|
พับจดหมายใส่ซองปิดผนึกเรียบร้อยแล้ว
ท่านพระครูจึงเอ่ยถามชายหนุ่มตรงหน้า "คุณว่าคุณมาตามภรรยาหรือ"
ไม่ปรากฏบ่อยนักที่ท่านจะใช้คำว่า "คุณ" กับผู้ใด เพราะคำ ๆ นี้จะถูกนำมาใช้กับเฉพาะแต่กับคนที่ท่านรู้ว่าเขามีความรู้สึก
"ห่างเหิน" ต่อท่านเท่านั้น ความรู้สึกดังกล่าวขึ้นอยู่กับ |
 |
"คุณสมบัติทางใจ" ของแต่ละคนผู้ที่มาวัดป่ามะม่วงส่วนใหญ่จะมาเพราะศรัทธานับถือในท่านพระครู
หากก็มีบางคนที่มาแล้วเกิดความรู้สึกไม่ยอมรับนับถือท่าน ทั้งนี้เพราะคุณสมบัติทางใจของเขาเป็นไปในทางลบ
เช่นเป็นคนที่ชอบสร้างอกุศลกรรมเป็นเนืองนิตย์ จนจิตคุณเคยกับความชั่วร้าย
ครั้นเมื่อมาพบบุคคลเช่นท่าน ซึ่งเป็นผู้มีคุณสมบัติทางใจตรงข้ามกับของตน
จึงไม่สามารถทำใจให้ยอมรับนับถือได้ เมื่อเขามีความรู้สึกห่างเหินต่อท่านเช่นนี้
ท่านจึงต้องวางตนให้เหมาะสมกับความรู้สึกของเขาด้วย การไม่ใช้ถ้อยคำที่แสดงความเป็นกันเองให้เขาต้องอึดอัดขัดข้องใจ
"ครับ เห็นเขาว่าเธอหนีมาบวชชีที่วัดนี้" "ทำไมถึงต้องหนีมาล่ะ" ท่านทดสอบ
"คุณสมบัติทางใจ" ของบุรุษตรงหน้า
 |
"เรามีเรื่องกันนิดหน่อยครับ เรื่องของผัวเมีย"
คำตอบนั้นบอกเป็นนัย ๆ ว่า "คนเป็นพระอย่ามายุ่ง"
เอ ถ้าอย่างนั้นเห็นจะเป็นคนละคนเสียแล้ว เพราะแม่หนูคนที่ชื่อเตย
เขาบอกอาตมาว่าเขายังไม่ได้แต่งงาน สงสัยคุณคงจะมาผิดวัดเสียแล้ว"
ชายหนุ่มรู้สึกผิดหวัง แต่แล้วก็ถามอีกว่า "เขาท้องหรือเปล่าครับ
ภรรยาผมเขาตั้งท้องอ่อน ๆ"
"อันนี้อาตมาไม่ขอตอบ เพราะมันเป็นความลับของเขา ว่าแต่ว่าคุณเป็นสามีทำไมถึงปล่อยให้เขาหนีมาบวชล่ะ"
ท่านซักไซ้เพื่อให้เขาสารภาพผิด "ผมเรียนท่านตั้งแต่ต้นแล้วนี่ครับว่าเป็นเรื่องของผัวเมีย
ท่านเป็นพระก็อยู่ส่วนพระ" นอกจากจะไม่ยอมสารภาพแล้ว เขายังใช้ถ้อยคำที่ไม่สมควรกับท่านอีกด้วย
|
"ถ้าอย่างนั้นอาตมาก็ต้องขอโทษที่เข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของคุณ ที่ถามเพราะอยากจะช่วยแก้ปัญหา
แต่ในเมื่อคุณคิดว่าอาตมายุ่งก็ต้องขอโทษด้วย" เห็นท่านยอมรับผิด ชายหนุ่มจึงรุกอีกว่า
"ท่านอนุญาตให้เขาบวชได้ยังไง คนหนีผัวมาท่านก็ยังบวชให้ ผมว่าท่านทำไม่ถูกต้องนะครับ"
"ใครว่าอาตมาให้เขาบวชล่ะคุณ" เจ้าของกุฏิแย้ง รู้สึกสมเพชบุรุษตรงหน้าเสียนัก
"กฎแห่งกรรม" ของเขาเปิดเผยให้เห็นว่าเขาไม่มี "ทุนเดิม" อยู่เลย ทุนเดิมที่หมายถึงบุญกุศล
"อ้าว ถ้าไม่ได้บวชแล้วทำไมเขาหายมาตั้งร่วมยี่สิบวัน แล้วเขามอยู่ที่นี่ในฐานะอะไร
หลวงพ่อให้เขาอยู่ในฐานะอะไรไม่ทราบ" ชายหนุ่มแสดงอาการก้าวร้าวและคิดอกุศลต่อท่านเจ้าอาวาสเพราะ
ฤทธิ์หึง
| "คุณ อย่าคิดอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้หน่อยเลย
มโนทุจริตก็มีทุกข์มีโทษนะคุณ อาตมาไม่เคยคิดอกุศลเช่นนั้น เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน
ประเดี๋ยวอาตมาจะให้เด็กเขาไปเรียกแม่หนูคนนั้นมา แล้วคุณลองไปคุยกับเขา
ไปถามเขาดู ไม่ต้องถามต่อหน้าอาตมาก็ได้ เพราะเดี๋ยวจะไม่กล้าพูดความจริงต่อกัน
คุณลงไปรอเขานะ ให้รออยู่ข้างล่างนั่นแหละ ถ้ายังมีข้อข้องใจสงสัยค่อยขึ้นมาถามอาตมา"
"ขอผมไปรอเขาที่อื่นไม่ได้หรือข้างล่างเหม็นออกจะตายไป |
 |
เหม็นตาแก่ที่นั่งหลับตาอยู่นั่น" เขาหมายถึงอาจารย์ชิต ช่วงที่มานั่งรอนายขุนทองขึ้นมารายงานท่านเจ้าของกุฏิ
เขาต้องทนนั่งดมกลิ่นร้ายกาจที่โชยมาจากกายของบุรุษนั้น "งั้นก็ไปนั่งรอที่ศาลาริมแม่น้ำก็ได้
ที่นั่นอากาศดี แล้วบอกเด็กของอาตมา ให้พาแม่หนูเตยไปหาที่นั่น" ท่านแก้ปัญหาเรื่องกลิ่นให้เขา
"งั้นผมไปละ คงจะเป็นคนเดียวกับภรรยาผม" เขาว่า แล้วจึงลุกออกไปโดยมิได้ทำความเคารพนายขุนทองนั่งรอฟังข่าวอยู่ครั้นเห็นเขาลงมาจึงถาม"ท่านว่ายังไงบ้างฮะพี่"
คนถามอยากรู้"จะว่ายังไงกันไม่ใช่เรื่องของแก พาฉันไปรอที่ศาลาท่าน้ำ แล้วไปตามเมียฉันให้มาพบด้วย"
คนถูกถามออกคำสั่ง นายขุนทองรู้สึกขัดเคืองกับถ้อยคำและกิริยาของอีกฝ่าย
แรกเห็น เขาแอบชื่นชมในใจว่า "สุดหล่อ" ครั้นได้ฟังถ้อยคำ ได้เห็นกิริยาเย่อหยิ่งจองหองของชายหนุ่ม
จึงประเมินค่าบุรุษนั้นในใจ หล่อแต่รูปจูบไม่หอม" "หลวงลุงสั่งหรือ" เขาถาม
หากไม่ใช่คำสั่งของท่านพระครู เขาจะไม่ยอมไป ด้วยนึกชังน้ำหน้าคนยโสโอหัง
| "ทำไมต้องให้ท่านสั่ง ฉันสั่งไม่ได้หรือไง"
ชายหนุ่มถามพาล ๆ
"ได้ คุณสั่งได้ แต่ผมไม่จำเป็นต้องทำ เพราะคุณไม่ใช่เจ้านายผม แล้วผมก็ไม่ชอบให้ใครมาวางอำนาจที่กุฏิหลวงลุงของผม
ขนาดรัฐมนตรีเขายังไม่วางอำนาจเลย แล้วคุณเป็นใครไม่ทราบ"ความโกรธทำให้นายขุนทองเรียกความรู้สึกความเป็นผู้ชายกลับคืนมา
สายตาดูถูกดูแคลนของอีกฝ่ายทำให้เขาต้องปิดบังซ่อนเร้นความรู้สึกที่อยากจะเป็นเอาไว้คนทั้งสองทุ่มเถียงกันหนักขึ้นและเสียงก็ดังขึ้น
ๆ ตามลำดับ อาจารย์ชิตกำลังนั่งสมาธิอยู่มีอันต้องกำหนด "เสียงหนอ
เสียงหนอ" อย่างแสนจะรำคาญ กระทั่งได้ยินนายสมชายเข้าห้ามทัพ |
"เรื่องอะไรกัน เกรงใจอาจารย์เขาบ้างซี"
"ผู้ชายคนนี้ มาหาเรื่องกับผมก่อน" นายขุนทอง "ฟ้อง" ศิษย์วัดรู้สึกดีใจที่เพื่อนร่วมกุฏิใช้คำว่า
"ผม" แทนที่จะเป็น "หนู" อย่างเคย ทั้งซุ่มเสียงก็ฟังดูเป็นผู้ชายเฉกเช่นคนอื่นเขา
"ใครหาเรื่องใคร ฉันใช้แกดี ๆ แกก็มาพาลเอากะฉัน" คนมาตามหาเมียเถียง
"เขาใช้อะไรเอ็งก็ไปทำเสียสิขุนทอง เขาเป็นแขกหลวงพ่อนะ" ชายหนุ่มเตือนสติคนอายุน้อยกว่า
แล้วถามคนเป็นแขกว่า "คุณใช้เขาทำอะไรหรือครับ" "ฉันให้เขาช่วยพาไปที่ศาลาท่าน้ำแล้วก็ให้ตามเมียฉันไปที่นั่น"
เห็นนายสมชายเข้าข้าง ชายหนุ่มยิ่งแสดงทีท่าว่าตัวเองสำคัญและยิ่งใหญ
 |
"ขอโทษนะครับ ภรรยาคุณชื่ออะไรครับ ประเดี๋ยวผมจะจัดการให้"
"ชื่อเตย แต่ฉันต้องการให้นายคนนี้จัดการ"
"เอาเถอะครับ เรื่องแค่นี้ผมทำให้ได้ อย่าคิดไปเอาชนะคะคานกับเขาเลยครับ
เพื่อนผมเขาเหมือนโคนันทวิศาล ถ้าพูดดี ๆ เขาทำใจขาดไปเลย แต่ถ้าพูดไม่เข้าหู
ให้เอาไปฆ่าเขาก็ไม่ยอมทำให้หรอกครับ" ศิษย์วัดชี้แจง "งั้นก็ดีละ
ฉันมันคนชอบเอาชนะเสียด้วย แกพาฉันไปเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นฉันจะขึ้นไปฟ้องหลวงพ่อ"
ชายหนุ่มขู่ "ผมไม่ไป" นายขุนทองปฏิเสธเสียงดังและเฉียบขาด นายสมชายสุดจะทานทน
เพราะ "ขิงก็ราข่าก็แรง" เขาจึงจำต้องขึ้นไปเล่าให้ท่านพระครูฟัง ท่านจึงบอกนายสมชายว่า
|
"ลงไปบอกเจ้าขุนทองมันว่า ถ้าไม่พาไป ฉันจะเป็นคนพาไปเอง
พาไปทั้งขาหัก ๆ ยังงี้แหละ" ท่านรู้ว่าแม้หลานชายจะมีทิฐิมากเพียงใดก็ยังพดพูดกันรู้เรื่อง
แต่คนที่มีคุณสมบัติทางใจไปในทางลบนั้น ไม่มีวันพูดกันได้เลย
|