
|
 |
คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
| หนังสือทั่วไป
เล่ม 4 |
| ::
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม :: |
เรื่อง
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม - ๖๐
โดย สุทัสสา อ่อนค้อม
ธันวาคม ๒๕๓๗ |
 |
เช้าวันพฤหัสบดีที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๗ หลังจากปฏิบัติกรรมฐานเป็นเวลาสองชั่วโมงแล้ว
เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วง ก็แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลไปให้สรรพสัตว์และเจ้ากรรมนายเวร
ก่อนที่ท่านจำกำหนด "ลืมตาหนอ" ก็มีเสียงก้องดังอยู่ในโสตประสาท
"วันนี้ใช้หนี้นกกระยาง วันนี้ใช้หนี้นกกระยาง"
ฉับพลันท่านก็ระลึกถึงกรรมที่ได้ทำไว้กับเจ้านกตัวนั้น จึงตอบในใจว่า
"รู้แล้ว เอาเถอะ เราขอชดใช้บาปที่เคยทำ กรรมที่เคยก่อ จะได้ไม่ต้องมีหนี้สินติดตัวไปในภพหน้า"
แล้วท่านจึงกำหนดลืมตา เหลือเวลาอีกสิบห้านาทีสำหรับการเตรียมตัว พันโทวิชญ์จะมารับท่านไปในการทำบุญขึ้นบ้านใหม่
ซึ่งนางสาวบงกชรัตน์ เป็นผู้นิมนต์ไว้ |
เวลาหกโมงสิบห้านาที นายขุนทองก็ขึ้นมารายงาน"หลวงลุงฮะ
ผู้พันมาแล้วฮะ" ท่านเจ้าของกุฏิรับทราบ และชมว่า"มาแล้วหรือ ตรงเวลาดีจริง"
นายสมชายถือย่ามเดินลงมาก่อน เขาดีใจที่วันนี้ไม่ต้องทำหน้าที่ขับรถ
เพราะท่านพระครูบอกว่า ผู้พันรับอาสาขับรถมารับและมาส่ง ศิษย์วัดลงไปแล้ว
ท่านพระครูจึงกำหนด "ยืนหนอ" พร้อมกับลุกขึ้นยืน
เมื่อเดินไปยังบันไดก็กำหนด "เดินหนอ เดินหนอ" และเมื่อก้าวลงบันได
ท่านก็กำหนด "ลงหนอ" อนิจจา..แม้จะมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลาทุกขณะจิต
แต่ในเมื่อถึงกาลที่อกุศลกรรมมาให้ผล ก็เกิดเหตุขึ้นจนได้
ท่านพลัดตกลงมานั่งพับเพียบแต้อยู่บนแท่นพักบันได รู้สึกปวดแปลบที่ขาข้างขวา
และท่านก็รู้ว่ามัน "หัก" เรียบร้อยไปแล้ เพราะกรรมที่เคยหักขานก!
เสียงเหมือนของหนักตกลงมา ทำให้นายสมชายเปิดประตูเข้าไปดู เห็นท่านเจ้าของกุฏินั่งพับเพียบอยู่บนแท่นพัก
ชายหนุ่มก็พอจะเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น |
| "หลวงพ่อตกบันไดหรือครับ" ถามอย่างตกใจ "เจ้ากรรมนายเวรเขามาทวง" ท่านพระครูตอบ
พลางกำหนด "ปวดหนอ ปวดหนอ" อยู่ในใจ "แล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ"
ถามพลางวิ่งเข้าไปประคอง "ไม่เป็นอะไรมากหรอก แค่ขาหัก" ตอบหน้าตาเฉย"ขาหัก"
นายสมชายพูดเสียงดัง เมื่อได้ยินคำตอบ เขารีบเปิดประตูออกมารายงานพันโทวิชญ์
"ผู้พันครับ หลวงพ่อตกบันไดขาหัก" พันโทหนุ่มใหญ่รีบเข้ามาช่วยกันกับนายสมชาย
ประคองท่านออกมานั่งยังอาสนะ อาจารย์ชิตต้องพักการเดินจงกรม แล้วเข้ามานั่งใกล้
ๆ ด้วยความเป็นห่วง |
 |
 |
"ผมจะนำท่านส่งโรงพยาบาลนะครับ" พันโทวิชญ์พูด
ใจนั้นนึกกังวลว่า คงจะไปไม่ทันฤกษ์อย่างแน่นอน ท่านพระครูรู้ใจจึงว่า
"ไม่ต้องหรอกผู้พัน ยังไง ๆ อาตมาก็ต้องไปให้ทันฤกษ์เขา ขอพักห้านาทีเท่านั้น"
อาจารย์ชิตแย้งขึ้นว่า "แต่หลวงพ่อขาหักนะครับ จะทนปวดไหวหรือครับ"
"ไหวหรือไม่ไหว อาตมาก็ต้องทน เพราะอาตมากำลังใช้หนี้กรรม โยมเห็นแล้วใช่ไหมว่า
ทุกคนก็ต้องมีกรรมด้วยกันทั้งนั้น" "ถ้าอย่างนั้น เมื่อเสร็จพิธีแล้ว
ผมจะนำหลวงพ่อส่งโรงพยาบาลนะครับ" นายทหารพูดอย่างโล่งอก"ไม่ต้อง ผู้พันไม่ต้อง
อาตมาขอขอบใจในความปรารถนาดีของผู้พัน อาตมาตั้งใจไว้แล้วว่า จะชดใช้กรรม
เดือนเดียวก็หายเป็นปกติ" |
พูดจบ ท่านก็หลับตา สำรวมจิตให้ตั้งมั่นแล้วจึงร่าย
"คาถาพระโมคคัลลาน์ประสานกระดูก" รักษาขาข้างที่หัก เสร็จแล้วจึงลืมตา
บอกนายสมชายและนายทหารผู้นั้นว่า"เรียบร้อยแล้ว ไปกันหรือยัง" คนทั้งสองเข้ามาจะประคองท่านให้ลุกขึ้น
หากท่านห้ามไว้"ไม่ต้อง อาตมาลุกเองได้" แล้วท่านค่อย ๆ ลุกขึ้น เมื่อเท้าแตะพื้น
ความเจ็บปวดประดังขึ้นมาอีกเป็นร้อยเท่าทวีคูณ กระท่านท่านก็แข็งใจเดิน
แต่ละย่างก้าว สร้างความเจ็บปวดแก่ท่านจนแทบน้ำตาร่วง จึงจำต้องกำหนด "ปวดหนอ
ปวดหนอ" อยู่ตลอดเวลา"หลวงลุงแน่ใจหรือฮะว่าจะเดินไหว" นายขุนทองถามพลางเดินตามไปส่งที่รถ
อาจารย์ชิตนั้นรู้สึกสงสารท่าน จนอยากจะร้องไห้ ท่านคงจะเจ็บปวดมากยิ่งกว่าเขาปวดแผลหลายเท่านัก
"แน่ใจสิ ว่าแต่ว่าเอ็งช่วยดูแลโยมเขาให้ดี
วันนี้ข้าไม่ได้ออกบิณฑบาต เพราะฉะนั้น เอ็งต้องไปเอาอาหารที่โรงครัว
มาให้โยมเขาทั้งมื้อเช้าและมื้อเพล อย่าเอาแต่นอนล่ะ" ท่านแสดงความห่วงใยคนป่วย
|
 |
ทั้งที่ตัวเองก็กำลังเผชิญกับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส
เห็นท่านเดินเกือบเหมือนคนปกติ ้เพียงแต่ช้ากว่า พันโทหนุ่มใหญ่จึงคิดว่าขาของท่านคงไม่ถึงกับหัก
อาจจะเพียงแค่กระดูกร้าว เพราะถ้าขาหัก ต้องเดินไม่ไดเมื่อถึงรถ นายสมชายเปิดประตูให้ท่านเข้าไปนั่งเบาะหลัง
ส่วนตัวเขานั่งหน้าคู่กับคนขับ ออกรถแล้ว พันโทวิชญ์จึงออกความเห็นว่า |
|
  
หน้าต่อไป
|