ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือทั่วไป เล่ม 4
:: สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม :: เรื่อง สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม - ๖๕
โดย สุทัสสา อ่อนค้อม
ธันวาคม ๒๕๓๗

พับจดหมายใส่ซองปิดผนึกเรียบร้อยแล้ว ท่านพระครูจึงเอ่ยถามชายหนุ่มตรงหน้า "คุณว่าคุณมาตามภรรยาหรือ" ไม่ปรากฏบ่อยนักที่ท่านจะใช้คำว่า "คุณ" กับผู้ใด เพราะคำ ๆ นี้จะถูกนำมาใช้กับเฉพาะแต่กับคนที่ท่านรู้ว่าเขามีความรู้สึก "ห่างเหิน" ต่อท่านเท่านั้น ความรู้สึกดังกล่าวขึ้นอยู่กับ


"คุณสมบัติทางใจ" ของแต่ละคนผู้ที่มาวัดป่ามะม่วงส่วนใหญ่จะมาเพราะศรัทธานับถือในท่านพระครู หากก็มีบางคนที่มาแล้วเกิดความรู้สึกไม่ยอมรับนับถือท่าน ทั้งนี้เพราะคุณสมบัติทางใจของเขาเป็นไปในทางลบ เช่นเป็นคนที่ชอบสร้างอกุศลกรรมเป็นเนืองนิตย์ จนจิตคุณเคยกับความชั่วร้าย ครั้นเมื่อมาพบบุคคลเช่นท่าน ซึ่งเป็นผู้มีคุณสมบัติทางใจตรงข้ามกับของตน จึงไม่สามารถทำใจให้ยอมรับนับถือได้ เมื่อเขามีความรู้สึกห่างเหินต่อท่านเช่นนี้ ท่านจึงต้องวางตนให้เหมาะสมกับความรู้สึกของเขาด้วย การไม่ใช้ถ้อยคำที่แสดงความเป็นกันเองให้เขาต้องอึดอัดขัดข้องใจ "ครับ เห็นเขาว่าเธอหนีมาบวชชีที่วัดนี้" "ทำไมถึงต้องหนีมาล่ะ" ท่านทดสอบ "คุณสมบัติทางใจ" ของบุรุษตรงหน้า

"เรามีเรื่องกันนิดหน่อยครับ เรื่องของผัวเมีย" คำตอบนั้นบอกเป็นนัย ๆ ว่า "คนเป็นพระอย่ามายุ่ง"
เอ ถ้าอย่างนั้นเห็นจะเป็นคนละคนเสียแล้ว เพราะแม่หนูคนที่ชื่อเตย เขาบอกอาตมาว่าเขายังไม่ได้แต่งงาน สงสัยคุณคงจะมาผิดวัดเสียแล้ว" ชายหนุ่มรู้สึกผิดหวัง แต่แล้วก็ถามอีกว่า "เขาท้องหรือเปล่าครับ ภรรยาผมเขาตั้งท้องอ่อน ๆ"
"อันนี้อาตมาไม่ขอตอบ เพราะมันเป็นความลับของเขา ว่าแต่ว่าคุณเป็นสามีทำไมถึงปล่อยให้เขาหนีมาบวชล่ะ" ท่านซักไซ้เพื่อให้เขาสารภาพผิด "ผมเรียนท่านตั้งแต่ต้นแล้วนี่ครับว่าเป็นเรื่องของผัวเมีย ท่านเป็นพระก็อยู่ส่วนพระ" นอกจากจะไม่ยอมสารภาพแล้ว เขายังใช้ถ้อยคำที่ไม่สมควรกับท่านอีกด้วย

"ถ้าอย่างนั้นอาตมาก็ต้องขอโทษที่เข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของคุณ ที่ถามเพราะอยากจะช่วยแก้ปัญหา แต่ในเมื่อคุณคิดว่าอาตมายุ่งก็ต้องขอโทษด้วย" เห็นท่านยอมรับผิด ชายหนุ่มจึงรุกอีกว่า "ท่านอนุญาตให้เขาบวชได้ยังไง คนหนีผัวมาท่านก็ยังบวชให้ ผมว่าท่านทำไม่ถูกต้องนะครับ"
"ใครว่าอาตมาให้เขาบวชล่ะคุณ" เจ้าของกุฏิแย้ง รู้สึกสมเพชบุรุษตรงหน้าเสียนัก "กฎแห่งกรรม" ของเขาเปิดเผยให้เห็นว่าเขาไม่มี "ทุนเดิม" อยู่เลย ทุนเดิมที่หมายถึงบุญกุศล "อ้าว ถ้าไม่ได้บวชแล้วทำไมเขาหายมาตั้งร่วมยี่สิบวัน แล้วเขามอยู่ที่นี่ในฐานะอะไร หลวงพ่อให้เขาอยู่ในฐานะอะไรไม่ทราบ" ชายหนุ่มแสดงอาการก้าวร้าวและคิดอกุศลต่อท่านเจ้าอาวาสเพราะ ฤทธิ์หึง

"คุณ อย่าคิดอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้หน่อยเลย มโนทุจริตก็มีทุกข์มีโทษนะคุณ อาตมาไม่เคยคิดอกุศลเช่นนั้น เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ประเดี๋ยวอาตมาจะให้เด็กเขาไปเรียกแม่หนูคนนั้นมา แล้วคุณลองไปคุยกับเขา ไปถามเขาดู ไม่ต้องถามต่อหน้าอาตมาก็ได้ เพราะเดี๋ยวจะไม่กล้าพูดความจริงต่อกัน คุณลงไปรอเขานะ ให้รออยู่ข้างล่างนั่นแหละ ถ้ายังมีข้อข้องใจสงสัยค่อยขึ้นมาถามอาตมา" "ขอผมไปรอเขาที่อื่นไม่ได้หรือข้างล่างเหม็นออกจะตายไป


เหม็นตาแก่ที่นั่งหลับตาอยู่นั่น" เขาหมายถึงอาจารย์ชิต ช่วงที่มานั่งรอนายขุนทองขึ้นมารายงานท่านเจ้าของกุฏิ เขาต้องทนนั่งดมกลิ่นร้ายกาจที่โชยมาจากกายของบุรุษนั้น "งั้นก็ไปนั่งรอที่ศาลาริมแม่น้ำก็ได้ ที่นั่นอากาศดี แล้วบอกเด็กของอาตมา ให้พาแม่หนูเตยไปหาที่นั่น" ท่านแก้ปัญหาเรื่องกลิ่นให้เขา "งั้นผมไปละ คงจะเป็นคนเดียวกับภรรยาผม" เขาว่า แล้วจึงลุกออกไปโดยมิได้ทำความเคารพนายขุนทองนั่งรอฟังข่าวอยู่ครั้นเห็นเขาลงมาจึงถาม"ท่านว่ายังไงบ้างฮะพี่" คนถามอยากรู้"จะว่ายังไงกันไม่ใช่เรื่องของแก พาฉันไปรอที่ศาลาท่าน้ำ แล้วไปตามเมียฉันให้มาพบด้วย" คนถูกถามออกคำสั่ง นายขุนทองรู้สึกขัดเคืองกับถ้อยคำและกิริยาของอีกฝ่าย แรกเห็น เขาแอบชื่นชมในใจว่า "สุดหล่อ" ครั้นได้ฟังถ้อยคำ ได้เห็นกิริยาเย่อหยิ่งจองหองของชายหนุ่ม จึงประเมินค่าบุรุษนั้นในใจ หล่อแต่รูปจูบไม่หอม" "หลวงลุงสั่งหรือ" เขาถาม หากไม่ใช่คำสั่งของท่านพระครู เขาจะไม่ยอมไป ด้วยนึกชังน้ำหน้าคนยโสโอหัง

"ทำไมต้องให้ท่านสั่ง ฉันสั่งไม่ได้หรือไง" ชายหนุ่มถามพาล ๆ
"ได้ คุณสั่งได้ แต่ผมไม่จำเป็นต้องทำ เพราะคุณไม่ใช่เจ้านายผม แล้วผมก็ไม่ชอบให้ใครมาวางอำนาจที่กุฏิหลวงลุงของผม ขนาดรัฐมนตรีเขายังไม่วางอำนาจเลย แล้วคุณเป็นใครไม่ทราบ"ความโกรธทำให้นายขุนทองเรียกความรู้สึกความเป็นผู้ชายกลับคืนมา สายตาดูถูกดูแคลนของอีกฝ่ายทำให้เขาต้องปิดบังซ่อนเร้นความรู้สึกที่อยากจะเป็นเอาไว้คนทั้งสองทุ่มเถียงกันหนักขึ้นและเสียงก็ดังขึ้น ๆ ตามลำดับ อาจารย์ชิตกำลังนั่งสมาธิอยู่มีอันต้องกำหนด "เสียงหนอ เสียงหนอ" อย่างแสนจะรำคาญ กระทั่งได้ยินนายสมชายเข้าห้ามทัพ


"เรื่องอะไรกัน เกรงใจอาจารย์เขาบ้างซี"
"ผู้ชายคนนี้ มาหาเรื่องกับผมก่อน" นายขุนทอง "ฟ้อง" ศิษย์วัดรู้สึกดีใจที่เพื่อนร่วมกุฏิใช้คำว่า "ผม" แทนที่จะเป็น "หนู" อย่างเคย ทั้งซุ่มเสียงก็ฟังดูเป็นผู้ชายเฉกเช่นคนอื่นเขา "ใครหาเรื่องใคร ฉันใช้แกดี ๆ แกก็มาพาลเอากะฉัน" คนมาตามหาเมียเถียง
"เขาใช้อะไรเอ็งก็ไปทำเสียสิขุนทอง เขาเป็นแขกหลวงพ่อนะ" ชายหนุ่มเตือนสติคนอายุน้อยกว่า แล้วถามคนเป็นแขกว่า "คุณใช้เขาทำอะไรหรือครับ" "ฉันให้เขาช่วยพาไปที่ศาลาท่าน้ำแล้วก็ให้ตามเมียฉันไปที่นั่น" เห็นนายสมชายเข้าข้าง ชายหนุ่มยิ่งแสดงทีท่าว่าตัวเองสำคัญและยิ่งใหญ

"ขอโทษนะครับ ภรรยาคุณชื่ออะไรครับ ประเดี๋ยวผมจะจัดการให้" "ชื่อเตย แต่ฉันต้องการให้นายคนนี้จัดการ"
"เอาเถอะครับ เรื่องแค่นี้ผมทำให้ได้ อย่าคิดไปเอาชนะคะคานกับเขาเลยครับ เพื่อนผมเขาเหมือนโคนันทวิศาล ถ้าพูดดี ๆ เขาทำใจขาดไปเลย แต่ถ้าพูดไม่เข้าหู ให้เอาไปฆ่าเขาก็ไม่ยอมทำให้หรอกครับ" ศิษย์วัดชี้แจง "งั้นก็ดีละ ฉันมันคนชอบเอาชนะเสียด้วย แกพาฉันไปเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นฉันจะขึ้นไปฟ้องหลวงพ่อ" ชายหนุ่มขู่ "ผมไม่ไป" นายขุนทองปฏิเสธเสียงดังและเฉียบขาด นายสมชายสุดจะทานทน เพราะ "ขิงก็ราข่าก็แรง" เขาจึงจำต้องขึ้นไปเล่าให้ท่านพระครูฟัง ท่านจึงบอกนายสมชายว่า

"ลงไปบอกเจ้าขุนทองมันว่า ถ้าไม่พาไป ฉันจะเป็นคนพาไปเอง พาไปทั้งขาหัก ๆ ยังงี้แหละ" ท่านรู้ว่าแม้หลานชายจะมีทิฐิมากเพียงใดก็ยังพดพูดกันรู้เรื่อง แต่คนที่มีคุณสมบัติทางใจไปในทางลบนั้น ไม่มีวันพูดกันได้เลย

 

หน้าต่อไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่