะขอรับ แกเป็นคนอย่างนี้เอง
แต่ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ข้อนี้กระผมขอรับประกัน"
"ไม่มีอะไรหรอกน้องชาย คุณหญิงอาของผมท่านก็พูดไปอย่างนั้นเอง
จริง ๆ แล้วท่านเป็นคนใจดีมีเมตตา" ว่าที่รัฐมนตรีแก้แทนผู้เป็นอา
เมื่อหลานชายพูดเช่นนี้ คุณหญิงอรอุษาจึงจำต้องปิดปากเงียบ เพราะหากพูดไปอาจจะทำให้
"เสียฟอร์ม" ของคุณหญิงก็เป็นได้
"กระผมจะขึ้นไปกราบเรียนหลวงพ่อก่อนนะขอรับ" พูดจบก็หายขึ้นไปข้างบน
"หลวงพ่อครับ รัฐมนตรีกับคุณหญิงมาขอพบหลวงพ่อครับ" เขารายงานหลังจากทำความเคารพด้วยการกราบ
๓ ครั้ง ท่านพระครู รู้ตั้งแต่รถเบ๊นซ์สีดำวิ่งเข้าประตูวัดมาโน่นแล้ว
ท่านพูดกับลูกศิษย์ก้นกุฏิว่า
"เขากำลังร้อนนะสมชาย ร้อนมากทีเดียว"
"ผมเปิดพัดลมให้แล้วครับ คงไม่ร้อนเท่าไหร่" นายสมชายว่า
"ฉันไม่ได้หมายถึงความร้อนภายนอกนะ แต่หมายถึงร้อนภายใน คนทั้งสามนั่นถูกไฟกิเลสแผดเผาจนร้อนรุ่มกลุ้มทรวง
หวังจะมาให้ฉันช่วยดับ"
"แล้วหลวงพ่อจะช่วยเขาไหมครับ"
"ช่วยไม่ได้หรอกสมชายเอ๋ย ฉันน่ะอยากจะช่วยทุกคนที่มาหา เพราะคนที่มาหาฉันล้วนแต่แบกทุกข์กันมาทั้งนั้น
อย่างที่พระบัวเฮียวท่านแอบตั้งสมญาว่า "พวกเอาปัญหามาให้พระ"
นั่นแหละ
| "แต่ถ้าเขาไม่มีทุกข์เขาก็ไม่มาหาหลวงพ่อหรอกครับ" นายสมชายแย้งอย่างสุภาพ
และข้อโต้แย้งของเขาก็จริงเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์! |
"งั้นสิ คนสมัยนี้เขาจะนึกถึงพระก็ตอนมีทุกข์นั่นแหละ
ตอนมีอำนาจวาสนาก็หลงมัวเมา ก่อกรรมทำชั่วโดยไม่กลัวบาปกลัวกรรม พอกรรมชั่วมาให้ผลทีนี้ก็จะนึกถึงพระ
นึกถึงศาสนา เธอรู้ไหม คนที่อายุมากที่สุดน่ะตาบอด เพราะสั่งสมอกุศลกรรมไว้มาก
มีเงินเป็นร้อย ๆ ล้านยังรักษาไม่หาย โรคกรรมนั้นไม่มีหมอที่ไหนรักษาได้
ข้อนี้ขอให้เธอจำใส่ใจเอาไว้ จะได้ไม่ทำชั่ว"
"แล้วหลวงพ่อรักษาได้ไหมครับ"
"ฉันไม่ใช่หมอ ก็ขนาดหมอเขายังรักษาไม่ได้ แล้วฉันเป็นผู้วิเศษมาจากไหนล่ะ
เธอนี่พูดแปลก ๆ เอาละ เธอไปบอกให้เขารอสักประเดี๋ยว เดี๋ยวฉันจะลงไป"
ท่านออกคำสั่ง
"ให้เขาขึ้นมาข้างบนไม่ดีกว่าหรือครับ เผื่อมีใครมาอีกเดี๋ยวหลวงพ่อก็ไม่ได้พักผ่านกันพอดี"
พูดอย่างเป็นห่วง
"ไม่สำคัญหรอก เรื่องพักผ่อนนั้นไม่สำคัญสำหรับฉันเลย
เพียงแต่ห่วงว่าจะเขียนหนังสือไม่เสร็จตามกำหนดเท่านั้นเอง"
"กำหนดอะไรครับ" ลูกศิษย์ไม่เข้าใจ
"กำหนดกฎเกณฑ์ของชีวิตน่ะสิ ฉันคิดเอาไว้ว่าจะต้องเขียนและพิมพ์ให้เสร็จก่อนวันที่
๑๔ ตุลาคม ๒๕๒๑" ท่านตั้งใจจะให้หนังสือเล่มนี้เป็นตัวแทนของท่าน ผู้ที่ไม่เข้าใจเรื่องปฏิบัติสามารถศึกษาได้จากหนังสือที่ท่านเขียนไว้
ก็ว่าจะบอกให้นายสมชายรู้เมื่อเวลานั้นใกล้เข้ามา นอกจากพระบัวเฮียวแล้วยังไม่มีผู้ใดรู้เรื่องท่านจะประสบอุบัติเหตุรถคว่ำคอหักในวันที่
๑๔ ตุลา
 |
"ทำไมถึงต้องเป็นอย่างนั้นล่ะครับ" ลูกศิษย์วัดไม่เข้าใจ
"อย่าเพิ่งซักถาม เอาไว้ถึงเวลาแล้วฉันจะบอกเอง ลงไปได้ แล้วก็ปิดประตูกุฏิเสียให้หมด
จะได้ไม่มีใครมารบ กวน" นายสมชายกราบสามครั้งแล้วจึงลงมาบอกคนทั้งสามว่า
|
"เดี๋ยวท่านจะลงมาครับ"
"ลงเดี๋ยวนี้ไม่ได้หรือ แหม เรื่องมากจริง เป็นพระเป็นเจ้าไม่น่าเจ้ายศเจ้าอย่าง"
คุณหญิงพูดฉอด ๆ เพราะยังอารมณ์ค้างกับเรื่องนายขุนทอง
"คุณหญิงใจเย็น ๆ น่า ว่าพระว่าเจ้า บาปกรรมรู้ไหม"
อดีตรัฐมนตรีเตือนน้องสาว ฟังหล่อน "พล่าม" มานานเลยต้องเบรค ๆ ไว้เสียบ้าง
"ก็มันจริง ๆ นี่คะท่าน" คนเป็นคุณหญิงเถียงพี่ชาย
แล้วบ่นกระปอดกระแปดว่า
"นี่ตั้งสามทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว กว่าจะถึงบ้านมิสองยามสามยามหรอกหรือ"
"ถึงเมื่อไหร่ก็ช่างเถอะ ขอให้มันถึงก็แล้วกัน คุณหญิงพูดราวกับว่าไม่เคยกลับบ้านดึก
ๆ ยังงั้นแหละ จำไม่ได้แล้วหรือ สมัยที่คุณอัครเดชยังอยู่น่ะ คุณหญิงนั่งจั่วไพ่ตั้งแต่หัวค่ำยันรุ่งสางไม่เห็นบ่นสักคำ
แถมบางวันยังไปเต้นรำกับไอ้หนุ่ม กลับบ้านตีสามตีสี่โน่น ทีมาวัดดึกหน่อยทำบ่น"
อดีตรัฐมนตรีว่าน้องสาว
สมัยที่สามียังมีชีวิต คุณหญิงหลงระเริงกับ
"อำนาจวาสนา" และทำตัว "ซ่า" จนคนเป็นพี่ชายแท้ ๆ ก็ยังหมั่นไส้
ถูกว่าเช่นนี้คุณหญิงก็มีอารมณ์ จึง "แหว" ใส่พี่ชายว่า
|