|
เจ้าทุกข์รายแรกของช่วงบ่ายเป็นสตรีสาวสวยซึ่งมาด้วยกันสามคน คนที่มีท่าทางเป็นผู้นำรายงานว่า "พวกหนูมาจากวิทยาลัยครู...ค่ะ เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่นั่น" หล่อนออกชื่อวิทยาลัยครูแห่งหนึ่ง
"อ้อ" เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงมองหน้าหล่อนทีละคนแล้วถาม "ชื่ออะไรกันบ้างล่ะ อาจารย์อะไรจ๊ะ"
"หนูชื่อยุพาพร คนซ้ายมือชื่ออาจารย์กุลนที ส่วนคนขวามือชื่ออาจารย์กวิศญา คนนี้เพิ่งบรรจุค่ะ คนเป็นผู้นำพูดเสียงดังฟังชัด
แล้วรู้จักวัดนี้ได้ยังไง ทำไมถึงมาถูกล่ะจ๊ะ"
 |
"คุณแม่หนูเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อค่ะ
เคยมาเข้ากรรมฐานหลายครั้ง คุณแม่เป็นคนบอกทางให้ค่ะ ลูกสาวของลูกศิษย์ท่านพระครูตอบ
"ยังงั้นหรอกหรือ คุณแม่ชื่ออะไรล่ะจ๊ะ"
"ชื่อสอาดค่ะ หลวงพ่อจำได้หรือเปล่าคะ คุณแม่หนูสวย
ผิวขาว ไม่ดำอย่างหนูหรอกค่ะ" คนชื่อกวิศญาพูดเสียงแจ๋ว ๆ
|
"แล้วทำไมอาจารย์ถึงไม่ขาวเหมือนคุณแม่ล่ะ หรือว่าคุณพ่อผิวคล้ำ" ท่านเลี่ยงมาใช้คำว่า "คล้ำ" แทน "ดำ"
"คุณพ่อก็ขาวค่ะ พี่น้องสามคนก็ผิวขาดหมด
มีหนูดำอยู่คนเดียว เพราะตอนหนูอยู่ในท้องคุณแม่ คุณพ่อไปติเพื่อนบ้านคนนึง
ชื่อนายหละ ติเขาได้ทุกวันว่า "ตาคนนี้ยิ้มเห็นแต่ฟัน" หนูออกมาก็เลยดำเหมือนตาหละค่ะ
คุณแม่โกรธคุณพ่อมากเลย ทำไมคุณพ่อว่าคนอื่นแล้วกรรมต้องมาตกที่ลูกตัวด้วยล่ะคะ"
หล่อนถาม |
"เขาเรียกว่า "กรรมจัดสรร" คนโบราณเขาถึงได้สอนเอาไว้ว่า เวลาท้องอย่าเที่ยวไปติใคร เหมือนคนที่อาตมารู้จัก แกไปติลูกของเพื่อนบ้านว่าปากแหว่ง พอแกคลอดลูกออกมา โอ้โฮ ปากแหว่งเหมือนลูกของเพื่อนบ้านเปี๊ยบเลย"
"ถ้าอย่างนั้นเวลากำลังท้องต้องชมว่าเขาสวยใช่ไหมคะ" อาจารย์สาววัยยี่สิบเอ็ดบอกสองเรียนถาม
"ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่ก็ไม่ใช่หลับหูหลับตาชมนะ เดี๋ยวไปเห็นคนปากแหว่ง ตาเหล่ แล้วไปชมเขาว่าสวย ลูกออกมาก็เลยสวยอย่างนั้นบ้าง" คำพูดของท่านเรียกเสียงหัวเราะจากคนทั้งกุฏิ "อ้าว นี่พูดจริง ๆ นา อย่าทำเป็นหัวเราะ"
"จริงค่ะหลวงพ่อ หนูก็เคยเห็นมาแล้ว ที่หน้าวิทยาลัยหนู มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง อาชีพขายถ่าน ตัวดำทั้งคู่ แต่ลูกสาวแกสวยมาก ผิวขาวยังกับหยวก คนเขาสงสัยก็พากันไปถามแก แกก็เล่าให้ฟังว่า ตอนแกตั้งท้อง แกเอารูปนางงามมาติดไว้ข้างฝา แล้วก็ดูทุกวันวันละ ๔ เวลาหลังอาหารและก่อนนอน พอลูกแกออกมาก็เลยหน้าตาเหมือนนางงามในรูป เมื่องานฤดูหนาวที่ผ่านมา เขามีการประกวดนางงามประจำจังหวัด ลูกสาวแกได้ที่หนึ่งค่ะ" อาจารย์กุลนทีเป็นคนเล่า ท่านเจ้าของกุฏิจึงสรุปให้ญาติโยมฟังว่า
"ที่พูดมานี่ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลไร้สาระนะ ญาติโยมโปรดจำไว้ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม นั้นมีผล มีวิบาก กฎแห่งกรราทำหน้าที่ของมันตลอดเวลา เพียงแต่ว่ามันจะปรากฏให้เห็นเร็วหรือช้าเท่านั้น เพราะฉะนั้น ถ้าใครกลัวทุกข์ ก็จงทำ จงพูด จงคิด แต่ในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม เอาละ แล้วอาจารย์ทั้งสามมีอะไรจะให้อาตมาช่วยหรือเปล่า" ท่านเปิดโอกาสให้สตรีทั้งสาม
"อาจารย์กวิศญาเขามีปัญหาค่ะหลวงพ่อ" อาจารย์ยุพาพรช่วยเกริ่นให้
"ว่าไปเลยจ้ะ อาจารย์ว่าไปเลย" ท่านเจ้าของกุฏิกล่าวอนุญาต
"ให้พี่กุลนทีเล่าดีกว่าค่ะ เพราะเขาเป็นคนทำให้ปัญหาเกิดขึ้น" คนมีปัญหาเกี่ยงเพื่อน
"ไม่ต้องเกี่ยงกัน เอาละ อาตมาจะเป็นคนตัดสินเอง
ในฐานะที่อาจารย์ยุพาพรไม่ใช่คู่กรณี อาจารย์ลองเล่าไปตามความเป็นจริงก็แล้วกัน"
เมื่อท่านพูดมาอย่างนี้ อาจารย์สาวจึงจำต้องเล่า
"เรื่องเป็นอย่างนี้ค่ะหลวงพ่อ อาจารย์กวิศญาเขามาอยู่บ้านเดียวกับหนู
เพราะยังไม่ได้บ้าน บ้านพักอาจารย์มีจำกัดค่ะ คนที่บรรจุใหม่จึงต้องรอ
หากมีการโยกย้ายหรือมีการแต่งงานระหว่างอาจารย์ด้วยกัน คู่แต่งงานก็ต้องย้ายมาอยู่บ้านหลังเดียวกัน
ก็จะมีบ้านว่างหนึ่งหลัง ทางวิทยาลัยก็จะจัดการว่าใครควรจะได้บ้านก่อนใคร
|
ระหว่างที่รอบ้าน หนูจึงชวนเขามาอยู่ด้วย
ก็อยู่กันสบาย ๆ ไม่มีปัญหาอะไร มาเมื่อสองวันก่อน อาจารย์กวิศญาเขาอยากกินมะม่วงน้ำปลาหวาน
เขาก็โขลกกุ้งแห้งเป็นการใหญ่ แล้วจะเป็นเพราะเขาหิวมากหรือเขาแรงมากก็ไม่ทราบ
คุณเธอโขลกเสียครกบ้านหนูแตกออกเป็นสองกระบิเลยค่ะ หนูก็บอกเขาว่าไม่เป็นไร
แตกก็ซื้อใหม่ได้ ที่ตลาดมีเป็นพะเรอเกวียน เขาก็บอกจะไปซื้อมาใช้
พอดีอาจารย์กุลนทีมาเห็นเข้าเธอตกใจใหญ่ บอกว่าคนทางบ้านเธอเขาถือกันมาก
ใครตำน้ำพริกจนครกแตก แสดงว่าคน ๆ นั้นกำลังมีเคราะห์จะต้องสะเดาะเคราะห์ด้วยการอุ้มครกที่แตกนั้นวิ่งรอบบ้านเจ็ดรอบ"
อาจารย์สาวพูดเสียงดังฟังชัด |
 |
"อ้อ ทางบ้านอาจารย์ คนเขาถือกันอย่างนี้หรือ" ท่านถามอาจารย์กุลนที
"ค่ะ"
"แล้วอาจารย์เชื่อเขาหรือเปล่า" ท่านถามคนทำครกแตก
"เชื่อเหมือนกันค่ะหลวงพ่อ ก็อยากจะสะเดาะเคราะห์อย่างที่เขาว่า แต่หนูไม่กล้าค่ะ"
"ทำไมถึงไม่กล้าล่ะ" อาจารย์ยุพาพรตอบแทนว่า
"เพราะไม่ได้อุ้มครกวิ่งอย่างเดียวค่ะ แต่ต้อง...ต้อง..."
"ต้องเปลือยกายวิ่งด้วยค่ะ คนเล่า เอามือปิดปากหัวเราะกิ๊ก
ๆ คนฟังพากันหัวเราะครืน
"โอ้โฮ ถึงขนาดนั้นเชียวหรือ" ท่านเจ้าของกุฏิถาม
เจ้าของปัญหาจึงว่า
|
"นี่แหละค่ะ คือปัญหาของหนู หลวงพ่อช่วยหนูด้วยนะคะ คนมีเคราะห์อ้อนวอน ท่านพระครูส่ายหน้าช้า ๆ แล้ววิจารณ์ซึ่ง ๆ หน้า
"อาตมาฟังแล้วไม่รู้จะร้องเพลงอะไรดี"
"เป็นพระร้องเพลงได้หรือคะ" อาจารย์กุลนทีถามซื่อ ๆ คราวนี้ท่านพระครูรู้สึกอยากร้องไห้ นั่งปรับอารมณ์อยู่ประเดี๋ยวหนึ่ง ท่านเจ้าของกุฏิจึงถามขึ้นว่า
"อาจารย์สอนวิชาอะไร"
"หนูสอนภาษาอังกฤษค่ะ ส่วนอาจารย์ยุพากับอาจารย์กุลนทีสอนภาษาไทย" อาจารย์กวิศญาตอบ
"แล้วเรียนจบจากที่ไหน"
หล่อนบอกชื่อมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
"แหม จบจากสถาบันที่มีชื่อเสียงเสียด้วย เสียดายที่อุตส่าห์เป็นถึงบัณฑิตแต่แก้ปัญหาไม่ได้ แค่ทำครกแตกใบเดียวก็แก้ปัญหาไม่ได้ ต้องวิ่งมาหาพระให้ช่วย" สตรีทั้งสามมองตากันปริบ ๆ เมื่อถูก "เทศน์" ต่อหน้าธารกำนัล
"แล้วเป็นอาจารย์มาได้ยังไง้ น่าสงสารคนที่เป็นลูกศิษย์" สตรีผู้หนึ่งวิจารณ์ในใจ
"อาจารย์เคยเข้าวัดกันบ้างไหม เคยไปฟังพระเทศน์หรือเปล่า" ท่านเจ้าของกุฏิถามอาจารย์สาว คนชื่อกุลนทีตอบว่า
"ไม่เคยค่ะ นี่เป็นวัดแรกที่หนูเข้า แล้วก็คงจะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่หนูจะเข้าวัด" ตอบตรงไปตรงมา
"ทำไมล่ะอาจารย์ วัดนี้ไม่ดียังไง"
"ก็หนูอุตส่าห์พากันมารอคิวตั้งครึ่งวัน เสร็จแล้วยังมาถูกหลวงพ่อว่าเสียอีก หลวงพ่อไม่ช่วยแล้วยังซ้ำเติม" อาจารย์สาวตัดพ้อ
"จริงด้วย" เพื่อนสาวสองคนสนับสนุน
"อาจารย์อยากให้อาตมาช่วยหรือเปล่าล่ะ" ท่านถามอาจารย์กวิศญา
"อยากค่ะ หลวงพ่อช่วยหนูด้วยเถอะค่ะ ไหน ๆ หนูก็อุตส่าห์ดั้นด้นมาขอความเมตตา คุณแม่บอกว่าหลวงพ่อเป็นคนใจดี มีเมตตา หลวงพ่อต้องช่วยแน่ ๆ ค่ะ" หล่อนอ้างมารดา
"แล้วทำไมคุณแม่เขาไม่ช่วยล่ะ"
 |
"ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ บอกแต่ว่าให้มาหาหลวงพ่อ"
ท่านเจ้าของกุฏิให้สงสัยนัก เหตุใดคุณสอาดจึงไม่ช่วยแก้ปัญหาให้ลูก
ทำไมจะต้องส่งมาหาท่าน ด้วยความอยากรู้จึงใช้ "เห็นหนอ" เข้าตรวจสอบและก็ได้ทราบว่า
เป็นอุบายของผู้เป็นแม่ที่จะชักจูงบุตรสาวให้เข้าวัดนั่นเอง |
"เอาละ ถ้าอย่างนั้นอาตมาจะช่วย อาจารย์สวดมนต์เป็นหรือเปล่า สวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ และพาหุงมหากา ได้ไหม"
"สวดได้สามอย่างแรกค่ะ อย่างหลังสวดไม่ได้
แต่คิดว่าคุณแม่คงสวดได้ค่ะ คำทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น คุณแม่ก็ท่องได้ค่ะ
ท่องได้แล้วก็แปลได้ด้วย" น้ำเสียงที่พูดบ่งบอกว่าภาคภูมิใจในมารดายิ่งนัก
"แต่หนูสวดไม่เป็นสักอย่างเดียวค่ะ" อาจารย์กุลนทีว่า
"ทำไมถึงไม่เป็นล่ะจ๊ะ"
|
|