 |
"โอยปวด....ปวดเหลือเกิน หลวงพ่อจ๋า
ช่วยลูกช้างด้วย" สตรีวัยยี่สิบเศษนอนร้องครวญครางอยู่ตรงประตูทางเข้า
หล่อนสวมผ้าซิ่นสีน้ำตาลเข้ม ทว่าท่อนบนเปลือยเปล่า ปทุมถันข้างหนึ่งใหญ่กว่าปกติประมาณสามเท่าของอีกข้าง
ในมือหล่อนถือเสื้อมาด้วย อาจารย์ชิตกำลังนั่งสมาธิอยู่ ได้ยินเสียงร้องครวญคราง
จึงลืมตาขึ้นดู |
ภาพที่เห็นไม่ได้ทำให้เขาเกิดความกำหนัดยินดีในกามคุณ
เพราะหญิงสาวผู้นี้คงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกสาวของเขา ความรู้สึกที่มีต่อหล่อนคือสมเพชเวทนา
รู้ว่าหล่อนจะต้องเป็นมะเร็งที่เต้านมแล้วก็คงเจ็บปวดไม่แพ้มะเร็งต่อมน้ำเหลืองของเขา
| "หนู ทำไมไม่ใส่เสื้อให้เรียบร้อยล่ะ มาหาพระหาเจ้าควรแต่งการให้มิดชิดนะหนูนะ"
บุรุษสูงอายุพูดด้วยเมตตา
"มันใส่ไม่ไหวจ้ะลุง ปวด ปวดเหลือเกิน ลองลุงมาเป็นฉันมั่ง
จะรู้ว่ามันทรมานแค่ไหน" หญิงสางพลางสะอื้นฮัก ๆ
"ลุงรู้ ทำไม่จะไม่รู้ นี่ลุงก็เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมาห้าปีแล้ว
ปวดอย่างที่หนูปวดนั่นแหละ แล้วก็เหม็นเน่าด้วย หนูได้กลิ่นไหมล่ะ"
เขาชี้แผลที่คอบริเวณใต้กกหูข้างขวา |
ขณะที่อาจารย์ชิตสนทนาอยู่กับผู้หญิงคนนั้น นายขุนทองก็ตะลีตะลานขึ้นไปรายงานท่านพระครู
เห็นท่าทางลนลานของอีกฝ่าย นายสมชายจึงออกมาดูและรู้สึกสงสารหล่อน
หากความสงสารนั้น ก็ระคนด้วยความกำหนัดยินดีตามประสาคนหนุ่มที่มาเห็นเพศตรงข้ามเปลือยอก
 |
"หลวงลุงเร็ว ๆ เข้า นางมณโฑ.....นางมณโฑ"
นายขุนทองละล่ำละลัก ท่านพระครูวางปากกาแล้วถาม
"อะไรของเอ็งล่ะ นางมณโฑไหน ใช่คนที่เป็นเมียทศกัณฐ์หรือเปล่า"
ท่านเจ้าของกุฏิถามอย่างอารมณ์ดี |
"จะใช่หรือเปล่าก็ไม่รู้ซีฮะ หลวงลุงลงไปดูเอาเองดีกว่า
เขาร้องหาหลวงลุงอยู่น่ะ" ท่านพระครูจึงเดินลงมาทันเห็นสายตาของลูกศิษย์หนุ่มซึ่งจ้องเขม็งอยู่ที่อกหญิงสาว
จึงออกอุบายว่า
"สมชายไปดูยาที่ตากไว้ซิว่า
แห้งหรือยัง ถ้ายังก็ให้นั่งเฝ้าไว้จนกว่าจะแห้ง เมื่อแห้งแล้วก็นำไปคั่ว
เสร็จแล้วก็ต้มน้ำมากาหนึ่ง ต้มให้เดือดด้วยนะ" ชายหนุ่มจึงจำลุกออกไปทั้งแสนเสียดาย
เดินพลางนึกในใจว่า "แม่เจ้าโวย ทำไมมันถึงได้ใหญ่โตขนาดนั้น
นี่ของแฟนเรา จะได้ครึ่งหรือเปล่าหนอ" ปุถุชนคนหนุ่มคิดคำนึงไปถึงคนรัก
เห็นท่านเจ้าของกุฏิลงมา หญิงสาวจึงคลานเข้ามาใกล้อาสนะ
กราบพลางคร่ำครวญว่า |
 |
"หลวงพ่อช่วยลูกช้างด้วย ปวดจะตายอยู่แล้ว" หล่อนร้องไห้สะอึกสะอื้น
ท่านพระครูแผ่เมตตาจิตไปให้ กระแสแห่งเมตตาทำให้หล่อนรู้สึกว่า ความเจ็บปวดนั้นบรรเทาเบาลง
 |
"ใส่เสื้อก่อนหนู นุ่งห่มให้เรียบร้อย
ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวหลวงพ่อจะช่วย" ท่านพูดอย่างปรานี นายขุนทองนั่งคุมเชิงอยู่ใกล้
ๆ ด้วยเกรงว่าหล่อนจะเข้ามาประชิดติดตัวหลวงลุง ก็หล่อนดูเจ็บปวดจนขาดสติออกอย่างนั้น
หญิงสาวหยุดสะอื้น เอาเสื้อในมือขึ้นมาใส่ แล้วจึงบอกท่านว่า
"ปวดเหลือเกินจ้ะหลวงพ่อ มันทรมานฉันเหลือเกิน
ไอ้โรคบ้า ๆ นี่" หล่อนพูดอย่างโกรธแค้น ทั้งโกรธทั้งแค้นเจ้าโรคร้ายที่มาคุกคามชีวิตหล่อน
"หนูมาจากไหนเล่านี่ บ้านอยู่ไหน" ท่านเจ้าของกุฏิถาม |
"โธ่ หลวงพ่อ จำฉันไม่ได้หรือ ส้มป่อยไงล่ะ บ้านอยู่ตรงข้ามวัดโน่นไง"
หล่อนชี้มือไปยังบ้านที่ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา
"อ้าวเอ็งหรอกหรือส้มป่อย แล้วมายังไงล่ะนี่"
เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงถาม ท่านเห็นนางสาวส้มป่อยมาตั้งแต่หล่อนยังเป็นเด็กตัวเล็ก
ๆ เพราะหล่อนมักตามมารดามาทำบุญที่วัดนี้ทุกวันพระ เพิ่งมาหายหน้าหายตาไปเมื่อห้าหกปีมานี้
"ฉันมาเรือจ้างจ้ะ หลวงพ่อช่วยฉันด้วยเถอะ
ฉันไม่มีเงินไปหาหมอ ทุกวันนี้ ฉันก็ตัวคนเดียว พ่อแม่พี่ส้องหายสาบสูญไปหมด"
"แน่ล่ะซี ข้าก็ได้ข่าวอยู่เหมือนกัน เอ็งเห็นหรือยังล่ะว่า
เวรกรรมนั้นมีจริง ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้าหรอก จำได้หรือเปล่าว่าเอ็งทำกรรมอะไรไว้"
"จำไม่ได้จ้ะ หลวงพ่อช่วยบอกฉันด้วยเถอะ"
หล่อนว่า
"อ้าว ก็เองทำเอง จะมาให้ข้าบอกได้ยังไง
ลองนึกดูดี ๆ ซิ" |
"ฉันขี้เกียจนึก
หลวงพ่อนึกเผื่อฉันด้วย แล้วช่วยบอกฉันทีว่า จะแก้กรรมได้ยังไง"
หล่อนพูดง่าย ๆ นึกโกรธขึ้นมาตะหงิด ๆ ตามวิสัยของคนที่เจ็บป่วยด้วยโรคร้าย
ท่านพระครูไม่ถือสา เพราะมนุษย์ทุกรูปนาม
ย่อมมีธรรมชาติเหมือนกันหมด นั่นคือ เมื่อสุขกาย ใจก็แช่มชื่น
ครั้นเมื่อทุกข์กาย ใจก็เศร้าหมอง และมองโลกในแง่ร้าย
เหมือนดังนางสาวส้มป่อยผู้นี้ |
|
 |
"เอาละ เมื่อเอ็งนึกไม่ออก ข้าก็จะช่วยนึกให้
จำได้หรือเปล่า เมื่อห้าหกปีที่ผ่านมา เองเอาลูกหมาใส่เรือมาปล่อยที่ฝั่งนี้
แล้วข้าเตือนเอ็ง เอ็งก็ไม่เชื่อ ลูกหมามันยังเล็ก ยังไม่ทันลืมตาด้วยซ้ำ
เอ็งก็นำมันมาปล่อยเสียแล้ว ข้าบอกให้มันโตอีกสักหน่อย พอช่วยตัวเองได้เสียก่อน
แล้วจะเอามันมาปล่อยที่วัด ข้าก็ไม่ว่า นี่เอ็งเถียงฉอด ๆ ว่า
แม่ใช้ให้มาปล่อย รู้ไหมลูกหมาเหล่านั้น มันก็นอนตายอยู่ริมหาดนั่นเอง
ข้าเตือนทั้งแม่เอ็งด้วยว่า อย่าไปสร้างเวรสร้างกรรม แม่เอ็งก็ไม่เชื่อข้า
แถมโกรธจะเป็นจะตาย ขนาดไม่ยอมมาทำบุญที่วัดนี้อีก ทีนี้เป็นยังไงล่ะ
โดนกฎแห่งกรรมเล่นงานทั้งครอบครัวเลย ข้ารู้ตลอด เพราะมีคนเขาบอกข้า
จะให้เล่าหมล่ะว่าเกิดอะไรขึ้น" |
อาจารย์ชิตกำลังนั่งสมาธิอยู่ใกล้ ๆ เขาได้ยินเรื่องที่ท่านพระครูพูดแล้วก็ฟังเพลิน
จนถึงกับทิ้ง "พอง-ยุบ" มาสนใจที่การสนทนา ท่านเจ้าของกุฏิจึงพูดขึ้นว่า
"โยม อยากฟังก็ลืมตาได้ นั่งหลับตาฟังยังงั้นจะไปรู้เรื่องอะไร
เอาเถอะ อาตมาอนุญาต" ดังนั้นบุรุษสูงวัยจึงลืมตาด้วยท่าทางขัดเขินที่ท่านรู้ทัน
"ว่าไง จะให้ข้าเล่าหรือเปล่า
แต่ถึงไม่ให้ ข้าก็จะเล่า เพราะเอ็งมาให้ข้าช่วย ขอบอกไว้
ณ ที่นี้เสียเลยว่า นอกจากข้าแล้ว ไม่มีใครช่วยเอ็งได้ ถึงเอ็งจะไปหาหมอ
เขาก็ช่วยเอ็งไม่ได้" |
|
"เอาเหอะ ๆ หลวงพ่อจะเล่าก็เล่าไปเถอะ ก็ฉันไม่มีทางเลือกแล้วนี่
ไอ้หมอ ไอ้หมาที่ไหน ฉันก้ไม่ไปหามันหรอก ไม่มีเงินให้มัน" สาววัยยี่สิบเศษพูดพาล
ๆ
 |
"หนู พูดกับพระกับเจ้า ควรจะให้สุภาพหน่อย
ลุงรู้ว่าหนูหงุดหงิดเพราะความเจ็บปวด ถึงลุงเองก็เป็นอย่างหนูมาก่อน
แต่ลุงก็พยายามสงบสติอารมณ์ ที่หลวงพ่อท่านพูดมาก็จริงของท่านนะ
นี่ขนาดลุงเป็นมาห้าปี ผ่าตัดมาสองครั้งก็ยังไม่หาย ลุงก็หวังจะมาตายอยู่ใกล้หลวงพ่อ
เพิ่งมาได้วันเดียวยังรู้สึกว่าอาการดีขึ้น หนูจะต้องหายแน่
เชื่อลุงเถอะ แล้วก็พูดกับท่านให้สุภาพหน่อย ชีวิตของหนูอยู่ในกำมือท่านก็ว่าได้"
เขาเตือนด้วยความหวังดี เพราะคิดว่าหล่อนก็เหมือนลูกหลานคนหนึ่งของเขา |
"ลุงก็อยู่ส่วนลุงซี มายุ่งอะไรกะฉัน ฉันจะพูดยังไงก็ไม่เห็นจะหนักกบาลใคร"
หล่อนถือโอกาสเล่นงานอาจารย์ชิต เพราะโกรธท่านพระครู
"อีส้มป่อย นี่กูชักจะทนไม่ไหวแล้วนะ
ประเดี๋ยวก็ตบล้างน้ำซะนี่ จะตายอยู่รอมร่อแล้วยังมาทำกำแหง
เดี๋ยวกูตบสลบแล้วลากไปทิ้งหาดทรายให้ตายอย่างลูกหมานั่นหรอก"
นายขุนทองพูดอย่างเหลืออดเหลือทน พลางเงื้อมือไม้ นางสาวส้มป่อยตกตะลึกอ้าปากค้าง
เห็นท่าทางเอาจริงของอีกฝ่าย ก็ชักกลัว |
|
"ขุนทอง เอ็งไปดูที่ครัวซิ สมชายคั่วยาเสร็จหรือยัง
ไปเดี๋ยวนี้เลย" ท่านเจ้าของกุฏิออกคำสั่ง คิดไม่ทันคาดไม่ถึงว่าหลานชายจะร้ายกาจถึงปานนี้
นายขุนทองขยับปากจะพูดแต่ท่านรีบห้ามว่า "ไม่ต้องพูดอะไรทั้งสิ้น รีบไปทำตามที่ข้าสั่ง"
หนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดจึงเดินตุปัดตุป่องออกไป
|