 |
การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
ถ้าพูดตามสมัยใหม่เขานิยมเรียกว่า มาพัฒนาจิต มาพัฒนาคุณธรรม
ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเก่า เป็นเรื่องตั้งแต่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่โน้น
ทรงชี้แจงต่อพุทธศาสนิก ให้บำเพ็ญจิตภาวนา พัฒนาจิตให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชีวิตโดยใช้สติปัญญาเป็นอาภรณ์ประดับจิตนั่นเอง
|
วิธีปฏิบัติในสติปัฏฐานสี่
ที่เรียกว่า ทางสายเอกของพระพุทธเจ้านั้นเอง
เรียกว่าการเจริญวิปัสสนา เป็นธุระหน้าที่ที่เราจะต้องดำเนินวิถีชีวิต
โดยใช้สติปัญญาเป็นอาวุธ เพื่อไม่ให้พลาดผิดในการทำงานทุกอย่าง เพราะหน้าที่และการงานเป็นผลงานของชีวิตที่เราต้องทำโดยใช้สติปัญญาตลอดเวลา
แต่การทำงานที่ประกอบไปด้วยปัญญานั้น ถ้าเราไม่ฝึก เราไม่อบรม ด้วยความอดทนอย่างยิ่งแล้ว
เราจะไม่พบความจริงดังที่กล่าวแล้ว
เริ่ม ยืน-เดินจงกรม
การเดินจงกรม ยืนกำหนดต้องใช้สติกำหนดมโนภาพ
อันนี้มีประโยชน์มาก แต่นักปฏิบัติส่วนใหญ่ไม่ค่อยปฏิบัติจุดนี้ ปล่อยให้เลยล่วงไปเปล่าโดยใช้ปากกำหนดไม่ได้ใช้จิต
ไม่ได้ใช้สติกำหนดให้เกิดมโนภาพ อันนี้มีความสำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติมาก
ผู้ปฏิบัติต้องจับจุดนี้ คำว่า ยืนหนอ ๕ ครั้ง
ยืนอยู่นั้นต้องหลับตาวาดมโนภาพ เพราะจิตนี้มันวุ่นวายฟุ้งซ่าน
คิดอ่านอยู่เสมอ แต่แล้วเราใช้สติกำหนดตามจิตโดยว่า
ยืนหนอ ๕ ครั้ง
อาตมามีวิธีปฏิบัติให้เอามือไพล่หลัง
มือขวาจับมือซ้าย ก็ต้องการให้ตรงกระเบนเหน็บ หลังจะไม่งอในเมื่อเฒ่าแก่ชราลงไป
บางท่านก็ถนัดเอามือไพล่ข้างหน้า ก็ใช้ได้แต่โดยวิธีการแล้ว
ทำให้ต่อตัว ทำให้หายใจไม่ปกติ ปอดผายไม่เข้าสู่ภาวะ และคำว่า
ยืน ๕ ครั้ง ท่านทั้งหลายทำได้แล้วหรือยังว่า กำหนดจิต ต้องใช้สติ
ไม่ใช่ว่าแต่ปากว่า ยืนหนอ ๆๆๆ แล้วก็ลืมตา ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ
ไม่ได้มีจังหวะ ไม่ได้ใช้สติควบคุมจิต ดูแลจิต ให้มันได้จังหวะตัวกำหนด
ไอ้ตัวกำหนดเป็นตัวฝึก อันนี้มีความสำคัญ อาตมาจึงต้องขอย้ำไว้
ซ้ำข้อนี้ เน้นหลักในข้อนี้ให้มาก เพราะมันมีประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติ
เอาไปใช้ในกิจประจำวันได้อย่างดีที่สุด คำว่า ยืนหนอ นี้ไม่ใช่หมายความว่า
กำหนดย่างนี้เสมอไป ต้องใช้จิตปักลงที่กระหม่อม กระหม่อมของเราทุกคนอยู่ตรงไหน
ตั้งสติไว้ตามจิตลงไป........ไม่ง่ายเลย แต่ต้องทำซ้ำ ๆ ให้เคยชิน
ให้สติคุ้นกับจิต จิตคุ้นกับสติอย่างนี้ ถึงจะเกิดสมาธิ ไม่ใช่หมายถึงว่าเรากำหนดแล้วได้ผลเลยนะ
ยังไม่ได้ผล แต่เราทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ ให้เคยชิน เราต้องมีการฝึกจิตอยู่ที่กระหม่อม
วาดมโนภาพลงไปให้ช้า ๆ ลมหายใจนั้นก็ไม่ต้องมาดู แต่หายใจให้ยาว
ๆ มันจะถูกจังหวะ แล้วตั้งสติตามจิตไปว่า
ยืน ที่กระหม่อมแล้วก็ หนอ......ลงไปที่ปลายเท้า
ดูมโนภาพ จะเห็นลักษณะกายของเรายืนอยู่ ณ บัดนี้ เห็นกายภายนอก
น้อมเข้าไปเห็นกายภายใน |
แต่โดยวิธีปฏิบัติแล้ว ต้องเอาข้างในออกข้างนอก จึงจะมีข้อคิดให้เกิดปัญญาได้
ถ้าเราลืมตาขณะที่ยืนหนอ ๕ ครั้งแล้ว มันเห็นแต่ภายนอก แต่ภายใน สภาวธรรมมันจะเห็นได้ยาก
จึงต้องหลับตา จะได้ไม่มองเห็นสิ่งอื่น สิ่งแวดล้อมที่เรายืนอยู่ ณ
บัดนั้น แล้วไม่เห็นกายข้างนอก ให้เห็นกายภายใน กายภายในกายนั้น ต้องประกอบไปด้วยสติ
แล้วก็จิตปักลงไปว่า ยืน....หนอ....ลงไปถึงปลายเท้า เห็นชัดมาก แล้วก็สำรวมที่ปลายเท้า
อย่าเพิ่งกำหนดให้มันติดกัน ยืนตั้งแต่ปลายผมลงไป จากกระหม่อมลงไปถึงปลายเท้าว่า
ยืน....หนอ....หรือยืนนั้น จิตปักไปถึงสะดือแล้วหนอ
จากสะดือลงไปปลายเท้า ให้ได้จังหวะอย่างนั้น ไม่ใช่ยืนหนอแล้วก็จิตไปถึงปลายเท้า
อันนี้เป็นอดีตแล้ว
|
เพราะวิธีปฏิบัตินี้ทำยาก
ต้องทำให้ได้จังหวะ ได้ระบบของเขา มันจึงจะเกิดปัญญา เกิดสะสมเข้าไว้ด้วยดี
โดยวิธีนี้ คำว่า ยืน ปักลงที่กระหม่อมแล้วสติตามลงไปเลย วาดมโนภาพ
ยืน....ถึงสะดือ ร่างกายเป็นอย่างนี้แหละหนอ จากสะดือลงไปก็ลง
หนอ....ลงไปที่ปลายเท้า อย่างนี้ทำง่ายดี สำรวมใหม่สักครู่หนึ่ง
จึงต้องอย่าไปว่าติดกัน ถ้าว่าติดกันมันไม่ได้จังหวะ ขอให้ญาติโยมผู้ปฏิบัติทำตามนี้จะได้ผลอย่างแน่นอน
|
|
อันนี้เริ่มต้น ยืน...มโนภาพ
หายใจยาว ๆ หายใจให้ยาว ๆ ว่า ยืน....ถึงสะดือแล้ว
รวมจุดศูนย์สะดือ มโนภาพ หนอ....ลงไปปลายเท้า เห็นเท้าทั้งสองโดยมโนภาพยังไม่ชัด
ครั้งหนึ่งยังไม่ชัด
ครั้งที่สอง สติก็ตามสำรวมที่ระลึกก่อนว่า
เท้ามีสองข้างจากปลายเท้านั้น รวมอยู่ในจุดของเท้าทั้งสองข้าง แล้วก็บอกว่า
ยืน....ขึ้นมาถึงสะดือ หนอ....เรื่อยมาถึงกระหม่อม นี่ครั้งที่สอง
ครั้งที่สามจะชัด ยืน....ถึงสะดือ
แล้วตั้งสติไว้ตามจิตที่ผ่านไปแวบถึงสะดือ แล้วสองบอก
หนอ....จากสะดือถึงปลายเท้า สำรวมอย่างนั้นจึงจะได้จังหวะ
พอครั้งที่สี่ชัดขึ้น
สำรวมจากปลายเท้าทั้งสอง เห็นได้ชัดแล้ว อันนี้เห็นชัด จิตก็ไม่กระสับกระส่าย
ครั้งที่สี่นี้จิตไม่กระสับกระส่ายแน่นอน สำรวมอยู่ที่ปลายเท้า แล้วก็ตั้งสติไว้ให้ดีก่อน
ระลึกว่าเท้าทั้งสองข้างมีอะไรบ้าง แล้วก็จึงกำหนดจิต ใช้สติตามว่า
ยืน....ขึ้นมาถึงสะดือ จากสะดือต่อว่า
หนอ....ขึ้นมาถึงปลายผม คือกระหม่อมเป็นครั้งที่สี่
ครั้งที่ห้านี้ชัดขึ้นไปกว่ายืนหนอในขั้นต้น
ในข้อหนึ่งยืนครั้งที่ห้า ยืน....ถึงสะดือแล้วสำรวมจิตลง หนอ....ลงไป
มันจึงจะได้จังหวะดี ผู้ปฏิบัติไม่เข้าใจทำวรรคตอนเลย ก็ยืนหนอ ๆๆ
ว่าไว ๆ จิตก็กำหนดไม่ได้ จิตมันเร็วแต่สติตามไม่ทัน เลยสมาธิไม่เกิด
ปัญญาจะได้มาจากไหนเล่า สมภาคแสดงออกจะไม่ทราบ
 |
ขอนักปฏิบัติธรรม ทำตามแบบนี้
แล้วสำรวมลงไปปลายเท้า ครั้งที่ ๕ ยืน....ถึงสะดือแล้ว
หนอ....ลงไปช้า ๆ ถึงปลายเท้า หนอพอดีที่เท้าทั้งสองยืนอยู่ที่พื้นนั้น
แล้วก็ลืมตาทันที ลืมตาอย่าเพิ่งกำหนด ลืมตาดูเท้าสักครู่หนึ่ง
ตั้งสติไว้ให้ดีจึงได้เขยื้อนเคลื่อนกายขวา
ยกขึ้นมา แล้วก็สัมปชัญญะบอกให้รู้ปัจจุบัน
ย่าง....หนอ....ลงพื้นพอดี จิตดวงนั้นไปไหน
ถ้าเห็นสภาพความเป็นอยู่ของจิตมันจะรู้ว่าวูบลงไปตรงไหนอย่างไร
จิตดวงใหม่จะแสดงออก คือบอกให้ทราบใหม่เกิดขึ้น
จิตก็เกิดดับอย่างนี้ ถ้าท่านทั้งหลายทำเร็ว
ท่านจะไม่มองเห็นธรรมชาติของจิตในสภาวธรรม จึงต้องทำให้ช้าที่สุด
ที่จะช้าได้เท่าไรยิ่งดีที่สุดโดยวิธีนี้ ลมหายใจเข้าออกด้วยวิธีกำหนดนี้มันก็ล่าช้าลงไป
ทำให้เห็นภาวะข้างในได้ชัดเจน นี้ตรงนี้เป็นจุดสำคัญ ไม่ใช่กำหนดแต่ปากอย่างที่เคยกำหนดกัน
เดี๋ยวเราก็ไม่มีสติเลย จิตมันก็วูบวาบไปที่โน่น คลอนแคลนไปที่นี่
เดี๋ยวแวบที่นั่น แวบที่นี่ กระสับกระส่ายอยู่เสมอ อันนี้เราทำได้จังหวะแล้ว
จิตจะไม่กระสับกระส่ายแต่ประการใด |
แล้วขวาย่างหนอ....ลงพื้น ซ้ายย่างหนอ....ลงพื้นพอดี
ทำช้า ๆ เดินจงกรมไปเรื่อย ๆ เราจะเห็นได้ว่า อ๋อ ขวากับซ้ายมันอันเดียวกันหรือไม่
จะเห็นชัด แสดงออกตอบไดทันที่ว่ามันเป็นอันเดียวกันหรือเปล่า ตอบได้ด้วยตนเอง
ประการที่สอง จิตที่กำหนดขวากับจิตที่กำหนดซ้ายเหมือนกันไหม คล้ายคลึงกันไหม
จะไม่เหมือนกันเลยนะ มันดับวูบลงไปแล้ว จิตดวงใหม่เกิดขึ้นขณะเกิดขึ้นนั้น
คือสติระลึกก่อน มันจะบอกว่าซ้าย ยกขึ้นมาพอดีได้จังหวะ นั่นคือตัวสติ
เป็นตัวกำหนดใหม่ แล้วก็ย่าง....หนอ ลงพื้นพอดี สติมา สัมปชาโน มีสติเกิดขึ้น
ระลึกก่อนปัจจุบันธรรมก็ได้ผล คือ สัมปชัญญะปัพพะ ปัญญาก็เกิดขึ้น
ภาวะธรรมสภาพความเป็นอยู่ของการปฏิบัติก็ชัดลงไป มันก็แจ้งชัดแล้วคล่องแคล่วดีกว่าเดิม
ขอให้นักปฏิบัติเดินให้มาก
ๆ ถ้าท่านผู้ใดเดินไม่ได้เพราะขาไม่ดี ปวดแข้งปวดขา เดินไม่ได้เลยก็ไม่เป็นไรนะ
เราก็นั่ง เราก็นอนได้ ทุกวิถีทางอิริยาบถ ๔ ทำได้ทุกอิริยาบถ
แต่ถ้าเราอินทรีย์พร้อมมูลบริบูรณ์ดี ก็ยืนเดินนั่งนอนได้ ก็ทำให้เราทำได้ไว
ทำให้ติดต่อกัน ไปได้ไวมากโดยไม่ขาดสาย |
แต่พระพุทธเจ้าทรงชี้แจงแสดงไว้ว่า การปฏิบัตินี้จะยืนก็ได้
จะเดินก็ได้ จะนั่งก็ได้ จะนอนก็ได้ ในอิริยาบถ ๔ ด้วยกาย เวทนา จิต
ธรรม ในภาคกาย ในภาคเวทนาต้องครบ เพราะทุกคนต้องมีเวทนาด้วยกันไม่พลาดแน่
ไม่ใช่นั่งสบาย ไม่มีเวทนาเลย นี่แหละ อริยสัจ ๔ ก็ครบในอิริยาบถ นี่เหมือนกันโดยกาย
เวทนา จิต ธรรม มันก็อยู่ตรงนี้ทั้งนั้น ต้องมีภาคกาย ภาคเวทนา ปวดเมื่อยทุกข์กาย
ทุกข์ใจ สุขกาย สุขใจ และก็เป็นแบบเรียนเป็นบทเรียนให้เรา ที่เราจะต้องใช้เป็นตำราอยู่ในเวทนาครบ
สติก็ดีขึ้นในเวทนา ด้วยวิธีฝึกกำหนดเวทนาเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป แล้วอนิจจังไม่เที่ยงเป็นทุกข์
ก็แก้ไขได้โดยอนิจจังคือความไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์อย่างนี้แหละหนอ
แล้วอนัตตาก็แสดงให้เราเห็นเป็นพระไตรลักษณ์เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป
สูญไปไม่มีอะไรติดตัว เดี๋ยวก็วนมาอีกเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ก็เรียกว่าอนัตตา
มันเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติของมันเองโดยเฉพาะ เรียกตามศัพท์ภาษาธรรมะก็เรียกว่าพระไตรลักษณ์
เกิดขึ้นแก่เราในขณะนั้น ปัญญาถึงจะเกิดต่อภายหลัง จึงเรียกว่า วิปัสสนาตอนนั้น
ตอนต้นก็เรียกว่าอุปาทาน ยังมีขันธ์ในอุปาทาน ยังยึดขันธ์อยู่ เช่นรูปขันธ์
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ มันมีขันธ์ทั้ง ๕ อยู่ที่เราครบ
|