ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 2
:: ภาคธรรมปฏิบัติ :: เรื่อง วิปัสสนาแก้กรรม
โดย พระครูภาวนาวิสุทธิ์

วันนี้จะเล่าเรื่องพิเศษให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนาแล้วสามารถแก้กรรมได้

กล่าวถึงนายไกร พัฒนทายาท ทำงานอยู่ที่สำนักงานไร่ยาสูบเพชรบูรณ์ บ้านเดิมอยู่จังหวัดแพร่ เป็นลูกของ มัคทายกวัด สำเร็จการศึกษาแค่มัธยม ๖ ก็มาเข้างานที่สำนักงานไร่ยาสูบที่จังหวัดเพชรบูรณ์

นายไกรเข้ามาทำงานโดยผู้จัดการคนก่อนรับไว้และช่วยเหลืออุปการะ ตั้งแต่เป็นเสมียนจนเลื่อนขึ้นมาเป็นหัวหน้าพัศดุ ต่อมาเกิดมีการก่อสร้างโรงเรือนต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ผู้จัดการคนใหม่กับรองผู้จัดการไม่ถูกกันอย่างแรงเลยทีเดียว นายไกรก็ทำบัญชีตะพึด โกงหรือไม่โกงเราไม่รู้ ก็ได้ความว่าผู้สอบบัญชีมาตรวจพบว่าผู้จัดการทุจริตในหน้าที่ การก่อสร้างนี้เอาสิ่งของวัตถุก่อสร้างไปใช้ผิดประเภท

ทางการก็สั่งพักงานผู้จัดการทันที ข้างนายไกรก็กลุ้มอกกลุ้มใจเหลือเกิน "เอ เราจะเบิกความอย่างไร ต้องเป็นพยาน เราจะต้องติดร่างแหด้วยถ้าเบิกไปตามจริงนี้เจ้านายจะติดคุก แต่ท่านก็เป็นเจ้านายเรานี่ แหม! พะอืดพะอมเหลือเกิน เราอุตส่าห์ตั้งใจทำงานตั้งแต่เป็นเสมียนจนเลื่อนขึ้นมาเป็นหัวหน้าพัศดุมีเงินเดือนเงินดาวสูงขึ้น และลูกยังเล็ก ๆ ๓ คน จะออกใหม่อีกคนเป็น ๔ คนทำนองนี้ จะบอกให้การตามจริงก็เป็นการที่จะต้องแฉผู้จัดการผู้มีพระคุณและเป็นเจ้านาย ถ้าเราจะให้การโดยเล่ห์กระเท่ห์เพทุบาย ก็เป็นการโกงรัฐบาล" เป็นคนตรงอย่างนี้ ในที่สุดนายไกรตัดสินใจตาย ก็บอกกับภรรยาลูกเล็ก ๆ ว่าจะเข้ากรุงเทพฯ นะ รถรายังไม่เจริญก็เตรียมหีบ เตรียมยาอันตรายไปเสร็จขึ้นรถยนต์ไปลงตะพานหิน ซื้อตั๋วรถไฟไปลงกรุงเทพฯ มันเป็นบุญวาสนาของเขาก็เกิดให้ร้อนอกร้อนใจลงเสียที่สถานีลพบุรี ไม่ไปกรุงเทพฯ แต่บอกกับภรรยาว่าจะไปธุระราชการที่กรุงเทพฯ ติดต่องานนิดหน่อยเท่านั้น ด้วยความกลุ้มใจว่าตัวจะต้องโดนติดคุกด้วยเสียอกเสียใจ ข้าวปลาไม่รับประทานมาลงที่สถานีลพบุรีเสร็จแล้วก็แบกหีบเทิ่ง ๆ ไป

ตอนนั้นไฟฟ้าภูมิภาคไม่มีนะ มีไฟฟ้าเทศบาลอยู่ที่สวนสัตว์โน่น ไปทางวัดไก่มีโรงไฟฟ้าสำหรับปั่นของเทศบาล สมัยเก่าไฟฟ้ายังไม่เข้า เขาก็มีวิกอยู่ ๒ วิก วิกนารายณ์กับวิกท่าขุนนาง และนายไกรนี่ก็ไปพักโรงแรมทหารบก พักโรงแรมไฟฟ้าก็หรี่ตอนหัวค่ำ แล้วก็นั่งเขียนหนังสือว่าจะกินยาตายและก็ขอตายที่โรงแรมนี้ เขียนหนังสือว่า เขาเป็นใคร ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน ทำไม่ต้องมากินยาตายที่นี้ด้วย ขอให้โรงแรมได้รับทราบในเรื่องนี้ของเขาในค่ำคืนวันนี้ แต่เขาก็ยังมีบุญอยู่ พอเอายาขึ้นมาดื่ม ไฟฟ้าซึ่งริบหรี่อยู่เกิดสว่างพรึบขึ้นมาทันที สว่างโล่งเลย ตกใจ! ยาหกไปหน่อยแล้วก็วางตั้งสติ เขาเล่าให้ฟังอย่างนี้ ตั้งสติอารมณ์ใหม่ เอ! เมื่อกี้ไฟมันหรี่ มัน ๖ ทุ่มกว่า จะตี ๑ แล้ว หนังเลิกคนก็ใช้ไฟน้อยลง ไฟก็สว่างพรึบขึ้น

นายไกรก็มาคิดว่า เอ! เราจะมากินยาตายคิดสั้น ๆ อย่างนี้หรือ พ่อแม่เราก็เป็นมัคทายกวัด อยู่จังหวัดแพร่ เป็นคนใจบุญสุนทาน เราจะทำอย่างไรดี คืนนั้นก็ไม่ได้นอนตลอดคืน แล้วก็คิดตกลงใจว่า อย่าเลย! เราจะไปหาสำนักวิปัสสนา จะไปที่ไหนดี ก็ตรึกตรองอยู่จนสว่าง แล้วก็จ่ายค่าโรงแรมก็แบกหีบเทิ่ง ๆ ไป กินกาแฟแก้วหนึ่งแก้หิว ข้าวปลาไม่เอา ก็แบบหีบไปถึงท่าโพธิ์

ตอนนั้นรถประจำทางไม่มีรถบัสหรอก มีแต่รถคอกหมู รถมีม้านั่ง แล้วก็นั่ง ๆ กันไป สิงห์-ลพบุรี สิงห์-ลพบุรี ก็ไม่ทราบว่าจุดหมายปลายทางจะไปที่ไหนประการใด นายไกรก็แบกหีบมา พวกท้ายรถก็มาช่วยแหบหีบ ปากก็ร้องว่า สิงห์ สิงห์ สิงห์ แหบหีบขึ้นหลังคาไปเลย มัดเลย ขึ้นครับเขาให้ไปสิงห์ ก็ใจลอยอยู่แล้ว สติสตังไม่มีก็ขึ้นส่งไปเลย เก็บบาทหนึ่ง ลพบุรี-สิงห์ บาทหนึ่ง นี่สมัยนั้นนะก็ขึ้นไป ขึ้นไปแล้วทำอย่างไร พวกมาเก็บสตางค์ถามไปไหน ตอบ "ไม่รู้" ไม่รู้ยังไงแล้วผมจะเก็บตังถูกหรือ ไปท่าวุ้งหรือลงไหน สิงห์ก็แล้วกันเก็บบาทหนึ่ง" เสียตังค่าโดยสารรถมาถึงตลาดปากบางทางที่จะเข้ามาวัดเรานี่ ถึงบางนา รถเสียเลย แก้ไม่ติดทำอย่างไรก็ไม่ติด เสียเลย

นายไกรก็ลงจากรถ มานั่งกอดอกอยู่ที่ร้านกาแฟ มีร้านกาแฟอยู่ร้านเดียว เดี๋ยวนี้เจริญแล้ว ที่บางนาตรงนี้เอง ก็นั่งกอดเข่า ร้านกาแฟเขาถามว่า "นี่คุณจะไปไหน" ตอบไม่รู้ เอ้! ไม่รู้จะไปไหน เอาโอวัลตินมาถ้วยหนึ่งเถอะ พอดื่มโอวัลตินแล้ว รถก็ยังไม่ติด รถไม่ติดเลย สักประเดี๋ยวก็เกิดลางสังหรณ์ใจขึ้นมา บอก "นี่กระเป๋าเอากระเป๋าผมลง เดี๋ยวผมขอคุยกับแม่ค้าก่อน แม่ค้าก็ถามว่าคุณมาจากไหน ก็ไม่บอก ถามว่า "นี่แม่คุณเอ๋ย วัดไหนมีสำนักรรมฐานบ้าง อยากให้พาไป"

พอดีร้านกาแฟเขารู้จักอาตมา "เอ้าเดี๋ยวจะพาไปเอา ๕ บาท" แล้วผลสุดท้ายก็แบกหีบมาให้ พอตกลง ๕ บาท เฉ่งเงินเลย ต้องให้เกินก่อนไม่งั้นไม่พาไป พอเฉ่งเงินเสร็จเรียบร้อยรถติดเลย ไม่ได้เสียอะไรแล่นต่อไปได้ นี่เห็นไหมนี่ เลยแบกหีบเทิ่งมา อาตมาจำวัดอยู่ในโบสถ์ โบสถ์หลังเก่าไม่ใช่หลังนี้ เป็นป่าดงพงทึบเป็นป่าแฝก ป่าหญ้าคาแน่นหมด มีกุฏิกรรมฐานอยู่ ๓ หลัง ที่แม่สะอิ้งสร้างไว้ หลังแรก

นายไกรมาแล้วพร้อมกับคนรับจ้างแบกหีบ ส่งแค่หน้าโบสถ์บอกกลับละครับ แล้วเขาก็กลับ อาตมาก็ถามว่า "โยมมาจากไหนนี่"
ไม่บอก บอก "ผมชื่อนายบุญพัฒนา" โกหกเราเลย ชื่อนายบุญพัฒนา มาจากไหนก็ไม่รู้
อาตมารู้แล้ว "เดี๋ยวไปอาบน้ำเสียก่อน จะมานั่งเข้ากรรมฐานใช่ไหม"
"ใช่" และเขาก็ไปอาบน้ำอาบท่าแล้วก็จะมานั่ง
บอก "เดี๋ยวฟังโอวาทก่อน" อาตมาก็ให้โอวาท ไปตรงเรื่องเขาหมดเลย ร้องห่มร้องไห้ อาตมาก็จับได้ บอกเสียตรง ๆ นะ มีเรื่องอะไรใจเหรอ

ก็เล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนอวสาน เล่าให้อาตมาฟัง เรารู้เรื่องเขาหมดแล้วก็บอก "เอาอย่างนี้แล้วกัน อยู่ ๗ วัน รักษาศีล ๘ เดี๋ยวนี้" อาตมาก็ให้กรรมฐาน พอให้กรรมฐานเสร็จแล้ว เดินจงกรม เอาเลย ไม่ใช่ ๓๐ นาทีหรอก ต้อง ๑ ชั่วโมงนะ เดิน ๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมง และให้ไปนั่งกับอาตมาในโบสถ์เพราะกุฏิมีอยู่ ๓ หลัง ยังไม่มีพระมาอยู่ทางนี้ พระยังไม่ค่อยมีมาก ก็ให้นั่งในโบสถ์ นั่งเสร็จแล้วก็ให้แผ่เมตตา แผ่เมตตาถึงเจ้านาย

 

หน้าต่อไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่