|
 |
ส่งท่านพระครูแล้ว พันโทวิชญ์ก็กลับไปทำงาน
เพราะลามาครึ่งวันที่กุฏิ นายขุนทองกำลังนั่งคุยประจ๋อประแจ๋กับชายหญิงคู่หนึ่ง
ครั้นเห็นหน้าชัดเจน จึงได้รู้ว่า คนคู่นั้นคือหลานชายและหลานสะใภ้ของท่านนั่นเองเมื่อคนทั้งสองก้มลงกราบท่านเรียบร้อยแล้ว
นายจ่อยก็เอ่ยทักขึ้นว่า "หลวงน้าสบายดีหรือครับ เห็นเจ้าขุนทองมันว่าหลวงน้าตกกระไดขาหัก
จริงหรือเปล่าครับ""เอ็งว่าจริงหรือเปล่าเล่า" ท่านย้อนถามคนเป็นหลาน
"ไม่รู้ซีครับ ก็เห็นหลวงน้าเดินปกติดีอยู่" นายจ่อยตอบ "แต่ก็ปวดนะครับ
หลวงพ่อท่านบอกผมว่า ท่านปวดเกือบตลอดเวลา แต่ที่พี่เห็นว่าปกติเพราะท่านใช้คาถา
"พระโมคคัลลาน์ประสานกระดูก" นายสมชายบอกกล่าว หลังจากที่ได้ทักทายคนทั้งสองด้วยการ
"ไหว้" แล้ว "อ้อ ยังงั้นหรอกหรือ แล้วหลวงน้าไม่ไปหาหมอหรือครับ"
"ผู้พันจะพาไป แต่หลวงพ่อท่านไม่ยอม ท่านบอกว่า ต้องการจะชดใช้กรรม
อีกเดือนเดียวก็จะหายเป็นปกติ" ศิษย์วัดตอบอีก |
นายจ่อยรู้สึกไม่พอในที่นายสมชายตอบคำถามแทนท่านพระครู เขาอุตส่าห์ลงท้ายด้วย
"ครับ" ก็เพราะต้องการจะให้ท่านตอบ "คุณรู้ได้ยังไงว่า อีกเดือนเดียวจะหาย"
คราวนี้เขาถามชายหนุ่มและไม่มี "ครับ" ลงท้าย "หลวงพ่อท่านบอก" คนตอบไม่ยอมลง
"ครับ" เช่นกัน "อ้าว โยมเขาไปไหนเสียล่ะ ท่านเจ้าของกุฏิถามหาอาจารย์ชิต
เมื่อไม่เห็นเขาอยู่ ณ ที่นั้น "ไปเดินจงกรมอยู่หน้าโบสถ์ฮ่ะ เขากระซิบบอกหนูว่ารู้สึกเกรงใจจมูกของพี่จ่อยกับพี่จุก"
นายขุนทองเป็นคนตอบ "แล้วเอ็งจัดการให้เขากินข้าวกินปลาหรือยัง" "เรียบร้อยแล้วฮ่ะ
พอเขาอิ่ม พี่จุกกับพี่จ่อยก็มาถึง เขาก็ไปหน้าโบสถ์" "ลมอะไรหอบเอ็งสองคนมาล่ะ
แล้วนี่กินข้าวกินปลาแล้วหรือยัง" ท่านถามสองสามีภรรยา"ยังเลยจ้ะหลวงน้า
ฉันก็รู้สึกหิวอยู่เหมือนกัน พี่จ่อย เราไปกินข้าวกันก่อนดีไหม" นางจุกชวนสามี
ท่านพระครูจึงว่า"พากันไปกินให้อิ่มท้องเสียก่อน เรื่องอื่นไว้ค่อยคุยกันทีหลัง
จะค้างไหมเล่า"
| "คงไม่ค้างหรอกหลวงน้า ผมจะเอารถมาให้หลวงน้าช่วยเจิม ผมออกรถใหม่แล้วครับ"
คนเป็นหลานบอกอย่างภาคภูมิใจ"ยังงั้นหรือ ไปรวยอะไรมาล่ะ" "ผมไม่ได้รวยหรอกครับ
เงินจุกเขา" "เอ็งถูกรางวัลที่หนึ่งหรือไงจุก" ท่านสัพยอกคนเป็นหลานสะใภ้
หากหล่อนกลับยอมรับหน้าตาเฉยว่า"จ้ะหลวงน้า เรื่องมันประหลาดมาก
เดี๋ยวกินข้าวอิ่มแล้ว ฉันจะเล่าให้หลวงน้าฟัง ไปกันเถอะพี่จ่อย"
คนทั้งสองลุกออกไปแล้ว ท่านพระครูจึงถามนายขุนทองว่า"แล้วเอ็งล่ะ
กินแล้วหรือยัง" "เรียบร้อยแล้วฮ่ะหลวงลุง ตอนหนูไปเอามาให้อาจารย์เขา
หนูก็อัดใส่ท้องตัวเองให้เต็มเสียก่อน" หลานชายตอบ"การกินการอยู่
ใครไม่สู้พ่อ" นายสมชายเปรยขึ้น"การพายการถ่อ พ่อไม่สู้ใคร"
นายขุนทองต่อให้ แล้วอรรถาธิบายว่า "พ่อ" ในที่นี้หมายถึงพี่นะ
เพราะพี่เป็นผู้ชาย |

|
ถ้าพี่จะว่าหนู ต้องใช้คำว่า "แม่" ถึงจะถูก" "ขนาดนั้นเชียว" นายสมชายเย้า"ใช่สิ
ว่าแต่ว่าพี่ไม่หิวเหรอ น่าจะไปกินพร้อมกับพี่จ่อยกะพี่จุกเขา" "ข้ายังอิ่มแปล้อยู่เลย
อาหารบ้านงานเขาอร่อย ๆ ทั้งนั้น แล้วข้าก็หิวด้วย เลยว่าซะท้องกางไปเลย"
"เอาละ เป็นอันว่าเอ็งสองคนอิ่มหมีพีมันกันดีแล้ว ทีนี้ฟังข้า ตั้งใจฟังให้ดีนะ""ครับ"
"นี่สมชาย ถ้ามีเวลาก็ลองไปวัด ไอ. คิว. ดูเสียบ้าง รู้สึกว่า มันจะต่ำเกินพิกัดไปแล้วนะ"
"ครับ ถ้าผมมีเวลาจะทำตามที่หลวงพ่อแนะนำครับ" ศิษย์วัดตอบหน้าตาเฉย
ท่านพระครูมิรู้ว่าจะยอกย้อนประการใด จึงนิ่งเสียหลวงพ่อยังไม่ตอบคำถามของผมเลยครับ"
ชายหนุ่มทวง"เอาละ เมื่ออยากรู้ ฉันก็จะตอบ แต่ถ้าคน ไอ. คิว. สูงหน่อย
เขาจะรู้เอง แล้วก็จะไม่ถามอย่างที่เธอถามมานี่หรอก" ท่านถือโอกาสเหน็บแนมก่อนตอบว่า"ฉันจะไม่ออกบิณฑบาต
เพราะแม้จะลงไปสรงน้ำ
ฉันยังไม่ลง แล้วทำไมจะต้องไปเดินเป็นกิโล
ๆ การทำเช่นนั้นเป็นการทรมานตัวเองมากเกินไป เข้าข่าย
"อัตตกิลมถานุโยค" ที่พระพุทธองค์ทรงติเตียนว่าเป็นทางปฏิบัติที่สุดโต่ง
ฉันเป็นศิษย์พระตถาคต จึงต้องดำเนินรอยตามพระพุทธองค์ เข้าใจหรือยัง""เข้าใจแล้วครับ
เป็นอันว่า ผมจะไปนำอาหารจากโรงครัวมาถวายหลวงพ่อทุกเช้า ส่วนเรื่องหนักเรื่องเบา
|
 |
ผมว่าหลวงพ่อไม่ต้องลงมาก็ได้ ผมจะเป็นคนเทกระโถนเอง
นะครับ""ขอบใจเธอมาก แต่ฉันคงจะไม่รบกวนเธอถึงขนาดนั้น เท่าที่มาคอยปรนนิบัติรับใช้
ก็ขอบใจเหลือเกินแล้ว""ไม่เป็นไรครับ ถึงคราวผมบ้าง หลวงพ่อจะได้ช่วย
หลวงพ่ออย่าลืมสัญญานะครับ ปีหน้าฟ้าใหม่ หลวงพ่อบอกว่าผมจะได้แต่งงาน"
คำบอกกล่าวนั้นกินความไปถึง "ค่าสินสอด-ทองหมั้น" ที่ท่านพระครูจะช่วยอนุเคราะห์"ผมเห็นพี่จุกเขาถือถุงสีน้ำตาลมาด้วย
สงสัยจะนำปัจจัยมาถวายหลวงพ่อ ยังไงก็อย่าลืมผมนะครับ" เขาเกริ่น"หนูด้วยฮ่ะหลวงลุง
แล้วหนูก็เป็นญาติกะพี่จ่อยเขาด้วย เพราะฉะนั้นก็ไม่ควรจะได้น้อยกว่าพี่สมชายเขา"
คนทั้งสองต่างตั้งความหวัง"เอ็งจะเอาเงินไปทำอะไร" ท่านถามคนเป็นหลาน"ดัดผมแล้วก็ซื้อเสื้อ
กระโปรง รองเท้าส้นสูง" นายขุนทองตอบด้วยใฝ่ฝันอยากได้มานาน"น้อย ๆ
หน่อย ถ้าเอ็งจะเอาไปซื้อสิ่งเหล่านี้ ข้าไม่ให้เอ็งหรอก ที่ให้มาอยู่ด้วย
ก็เพื่อจะให้เอ็งเป็นผู้ชายเต็มตัว" ท่านพระครูว่า"แต่หนูอยากเป็นผู้หญิงเต็มตัวมากกว่า"
หลานชายทำกระเง้ากระงอด"เจ้าขุนทอง" ท่านพระครูเรียกชื่อหลาน ด้วยเสียงหนัก
ๆ"ขา" หลานชายตัวดีขานรับเสียงใส
 |
นี่ข้าขอร้องเถอะนะ ข้ากำลังปวดขา อย่าให้ต้องมาปวดหัวอีกเลย
เธออีกคน" ท่านหันไปเล่นงานนายสมชาย"ร่วมมือกันทำให้ฉันปวดหัวดีนัก
จะไปไหนก็ไปเถอะไป๊ ฉันไม่อยากเห็นหน้าพวกเธอ""ก็หลวงพ่อให้ผมทำความสะอาดกุฏิชั้นบน
แล้วผมจะไปไหนได้ล่ะครับ" นายสมชายยังยั่ว"หนูก็เหมือนกัน หลวงลุงให้คอยดูว่า
ถ้าพี่สองคนเขามา ให้เขาขึ้นไปหาหลวงลุงข้างบน แล้วก็ให้ไปตามอาจารย์เขามาปฏิบัติข้างในนี้
แล้วหนูจะไปไหนได้ล่ะฮะ" ประโยคท้ายเขาเลียนแบบนายสมชาย"งั้นก็ทำหน้าที่กันไป
หยุดพูดได้แล้ว ข้าชักจะเวียนหัวเต็มแก่แล้ว ข้าจะขึ้นข้างบนละ"
แล้วท่านจึงค่อย ๆ ลุกจากอาสนะ รู้สึกปวดที่ขาข้างขวาเป็นกำลัง
นายสมชายกับนายขุนทองจะช่วยพยุง ท่านก็ว่า "ไม่ต้อง ข้าไปเองได้"
แล้วท่านก็เดินขึ้นชั้นบนอย่างเชื่องช้า |
ในใจนั้นกำหนด "ปวดหนอ ปวดหนอ"
เกือบตลอดเวลา"เรื่องที่ท่านพระครูตกบันไดขาหักแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว
โดยนายขุนทองเป็นผู้กระจายข่าว พระสงฆ์องค์เณรตลอดจนอุบาสกอุบาสิกาที่อาศัยอยู่ในวัดป่ามะม่วง
ต่างพากันห่วงใยท่านครั้นทราบจากคนกระจายข่าวว่า ท่านยังคงปฏิบัติกิจนิมนต์ได้
พวกเขาก็โล่งใจและคอยหาโอกาสมากราบเยี่ยม เมื่อเห็นท่านกลับมา จึงพากันมาที่กุฏิ
ด้วยความเป็นห่วงคนกระจ่ายข่าวจึงต้องขึ้นไปรายงานให้ท่านทราบ"ลงไปบอกเขาว่า
ข้าขอบใจที่เป็นห่วง ข้าไม่เป็นอะไรมาก แล้วก็ขอโทษที่ไม่ได้ลงไปให้พบ
ครั้นจะให้มาพบข้างบน ก็ไม่มีที่จะให้นั่ง ขอให้ทำหน้าที่ของตัวเองไป
ใครมีปัญหาอะไร ก็ให้ไปปรึกษาพระมหาบุญหรือพระบัวเฮียวก็ได้" ท่านเจ้าของกุฏิสั่งการ
|