บ่ายสองโมง ของวันเสาร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์
ขณะที่ท่านพระครูกำลัง "รับแขก" อยู่ที่กุฏิชั้นล่าง นางสาวกิมเจ็งก็เดินร้องไห้กระซิก
ๆ เข้ามา
"หลวงพ่อ เตี่ยตายแล้ว" หล่อนตะโกนข้ามศีรษะแขกเหรื่อที่นั่งเบียดเสียดกันอยู่หน้าอาสนะ
"อ้าว อีหนู ตะโกนข้ามหัวแม่ผัวซะแล้ว" สตรีวัยกลางคนพูดขึ้น
นางกำลังหงุดหงิดเพราะยังอีกนานกว่าจะถึง "คิว"
"ฉันยังไม่มีผัว ถ้าจะมี ก็ไม่เอาคนอย่างลื้อมาเป็นแม่ผัวหรอก"
สาววัยเต็มยี่สิบยังมีแก่ใจเถียง" โกรธผู้หญิงคนนั้นเลยหยุดร้องไห้
"ไหนเข้ามาพูดใกล้ ๆ ซิ ญาติโยมโปรดหลีกทางให้เขาเข้ามาหน่อย"
ท่านพระครูออกคำสั่ง บุตรสาวนายฮิมจึงเดินแหวกผู้คนเข้ามา จะค้อมหลังให้สักนิดก็ไม่มี
|
"โอ๊ย....กิริยามารยาทยังงี้ ฉันก็ไม่เอามาเป็นลูกสะใภ้ให้ปวดกบาลฉันหร็อก"
หญิงคนเดิมว่าอีก หากคราวนี้นางลดเสียงลง ด้วยไม่ต้องการให้คนถูกว่าได้ยิน
"ไงล่ะหนู เตี่ยตายเมื่อไหร่ แล้วเจ๊นวลศรีออกจากโรงพยาบาลแล้วหรือยัง"
ท่านเจ้าของกุฏิถาม
"ตายเมื่อตอนเที่ยงนี่เองค่ะ แม่ให้หนูมาบอกหลวงพ่อว่า จะเอาศพมาไว้ที่วัดนี้
อาม่ายังอยู่โรงพยาบาล"
"จะมาสวดกงเต็กที่นี่หรือ คงไม่ได้หรอกหนู เพราะเสียงจะไปรบกวนคนที่มาเข้ากรรมฐาน
เอาไว้ที่บ้านนั่นแหละ จะเผาหรือฝังล่ะ"
"ยังไม่รู้เลย แม่ว่าต้องรอถามอาม่าก่อน
สงสัยอาม่าแกคงรู้ว่าเตี่ยจะตายวันนี้ แกบอกให้หนูกับแม่กลับบ้านมาดูเตี่ย
บอกถ้ามีปัญหาอะไรให้มาถามหลวงพ่อ ที่หลวงพ่อพูดเมื่อวันไปเยี่ยมอาม่าว่า
อีกสามวันพวกหนูก็จะได้ใช้ชุดกงเต็กน่ะ แปลว่าหลวงพ่อรู้ว่าเตี่ยจะตายใช่ไหม
ทำไมหลวงพ่อไม่บอกตั้งแต่วันนั้น หลวงพ่อน่าจะช่วยเตี่ย อย่างน้อย
ๆ ก็ให้น้องสามคนเรียนจบเสียก่อน" หล่อนรายงานแถมท้ายด้วยการต่อว่าท่านพระครู
|
 |
"ทำไม่หลวงพ่อจะไม่ช่วย หลวงพ่อช่วยจนสุดความสามารถแล้ว
แต่เตี่ยหนูเขาไม่ช่วยตัวเอง ชวนมาเข้ากรรมฐาน ก็ไม่มา ให้เอาแผ่นสวดมนต์ที่อาม่ามาสวด
ก็ไม่เอา ครั้งหลังสุดหลวงพ่ออุตส่าห์จดบทสวดพุทธคุณให้ไปท่อง เขาก็ไม่ยอมท่องอีก
ห่วงแต่เรื่องทำมาหากิน เสร็จแล้วเป็นยังไง นี่แหละเป็นเพราะเขาไม่ยอมเชื่อหลวงพ่อ
ไม่ยอมเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ถึงตัวหนูเองก็ไม่เชื่อใช่ไหมล่ะ"
 |
"หนูเป็นคนสมัยใหม่นี่คะ เอาเถอะ
หนูกำลังเศร้าโศก ไม่อยากเถียงกับหลวงพ่อ ตกลงหนูจะไปบอกแม่ว่าหลวงพ่อให้เอาศพไว้ที่บ้าน
งั้นหนูลาละ จะไปตามน้องสาวสามคน ที่เรียนอยู่ลพบุรี" หล่อนพูดอย่างไม่สบอารมณ์
นึกขัดเคืองมารดาที่ส่งหล่อนมาขอความช่วยเหลือจากท่าน ที่จริงแล้วหล่อนไม่ได้รับความช่วยเหลือใด
ๆ เลย |
"ไม่ต้องไปตามหรอกหนู น้องเขารออยู่ที่บ้านแล้ว
กลับไปช่วยแม่เขาเถอะ แล้วก็ไม่ต้องไปบอกหนูกิมฮวยที่กรุงเทพฯ หรอก
อาม่าหนูเขาคงบอกแล้ว" ท่านพระครู "ช่วยเหลือ" ทั้งที่ฝ่ายนั้นคิดว่าท่านมิได้ช่วยอะไรเลย
"หนูไปละหลวงพ่อ" หล่อนกราบเหมือนไม่เต็มใจ แล้วลุกเดินดุ่ม
ๆ ออกมาเหมือนเมื่อตอนเข้าไป
"แหม กิริยายังกะม้าดีดกระโหลก แบบนี้หลวงพ่อให้มาเป็นลูกศิษย์ได้ยังไงคะ"
สตรีวัยกลางคนได้โอกาสนินทาลับหลัง
"จะเป็นม้าดีดกระโหลกหรือช้างดีดกระโหลก
อาตมาก็ต้องรับทั้งนั้นแหละโยม ที่วัดป่ามะม่วงไม่มีการสอบคัดเลือก
แต่น้องสาวเขาเรียบร้อยดีนะ คนที่ชื่อกิมฮวยที่อาตมาพูดถึงน่ะ
ส่วนแม่หนูคนนี้เขาชือกิมเจ็ง" ท่านพระครูถือโอกาสอธิบายทั้งที่ไม่มีผู้ถาม
"จริงหรือคะ ไม่น่าเป็นไปได้ พี่น้องก็น่าจะเหมือน
ๆ กัน"
"ไม่เสมอไปหรอกโยม โบราณเขาถึงสอนเอาไว้ว่า "ไม่ไผ่ยังต่างปล้อง
พี่น้องยังต่างใจ" มันต่างกรรมต่างวาระ จะให้เหมือนกันได้ยังไง
|
"โอ้โฮ หลวงพ่อพูดเกือบเป็นกลอนเลยครับ" บุรุษที่นั่งหน้าสุดเอ่ยปากชม
"อ้อ ยังงั้นหรือ กลอนประตูหรือกลอนหน้าต่างล่ะโยม" ท่านถามยิ้ม ๆ
ผู้ที่นั่ง ณ ที่นั้น ไม่มีผู้ใดกล้าคิดปฏิเสธว่า ยิ้มของท่านไม่สวย
 |
"ไม่ใช่ทั้งสองอย่างครับ กลอนในที่นี้หมายถึงบทกลอน
หลวงพ่อพูดเกือบเหมือนบทกลอน ที่ว่าเกือบเหมือนหมายความว่ายังเหมือนไม่หมด
คือเหมือนครึ่งหนึ่ง ไม่เหมือนครึ่งหนึ่งครับ" เขาอรรถาธิบาย
ท่านพระครูรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่า ลักษณะการพูดแบบนี้ น้ำเสียงอย่างนี้
เหมือนใครหนอ แล้วก็นึกออกว่าเหมือนนายสมชาย ลูกศิษย์ก้นกุฏิของท่านนั่นเอง
|
"เอาละ ใครมีอะไรก็ว่าไป วันนี้อาตมาเห็นจะต้องเลิกเร็วหน่อย
จะไปเยี่ยมศพเตี่ยของแม่หนูคนนั้น"
"ยายม้าดีดกระโหลกน่ะหรือคะ" หญิงกลางคนถือโอกาสว่าอีก
"อย่าเก็บเรื่องของคนอื่นมาเป็นอารมณ์เลยโยม อาตมาขอร้องเถอะ เขาจะเป็นยังไงก็เรื่องของเขา
ก็กรรมเขาทำมาอย่างนั้น" ท่านเจ้าของกุฏิกล่าวเตือน สตรีนั้นจึงสงบปากสงบคำลง
นายทหารยศพันโทวัยสามสิบเจ็ดก้มลงกราบท่านพระครูสามครั้ง
แล้วจึงเริ่มเรื่อง เขามาถึงก่อนใครเพื่อนจึงได้ "พูดธุระ" กับท่านเป็นคนแรก
"หลวงพ่อครับ ผมรอดตายอย่างปาฏิหาริย์ เพราะบารมีของหลวงพ่อคุ้มครอง"
พูดอย่างสำนึกในบุญคุณของท่าน
|
 |
|