เห็นพระบัวเฮียวนั่งคุยอยู่กับท่านพระครู
นายจ่อยให้ดีใจยิ่งนัก กราบท่านสามครั้งแล้ว ชายหนุ่มจึงว่า "ผมคิดถึงหลวงพี่เหลือเกิน
นี่ก็ว่าเสร็จธุระแล้วจะแวะไปกราบเยี่ยม ดีใจจริง ๆ ที่ได้พบ" "โยมจ่อยมาตั้งแต่เมื่อไหร่
โยมจุกล่ะ สบายดีหรือ หายไปหลายเดือนเลยนะ" พระหนุ่มทักทายสองสามีภรรยา"หลวงพี่ดูอ้วนขึ้นนะจ๊ะ
จวนสำเร็จหรือยังจ๊ะ" "สำเร็จอะไรล่ะโยม" "สำเร็จมรรคผลน่ะจ้ะ หลวงพี่จวนสำเร็จหรือยัง"
|
 |
"ยังหรอกโยม ยังอีกไกลเชียวแหละ นี่ก็ถูกหลวงพ่อท่านตำหนิว่า
ปฏิบัติไม่ก้าวหน้า" ท่านชิงบอกเสียก่อน ก็ยังดีกว่าให้ท่านพระครูเป็นผู้บอก
เพราะจะทำให้ท่านต้อง "เสียหน้า" มากกว่านี้"เธอจะน้อยอกน้อยใจไปใยนะบัวเฮียว
ฉันติเพื่อก่อต่างหาก ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนบ้ายอ ถ้าฉันชมเธอ เธอก็คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว
ดีแล้ว ก็เลยไม่ขวนขวายทำความเพียร จริงไหมล่ะ" ท่านเจ้าของกุฏิชี้แจง พระบัวเฮียวรู้สึกใจชื้นขึ้นเป็นกอง
จึงถือโอกาสยั่วพระอุปัชฌาย์ว่า
 |
"ผมเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าที่หลวงพ่อติผมเป็นเพียงอุบายเท่านั้นเองใช่ไหมครับ
ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า หลวงพ่อเป็นบุคคลผู้มากด้วยอุบาย" "เธอจะว่าฉันมากเล่ห์เพทุบายใช่ไหมล่ะ"
ท่านเจ้าของกุฏิรู้เท่าทัน"หามิได้ครับ ผมจะบังอาจว่าพระอุปัชฌาย์ยังงั้นได้ยังไง
หลวงพ่อเห็นผมเป็นคนเนรคุณไปแล้วหรือครับ พระบัวเฮียวได้ชื่อว่า เนรคุณพระอุปัชฌายาจารย์หรือครับ"
"นี่หลวงน้ากะหลวงพี่จะโต้คารมกันอีกนานไหมครับ ถ้านานผมจะได้ขออนุญาตหลับรอ"
นายจ่อยขัดขึ้น เมื่อเห็นว่าภิกษุสองรูปต่างก็มีคุณสมบัติ "ช่างเจรจา"
ไม่ย่อหย่อนกว่ากัน"พอหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อนหรือไง เอ็งนี่ไม่ไหวเลยนะ
แบบนี้เขาเรียกว่าคนขี้เกียจ ใช่ไหมจุก" ท่านพระครูหันมา "เล่นงาน"
ลูกชายของพี่สาว |
"พี่จ่อยเขาไม่ขี้เกียจหรอกจ้ะหลวงน้า เขาขยันทำมาหากิน
ใคร ๆ ก็ออกปากชมกันทั้งนั้น" นางจุกแก้ต่างให้สามี"แสดงว่ามันเพิ่งจะขยันตอนมีเมีย
สมัยที่อยู่กะข้า มันขี้เกียจยังกะอะไรดี" ท่านเจ้าของกุฏิไม่ยอมแพ้ เห็นหลานสะใภ้ไม่เข้าข้าง
ท่านจึงถือโอกาสเล่าเรื่องในอดีตที่พาดพิงไปถึงหล่อนว่า"คิดถึงตอนนั้นแล้วข้ายังนึกขำไม่หาย
สองคนน้าหลานเทข้าวทิ้งน้ำทุกวัน เพราะรังเกียจขี้มูกเอ็ง เอ็งทำให้ข้าต้องผิดวินัยข้อไม่เคารพบิณฑบาต"
"ใช่ หลวงน้า เรื่องมันผ่านไปเป็นสิบปีแล้วยังจะขุดขึ้นมาเล่าอีก" นางจุกชักโมโหโกรธา
พระบัวเฮียวได้โอกาสแก้แค้นจึงว่า"นั่นสิโยม หลวงพ่อเพิ่งสอนอาตมาอยู่หยก
ๆ ว่าไม่ให้พะวงถึงอดีตและอนาคต ให้อยู่กับปัจจุบันเท่านั้น ยังไม่ทันไรหลวงพ่อลืมซะแล้ว"โอ้โฮ
สนุกกันใหญ่ ช่วยกันตะลุมบอนฉันอยู่คนเดียว วันนี้วันอะไรนะ ฉันถึงได้ดวงตกขนาดนี้
ขาหักแล้วยังมาถูกคนเขารุมว่า" ท่านเจ้าของกุฏิโอดครวญ ใจจริงนั้นรู้สึกอบอุ่นที่คนใกล้ชิดทั้งในอดีตและปัจจุบันมาชุมนุมกันพร้อมหน้า
| "วันพฤหัสบดี ขึ้นเจ็ดค่ำ เดือนสี่ ปีขาลครับ"
นายสมชายหันไปอ่านปฏิทินที่แขวนอยู่ข้างฝา ท่านเจ้าของกุฏิหันไปมองลูกศิษย์
แล้วค้อนงาม ๆ หนึ่งวง นายจ่อยโวยวายว่า"ต๊าย หลวงน้าค้อนก็เป็นด้วย
นี่เพราะอยู่ใกล้เจ้าขุนทองใช่ไหมครับ" นายสมชายรีบสนับสนุนว่า"นั่นซีครับพี่จ่อย
หลวงพ่อพูดเสมอ ๆ ว่า นายขุนทองมาอยู่รับใช้ใกล้ชิดท่าน จะได้หายเป็นกระเทย
ไป ๆ มา ๆ หลวงพ่อกลับจะมาเอาเยี่ยงอย่างเจ้าขุนทองเสียแล้ว" "อะไร
ๆ ใครเอาเยี่ยงอย่างใคร" นายขุนทองเข้ามาได้ยินพอดี เขาเลือกนั่งตรงหัวบันไดด้วยไม่มีที่จะนั่ง
เพราะความคับแคบของห้อง"ดีจริง ๆ มากันพร้อมหน้าพร้อมตาดีจริง เอาเลย
พากันเล่นงานข้าเสียให้สมแค้น" ท่านพระครูประชด"หลวงลุงกำลังถูกเล่นงานหรือฮะ"
"แน่ละซี เอ็งจะช่วยข้าหรือเปล่าล่ะ" ท่านหาพวก |

|
"ช่วยซี้ ไม่ช่วยหลวงลุงแล้วหนูจะช่วยใครล่ะ"
หลานชายว่า ครั้นมองไปที่ถุงกระดาษสีน้ำตาลซึ่งวางอยู่บนตักนางจุก
จึงพูดใหม่ "หนูอยู่ฝ่ายพี่จุกดีกว่า เพราะเป็นผู้หญิงเหมือนกัน พี่จุกอยู่ฝ่ายไหน
หนูก็อยู่ฝ่ายนั้น" "อ้าว ไหงเปลี่ยนใจเร็วนักล่ะ ว่าแต่ว่าที่ขึ้นมานี่มีธุระอะไรกับข้าหรือเปล่า"
ท่านพระครูถาม"ไม่มีหรอกฮ่ะ หนูนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ในห้อง รู้สึกเซ็ง
เลยลองขึ้นมาฟังดูซิว่าคุยเรื่องอะไรกันบ้าง และที่สำคัญคือ อยากจะรู้ว่าพี่จุกทำยังไงถึงได้ถูกรางวัลที่หนึ่ง"
"โยมจุกถูกรางวัลที่หนึ่งหรือ" พระบัวเฮียวถาม "จ้ะหลวงพี่ เรื่องมันประหลาดมาก
ฉันว่าจะมาเล่าให้หลวงน้าฟัง" นางจุกตอบ ท่านพระครูจึงว่า"งั้นเล่าได้เลย
อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้วนี่หรือว่าจะไปตามโยมเขามาฟังอีกคน" |
ท่านหมายถึงอาจารย์ชิต"อย่าเลยจ้ะหลวงน้า ตัวแกเหม็นยังไงก็ไม่รู้
เหมือนกลิ่นหนูตาย ฉันคงทนไม่ได้ ยิ่งห้องแคบ ๆ ยังงี้ ฉันคงเป็นลมเสียก่อนที่จะเล่าจบ"
ภรรยานายจ่อยว่า"หลวงลุงค่อยเล่าให้เขาฟังทีหลังก็ได้นี่ฮะ" นายขุนทองตัดสิน
เขาเองแม้จะชินกับกลิ่นนั้น แต่หากเลี่ยงได้ ก็อยากจะเลี่ยง"ตกลง เมื่อจะเอายังงั้นก็ตกลง
เอาละ เอ็งเล่าไปเลยจุก" "เรื่องมันประหลาดมากจ๊ะหลวงน้า" นางจุกอารัมภบท"นี่เอ็งพูดยังงี้สามครั้งแล้วนะ"
ท่านพระครูขัดขึ้น"พูดยังไงจ๊ะ" นางจุกชักงง"ก็พูดว่า "เรื่องมันประหลาดมาก"
น่ะซี"โธ่ หลวงน้า ก็มันประหลาดจริง ๆ นี่นา" หล่อนเถียง"งั้นก็เล่าไปเลย
เล่าไปเสียก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ" "เปลี่ยนใจเรื่องอะไรหรือหลวงน้า" "ก็เปลี่ยนใจไม่ฟังเอ็งเล่าไงล่ะ"
ท่านเล่นตัว"งั้นฉันก็เปลี่ยนใจไม่เล่า" หล่อนถือโอกาสเล่นตัวบ้าง
 |
นายขุนทองต้องคะยั้นคะยอว่า"เล่าเถอะฮ่ะพี่จุก หนูอยากฟัง ใครไม่อยากฟังก็เอามืออุดหูไว้"
เขาประชดผู้เป็นลุง"อาตมาขอฟังด้วยคน" พระบัวเฮียว "เว้าซื่อ ๆ" "ผมด้วยครับ"
นายสมชายพูดบ้าง"ข้าในฐานะเจ้าของห้อง ถึงจะไม่อยากฟังก็ต้องฟัง" ท่านเจ้าของกุฏิพูดเลี่ยงไปอีกทางหนึ่ง"ถ้างั้นเราลงไปเล่ากันข้างล่างดีไหม"
นายจ่อยชวน"อย่าเลย ฉันเหม็นลุงคนนั้น" คนเป็นเมียว่า"พวกเอ็งเป็นอะไรกันไปแล้วนี่
พูดจาเลอะเลือนล่ามป้ามกันอยู่ได้ เอาละ ๆ จะเล่าก็เล่าไป อย่ามัวโอ้เอ้"
ท่านพระครูตัดบทอย่างรำคาญ นางจุกจึงตั้งต้นเล่า"เรื่องมันประหลาดมากจ้ะหลวงน้า"
"รู้แล้ว ๆ เอ็งพูดยังงี้มาสี่หนแล้ว" ท่านพระครูขัดขึ้น"เอาอีกแล้วหลวงน้าขัดคอฉันอีกแล้ว
เป็นยังงี้ทุกท |
แล้วก็มาหาว่า พวกฉันพูดจาเลอะเลือนล่ามป้าม" นางจุกต่อว่าและได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้ที่นั่งอยู่
ณ ที่นั้นทุกคน ยกเว้นพระบัวเฮียว ผู้ซึ่งเพิ่งจะรู้สึกสงสารพระอุปัชฌายาจารย์"เอาเถอะ
ๆ ทีนี้ข้าไม่ขัดคอเอ็งแล้ว เล่าต่อไปซิว่ามันประหลาดยังไง" "เรื่องมันประหลาดมากจ้ะหลวงน้า"
หล่อนพูดประโยคเดิมอีก คราวนี้คนฟังต่างพากันเห็นคล้อยตามท่านพระครู ว่าคนเล่าพูดจาซ้ำ
ๆ ซาก ๆ น่ารำคาญ แล้วก็น่าขัดคอจริง ๆ นั่นแหละ ครั้นไม่มีผู้ใดขัดคอ คนเล่าจึงพูดต่อ
"เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ขณะที่ฉันนั่งเย็บเสื้อโหลส่งเขาอยู่ในร้านของฉัน
ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับร้านขายกาแฟ ฉันก็เห็นตัวเงินตัวทองคลานมาที่หน้าร้านกาแฟ..."
"เป็นยังไง ตัวเงินตัวทองที่ว่าน่ะ" นายสมชายถาม นายจ่อยจึงอธิบายแทนคนเป็นเมียว่า"ตัวคล้าย
ๆ กิ้งก่า แต่ใหญ่กว่าหลายสิบเท่า ดูเผิน ๆ คล้ายน้องจระเข้ จะเรียกว่าพี่กิ้งก่าหรือน้องจระเข้ก็ได้"
"อ๋อ ตัวเหี้ย"
นายขุนทองโพล่งออกมา นางจุกจึงว่า"ถูกแล้ว แต่พ่อแม่ปู่ย่าตายายฉันสอนไว้ว่า
ให้เรียก "ตัวเงินตัวทอง" ทีนี้คนขายแกแฟนั่นก็ไล่ใหญ่ ตาผัวก็ไล่
ยายเมียก็ไล่เสียง "ไป๊ ไอ้ตัวเหี้ย ไปให้พ้น" ตัวเงินตัวทองเขาก็ไม่ไป
แล้วยังคลานเข้าไปในร้าน เสียงเมียร้องว่า "ตายแล้ว ซวยตายเลยกู ตัวเหี้ยเข้ามาในร้าน"
ส่วนผัวก็เอาน้ำร้อนในหม้อที่ใช้สำหรับชงกาแฟขาย ราดลงบนตัวเขา เขาคงร้อนเลยวิ่งหนีมาเข้าร้านฉัน
ฉันกลัวก็กลัว เขามาชะเง้ออยู่ตัวหน้าฉัน ฉันก็ปลดสายสร้อยหนักสองสลึงโยนใส่เขา
ปากก็ว่า "เงินไหลนองทองไหลมา" พร่ำอยู่อย่างนี้ ยกมือไหว้เขาด้วย
เขาก็ยังไม่ไป ฉันก็มีเงินอยู่ห้าบาท เป็นแบงค์ ๔ ใบ เหรียญห้าสิบสตางค์
๒ เหรียญ ฉันก็โยนใส่เขาและว่า "เงินไหลนอง ทองไหลมา" เขาก็ผงกหัวแล้วแลบลิ้นออกมา |
มีต่อ........๖๒
|