|
วันรุ่งขึ้น หลังจากฉันภัตตาหารเช้าแล้ว เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงก็อธิษฐานจิต เข้าผลสมาบัติเป็นเวลาสามวันสามคืน และจะไปออกในวันอาทิตย์ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๙ ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๑๗
ที่กุฏิชั้นล่าง บรรดาผู้มีใบหน้าอันเปื้อนทุกข์
เมื่อได้รับการบอกเล่าจากนายขุนทองก็พากันกลับไปด้วยความผิดหวัง
บางคนก็ตำหนิท่านในใจว่า "ไม่ทำหน้าที่ของพระ" ทั้งที่ความจริงแล้วพระก็มิได้มีหน้าที่รับแขกแต่ประการใด
ในพระวินัยก็ไม่ได้บัญญัติไว้ว่าพระมีหน้าที่รับแขก |
ส่วนคนที่ไม่มีความเกรงใจก็ถึงกับด่าให้นายขุนทองได้ยิน หลานชายท่านพระครูจึงต้องอดทนอดกลั้นอย่างที่สุด เขาได้เห็น "ธาตุแท้" ของคนบางคน ที่พอไม่ได้ดังใจก็แสดงความหยาบคายร้ายกาจออกมา นึกถึงถ้อยคำของหลวงลุงที่มักจะพูดเสมอ ๆ ว่า "ผู้หญิงที่น่าเกลียดคือ ผู้หญิงที่ตามใจตัว ผู้ชายที่น่ากลัวคือผู้ชายที่ไม่เกรงใจคน" วันนี้เขาต้องผจญกับหญิงชายประเภทนี้หลายราย ถึงกับต้องท่องไว้ในใจว่า "อดทน อดกลั้น อดทน อดกลั้น"
แต่ก็มิใช่ว่าจะมีแต่คนเลวร้ายไปเสียหมด เพราะคนดีมีคุณธรรมก็มีอยู่ไม่น้อย ซึ่งเมื่อพวกเขาได้ทราบเรื่องที่นายขุนทองบอกกล่าวต่างพากันอนุโมทนาสาธุการ "สาธุหลวงพ่อท่านช่างมีเมตตาสูงเหลือเกิน ขอให้ท่านจงมีอายุยืนยาวเถิด เจ้าประคู้น"
วันต่อมานายขุนทองก็ต้องปวดหัวหนักขึ้น
เพราะคนที่มาขอพบหลวงลุงคือคุณหญิงปทุมทิพย์ คนที่แอบแช่งในใจว่า
"ให้แล้วเอาคืน มะรืนนี้ตาย" แต่ก็เป็นการแช่งที่ไม่จริงจังอะไร
คือมิได้ประกอบด้วยความอาฆาตมาดร้าย เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง
คุณหญิงก็น่าจะตายตามคำแช่งของเขาไปแล้ว
"นี่เธอ ฉันแอบสืบมาแล้ว ได้เรื่องแล้ว" คุณหญิงบอกเขาทันที่ที่พบหน้า
"ได้เรื่องว่ายังไงฮะ" คนถามอยากรู้ |
 |
"ก็ได้เรื่องว่ามันแอบไปซื้อบ้านให้นังนั่นอยู่ แล้วตอนนี้ ตอนนี้..."
คนเป็นคุณหญิงร้องไห้สะอึกสะอื้น
"ตอนนี้เป็นไงฮะ" คนอยากรู้ซัก คุณหญิงใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา สั่งน้ำมูกอีกฟูดใหญ่
ๆ จึงตอบว่า "มันออกลูกแล้ว เห็นว่าไปออกที่โรงพยาบาลเอกชน ตอนที่เธอเห็นมันคราวนั้นน่ะ
มันท้องได้สามเดือนแล้ว" คนเล่าร้องไห้โฮ ๆ อย่างไม่อายผีสางเทวดา
"แล้วคุณหญิงจะทำยังไงล่ะฮะ" นายขุนทองถาม
"ฉันก็จะมาถามหลวงพอว่ามันอยู่โรงพยาบาลอะไร" คนพูดไม่ได้บอกหรือว่าได้เตรียมขวดน้ำกรดใส่มาในกระเป๋าถือด้วย
ถ้ารู้ตำแหน่งแห่งที่จะตามไปเอาน้ำกรดสาดหน้ามันทั้งแม่ทั้งลูกให้สมแค้น
"หลวงลุงท่านเข้าผลสมาบัติสามวันครับ ช่วงนี้ห้ามไม่ให้ใครรบกวน มะรืนนี้ตอนเช้าจึงจะออก"
หลานชายท่านพระครูรายงาน
"ให้ฉันพบเดี๋ยวเดียวเอง ฉันจะถามท่านนิดเดียวแล้วก็จะกลับ ไม่อยู่รบกวนนานหรอก"
คนที่ตามใจตัวเสียจนชินว่า
"ไม่ได้หรอกฮะคุณหญิง หลวงลุงสั่งไว้แล้วว่าห้ามเยี่ยม ห้ามประกัน"
ชายหนุ่มยืนกราน
"ทำไมท่านต้องเข้าสมาบัติด้วยล่ะ"
"เพื่อช่วยเถ้าแก่คนหนึ่งน่ะฮะ เถ้าแก่แกเป็นมะเร็งลำไส้ จะต้องตายภายในสามเดือน
หลวงลุงเลยจะช่วยต่ออายุให้
"โอ๊ย เหลวไหลไร้สาระสิ้นดี
เธอไปตามท่านแล้วกัน เพราะว่าเรื่องของฉันสำคัญกว่า ไปเรียนท่านว่า
คุณหญิงปทุมทิพย์มาขอพบ" |
"ไม่ได้หรอกฮะคุณหญิง ไม่ได้จริง ๆ ฮะ หนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดยังคงปฏิเสธ
คุณหญิงจึงเปิดกระเป๋าถือ หยิบธนบัตรใบละร้อยสองใบออกมาจากกระเป๋าสตางค์ส่งให้ชายหนุ่ม
นายขุนทองไม่ยอมรับเพราะกลัวคนให้จะเอาคืนเหมือนคราวที่แล้ว หากก็พูดเสียงอ่อนลงว่า
"กุญแจไม่ได้อยู่ที่หนูหรอกฮะ"
"แล้วอยู่ที่ใครล่ะ" คุณหญิงถามอย่างหงุดหงิด
"อยู่ที่พี่สมชายฮะ"
"งั้นก็ไปเอามา บอกว่าคุณหญิงปทุมทิพย์สั่ง"
คนเป็นคุณหญิงบัญชา ลืมไปว่าที่นี่เป็นวัด ไม่ใช่บ้านของเธอเอง
"เขาไม่ให้หรอกฮะ ยังไง ๆ ก็ไม่ให้" ชายหนุ่มบอกอย่างรู้นิสัยของ
"ลูกพี่"<>br "ไม่ให้ก็ให้มันรู้ไป มันอยู่ที่ไหนไปตามมาพบฉันหน่อย"
คนเป็นคุณหญิงแสดงอำนาจ และเรียกศิษย์วัดว่า "มัน"
"หนูตามให้ได้ฮะ แต่เขาจะมาหรือไม่มาหนูไม่ทราบ แล้วก็บังคับเขาไม่ได้ด้วยฮะ"
|
ว่าแล้วก็ลุกขึ้นไปตามนายสมชายที่กุฏิพระบัวเฮียว เมื่อเขาลุกออกไป ที่กุฎิท่านพระครูจึงมีคุณหญิงนั่งอยู่เพียงผู้เดียว
"ท่านพระครูอยู่หรือเปล่าครับ" ชายผู้หนึ่งเข้ามาถาม เขามากับสตรีผู้หนึ่ง
อายุประมาณยี่สิบเศษ
"อยู่ แต่ท่านไม่ลงรับแขก" คุณหญิงบอก รู้สึกขัดเคืองที่ชายหญิงคู่นี้ไม่รู้ว่าเธอเป็นคุณหญิง
ความที่อยากจะแสดงตัวจึงถามเขาว่า
"เธอสองคนไม่เคยดูทีวีหรือไง หรือว่าที่บ้านไม่มีทีวี" ถามอย่างเหยียด
ๆ บุรุษที่มากับคู่หมั้นสาวรู้สึกไม่พอใจกับหญิงสูงอายุคนนี้เรียกเขาว่า
"เธอ" ราวกับว่าเขาเป็นคนขับรถของหล่อน ตัวเขาเพิ่งจบด็อกเตอร์มาจากอังกฤษแล้วก็เป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย
คู่หมั้นของเขาก็จบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ที่มาหาท่านพระครู
ก็เพื่อจะให้ท่านหาฤกษ์แต่งงานให้
"มีครับ ที่บ้านผมมีทีวีสีด้วย ซื้อมาจากอังกฤษ" ด็อกเตอร์หนุ่มถือโอกาสคุยทับ
จะมีสักกี่คนกันเชียวที่มีโทรศัพท์สีดู
"แล้วพวกเธอไม่เคยเห็นฉันในทีวีหรือไง" เธอถามอีก ก็พยายามติดตามรัฐมนตรีไปทุกงานเพื่อจะให้ใคร
ๆ ได้รู้จัก โดยเฉพาะเวลาออกทีวี "ไม่เคยครับ ผมกับคู่หมั้นเพิ่งกลับจากอังกฤษ
เมื่อเร็ว ๆ นี้ แล้วก็กำลังยุ่งเรื่องเตรียมการแต่งงาน เลยไม่มีเวลาดูทีวี"
"อ๋อ" ได้ยินว่าคนคู่นี้เพิ่งกลับจากอังกฤษ คุณหญิงจึงถือโอกาสคุยบ้าง"
ฉันก็เคยไปอังกฤษหลายครั้ง ไปเยี่ยมลูก เคยได้ยินชื่อคุณหญิงปทุมทิพย์
ภรรยาท่านรัฐมนตรีผดุงเดชหรือเปล่า ฉันนี่แหละ" เธอคิดว่าคนทั้งสองจะต้อง
ยินดีปรีดาที่ได้รู้จักคุณหญิง หากก็ต้องผิดหวัง เมื่อฝ่ายนั้นพูดว่า
"ผมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยครับ โดยเฉพาะรัฐมนตรีเมืองไทย เราเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยเสียจนจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร"
ฟังแล้วคุณหญิงอยากจะร้องกรี๊ด พอดีกับนายขุนทองเดินเข้ามา
"พี่สมชายไม่อยู่หรอกฮะคุณหญิง หลวงพี่บอกว่าไปซื้อของที่ตลาดกับแม่ครัวตั้งแต่เช้า
หนูก็ลืมสังเกตว่ารถไม่อยู่"
"แล้วกุญแจล่ะ มันฝากกุญแจไว้หรือเปล่า"
"เปล่าครับ เขาเอาไปด้วย"
"แหม ร้ายจริง ๆ แล้วนี่ฉันจะต้องรออีกกี่ชั่วโมงกันนี่"
"คุณหญิงค่อยมาวันอื่นดีไหมฮะ มาวันที่ ๑๑ ก็ได้ ท่านกำหนดออกจากสมาบัติวันนั้น"
"โอ๊ย ฉันรออีกไม่ไหวแล้ว เอาอย่างนี้แล้วกัน เธอรู้จักพระเกจิอาจารย์ดัง
ๆ ของจังหวัดนี้หรือเปล่า ฉันจะได้ไปหา ให้ท่านช่วยดูให้ยิ่งเป็นพระอรหันต์ก็ยิ่งดี"
นายขุนทองแอบเถียงในใจว่า
"โอ๊ย ถ้าท่านเป็นพระอรหันต์จริง ท่านก็ไม่มาสนใจเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ
อย่างนี้หรอกคุณหญิง" แต่ปากเขากลับพูดว่า "หนูไม่รู้จักหรอกฮะ"
"อะไร เรื่องแค่นี้ก็ไม่รู้
เธอนี่แย่จริง งั้นฉันไปถามคนขับรถของฉันก็ได้ ไม่น่าเสียเวลามาเลยกู"
เธอบ่น คนเป็นด็อกเตอร์กับคนจบปริญญาโทรู้สึกสังเวชใจใน "กายกรรม"
และ "วจีกรรม" ของคนเป็นคุณหญิง หากก็มิได้พูดอะไรออกมา นายขุนทองเสียอีกที่ด่าไล่หลังว่า
"อีคนเป็นคุณหญิงเพราะผัว" แล้วอธิบายให้หญิงชายคู่นั้นฟังว่า
"พี่รู้ไหม ยายคุณหญิงนี่อาศัยบารมีผัวถึงได้เป็นคุณหญิง ถ้าผัวไม่เป็นรัฐมนตรีมีหรือจะได้เป็น
จริงไหมพี่" คนฟังเพียงแต่ยิ้ม ๆ หากไม่ยอมออกความเห็น คนพูดจึงเปลี่ยนเรื่องถาม
"พี่มีธุระมาหาหลวงลุงหรือฮะ" |
 |
"ครับ ผมจะมาขอให้ท่านหาฤกษ์แต่งงาน" ฝ่ายชายบอก
"ท่านงดรับแขกสามวันฮะ วันที่ ๑๑ พี่มาใหม่ก็แล้วกัน" คนพูดคาดว่าคงจะได้รับการต่อว่าต่อขานอีก
เช่นเดียวกับรายอื่น ๆ หากก็ต้องผิดคาดเพราะเขาพูดว่า
"งั้นวันที่ ๑๑ ผมจะมาใหม่นะครับ" พูดจบก็ลุกออกไป ไม่ถามเสียด้วยซ้ำว่าเหตุใดท่านพระครูจึงไม่ลงรับแขก
"สาธุ ขอให้คนที่มาหาหลวงลุงน่ารักเหมือนคนคู่นี้ทุก ๆ คนเถิด เจ้าประคู้น"
นายขุนทองแอบตั้งจิตอธิษฐาน
ครู่หนึ่งเขาก็ได้ยินเสียงร้องกรี๊ด ๆ ดังมาจากลานจอดรถ เสียงนั้นแหลมลึกอย่างประหลาด
ชายหนุ่มจึงวิ่งไปยังที่มาของเสียง แล้วก็พบคุณหญิงปทุมทิพย์ยืนเต้นเร่า
ๆ ส่งเสียงกรี๊ด ๆ อยู่ข้างรถเบ๊นซ์ ชายวัยกลางคนแต่งชุดทหารยศพันตรียืนงงงันอยู่
"เกิดอะไรขึ้นหรือฮะ" เขาถามนายทหาร
"ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน เห็นคุณหญิงท่านเดินผ่านต้นปีบมา ผมก็เตรียมลงมาเปิดประตูให้ท่าน
แล้วท่านก็มายืนร้องกรี๊ด ๆ อย่างที่คุณเห็นนี่แหละ"
"คุณหญิงฮะ คุณหญิง" ผู้ชายที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิง เข้าไปจับตัวคุณหญิงเขย่าแรง
ๆ หมายจะให้เธอรู้สึกตัว
"ว้าย อย่ามาถูกต้องตัวข้านะ" เสียงแหลมกรี๊ดใส่ นายขุนทองรู้ทันทีว่านั่นมิใช่คุณหญิง
แต่จะเป็นใครนั้นต้องถาม
"ข้าน่ะใครล่ะ แกเป็นใคร" |
"เป็นใครก็ช่างข้า อยากรู้จริง ๆ ก็ไม่ถามหลวงพ่อซี "วิญญาณ" ในร่างของคุณหญิงปทุมทิพย์ตอบ
"บอกเดี๋ยวนี้ไม่ได้หรือ ทำไมจะต้องถามหลวงพ่อ ท่านกำลังอยู่ในสมาบัติ
จะถามได้ยังไง"
"ก็เพราะอย่างนี้ซี ข้าถึงมาเข้านังคุณหญิง หมั่นไส้มันตั้งแต่วันนั้นแล้ว
แต่ที่ไม่กล้าทำอะไรเพราะเกรงใจหลวงพ่อ" แขกเหรื่อที่ตั้งใจจะมาหาท่านพระครู
เมื่อเดินผ่านลานจอดรถจึงพากันหยุดดู รวมทั้งด็อกเตอร์กับคู่หมั้นซึ่งกำลังจะเดินไปที่รถของตน
ประเดี๋ยวหนึ่ง บรรดาแม่ครัวก็ยกขบวนกันมานำหน้าด้วยนางบุญพา นางสาวนางบุญรับ
"อะไรกันวะขุนทอง" นางถามหลานชายท่านพระครู
"ไม่รู้เหมือนกัน ป้าดูเอาเองสิ" ชายหนุ่มบอก นางบุญพาจึงเข้าไปเขย่าตัวคุณหญิง
พลางถามเสียงอ่อนหวาน
"คุณหญิงเจ้าขา เป็นอะไรไปเจ้าคะ "ร่าง" ของคุณหญิงสะบัดอย่างแสนจะรังเกียจสัมผัสของฝ่ายนั้น
"อย่ามาจับข้านะ นังคนสกปรก"
"อิฉันอาบน้ำแล้วเจ้าค่ะ อาบเสร็จก็มานี่แหละ" นางบุญพาตอบ ครั้นสบตากับคุณหญิง
ก็ถึงกับขนลุกซู่ เพราะคุณหญิงจ้องนางตาไม่กระพริบ รู้ได้ทันที่ว่านั่นมิใช่คุณหญิงแต่เป็น
"ผี" จึงก้มกราบปะหลก ๆ "โอ๊ยกลัว...กลัวแล้วจ้ะ อย่าถือสาหาความอะไรกะฉันเลย
ไปที่ชอบ ๆ เถอะ"
"ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่ช่วยหลวงพ่อดูแลวัด แกนังคนสกปรก คนอย่างแกต่อให้อาบน้ำอีกสักสิบตุ่มก็ไม่สะอาด
เพราความสกปรกมันอยู่ที่ใจแก มันแนบเนื่องอยู่ในกาย ในใจของแก ข้ารู้ข้าเห็นมานานแล้ว
แต่ที่ไม่ทำอะไรเพราะเกรงใจหลวงพ่อ ขอให้รู้ไว้ว่าข้ารอโอกาสนี้มานานแล้ว"
"ได้โปรดเถอะจ้ะ อย่าทำฉันเลย ฉันไม่เคยทำผิดคิดร้ายใคร" คราวนี้ "วิญญาณ"
ในร่างคุณหญิงเท้าสะเอวด้วยมือซ้าย ส่วนมือขวาชี้หน้าคนที่กำลังก้มกราบปะหลก
ๆ กราบจนหยุดไม่ได้
"หนอยแน่ะ พูดออกมาได้ว่าไม่เคยทำผิดคิดร้าย คนอย่างแกมันชั่วแล้วก็ยังไม่ยอมรับว่าตัวเองชั่ว
ชั่วทั้งกาย วาจา ใจ นึกว่าข้าไม่รู้หรือ แกมาทำครัวช่วยหลวงพ่อน่ะ
แกบริสุทธ์ใจหรือก็เปล่า เวลาพวกแม่ครัวเขาเผลอ แกก็แอบเอาหอมกระเทียมบ้าง
มีดบ้าง หมูบ้าง ปลาเค็มบ้าง ใส่พกกลับไปบ้าน ถึงคนอื่น ๆ จะไม่เห็น
แต่ข้าก็เห็น" บรรดาแม่ครัวพากันจ้องหน้านางบุญพา แล้วถามเป็นเสียงเดียวกัน
"จริงหรือ" นางกำลังจะปฏิเสธ "คุณหญิง" ก็ขู่ว่า
"ถ้าพูดไม่จริง แม่จะหักคอทิ้งเดี๋ยวนี้แหละ"
"โอ๊ย กลัวแล้วจ้ะกลัวแล้ว อย่าทำลูกช้างเลย
หลวงพ่อช่วยลูกช้างด้วย" นางบุญพาร้องเสียงหลง นายสมชายกลับจากจ่ายตลาดกับหัวหน้าแม่ครัว
เห็นคนยืนมุงอยู่ที่ลานจอดรถ จึงพูดกับหัวหน้าแม่คร้วว่า
"เกิดอะไรขึ้นไม่รู้นะป้านะ หลวงพ่อท่านก็มาตัดสินให้ไม่ได้เสียด้วย
ยังไง ๆ ผมก็ต้องรักษาคำมั่นสัญญาจนถึงที่สุด" เขานำรถเข้ามาจอดใกล้
ๆ แล้วชวนหัวหน้าแม่ครัวลงไปดู นายขุนทองรีบวิ่งมารายงาน
"คุณหญิงถูกวิญญาณเข้าสิงแน่ะพี่ ด่ายายบุญพาใหญ่เลย" ศิษย์วัดดูประเดี๋ยวเดียวก็รู้ว่า
นายขุนทองไม่ได้พูดเล่น จากประสบการณ์ที่เคยตามท่านพระครูไป
"จับผี" หลายครั้ง จึงรู้ว่าผีที่มาเข้าคุณหญิงไม่ใช่ผีปลอม
"ไปตามหลวงพี่บัวเฮียวมาด่วน" นายขุนทองรีบวิ่งไปยังกุฏิของพระบัวเฮียว
เห็นท่านกำลังเดินจงกรมอยู่จึงว่า
"ขออภัยนะฮะหลวงพี่ คุณหญิงถูกผีเข้าฮะ หลวงพี่ช่วยไปดูหน่อย"
ภิกษุวัยเลยเบญจเพสพักการปฏิบัติไว้ชั่วคราว แล้วตามนายขุนทองไป |
 |
|