|
วันนี้จะเล่าเรื่องพิเศษให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง
เป็นเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนาแล้วสามารถแก้กรรมได้
กล่าวถึงนายไกร พัฒนทายาท
ทำงานอยู่ที่สำนักงานไร่ยาสูบเพชรบูรณ์ บ้านเดิมอยู่จังหวัดแพร่ เป็นลูกของ
มัคทายกวัด สำเร็จการศึกษาแค่มัธยม ๖ ก็มาเข้างานที่สำนักงานไร่ยาสูบที่จังหวัดเพชรบูรณ์
 |
นายไกรเข้ามาทำงานโดยผู้จัดการคนก่อนรับไว้และช่วยเหลืออุปการะ
ตั้งแต่เป็นเสมียนจนเลื่อนขึ้นมาเป็นหัวหน้าพัศดุ ต่อมาเกิดมีการก่อสร้างโรงเรือนต่าง
ๆ เพิ่มขึ้น ผู้จัดการคนใหม่กับรองผู้จัดการไม่ถูกกันอย่างแรงเลยทีเดียว
นายไกรก็ทำบัญชีตะพึด โกงหรือไม่โกงเราไม่รู้ ก็ได้ความว่าผู้สอบบัญชีมาตรวจพบว่าผู้จัดการทุจริตในหน้าที่
การก่อสร้างนี้เอาสิ่งของวัตถุก่อสร้างไปใช้ผิดประเภท |
ทางการก็สั่งพักงานผู้จัดการทันที ข้างนายไกรก็กลุ้มอกกลุ้มใจเหลือเกิน
"เอ เราจะเบิกความอย่างไร ต้องเป็นพยาน เราจะต้องติดร่างแหด้วยถ้าเบิกไปตามจริงนี้เจ้านายจะติดคุก
แต่ท่านก็เป็นเจ้านายเรานี่ แหม! พะอืดพะอมเหลือเกิน เราอุตส่าห์ตั้งใจทำงานตั้งแต่เป็นเสมียนจนเลื่อนขึ้นมาเป็นหัวหน้าพัศดุมีเงินเดือนเงินดาวสูงขึ้น
และลูกยังเล็ก ๆ ๓ คน จะออกใหม่อีกคนเป็น ๔ คนทำนองนี้ จะบอกให้การตามจริงก็เป็นการที่จะต้องแฉผู้จัดการผู้มีพระคุณและเป็นเจ้านาย
ถ้าเราจะให้การโดยเล่ห์กระเท่ห์เพทุบาย ก็เป็นการโกงรัฐบาล" เป็นคนตรงอย่างนี้
ในที่สุดนายไกรตัดสินใจตาย ก็บอกกับภรรยาลูกเล็ก ๆ ว่าจะเข้ากรุงเทพฯ
นะ รถรายังไม่เจริญก็เตรียมหีบ เตรียมยาอันตรายไปเสร็จขึ้นรถยนต์ไปลงตะพานหิน
ซื้อตั๋วรถไฟไปลงกรุงเทพฯ มันเป็นบุญวาสนาของเขาก็เกิดให้ร้อนอกร้อนใจลงเสียที่สถานีลพบุรี
ไม่ไปกรุงเทพฯ แต่บอกกับภรรยาว่าจะไปธุระราชการที่กรุงเทพฯ ติดต่องานนิดหน่อยเท่านั้น
ด้วยความกลุ้มใจว่าตัวจะต้องโดนติดคุกด้วยเสียอกเสียใจ ข้าวปลาไม่รับประทานมาลงที่สถานีลพบุรีเสร็จแล้วก็แบกหีบเทิ่ง
ๆ ไป
ตอนนั้นไฟฟ้าภูมิภาคไม่มีนะ
มีไฟฟ้าเทศบาลอยู่ที่สวนสัตว์โน่น ไปทางวัดไก่มีโรงไฟฟ้าสำหรับปั่นของเทศบาล
สมัยเก่าไฟฟ้ายังไม่เข้า เขาก็มีวิกอยู่ ๒ วิก วิกนารายณ์กับวิกท่าขุนนาง
และนายไกรนี่ก็ไปพักโรงแรมทหารบก พักโรงแรมไฟฟ้าก็หรี่ตอนหัวค่ำ
แล้วก็นั่งเขียนหนังสือว่าจะกินยาตายและก็ขอตายที่โรงแรมนี้
เขียนหนังสือว่า เขาเป็นใคร ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน ทำไม่ต้องมากินยาตายที่นี้ด้วย
ขอให้โรงแรมได้รับทราบในเรื่องนี้ของเขาในค่ำคืนวันนี้ แต่เขาก็ยังมีบุญอยู่
พอเอายาขึ้นมาดื่ม ไฟฟ้าซึ่งริบหรี่อยู่เกิดสว่างพรึบขึ้นมาทันที
สว่างโล่งเลย ตกใจ! ยาหกไปหน่อยแล้วก็วางตั้งสติ เขาเล่าให้ฟังอย่างนี้
ตั้งสติอารมณ์ใหม่ เอ! เมื่อกี้ไฟมันหรี่ มัน ๖ ทุ่มกว่า จะตี
๑ แล้ว หนังเลิกคนก็ใช้ไฟน้อยลง ไฟก็สว่างพรึบขึ้น |
|
นายไกรก็มาคิดว่า เอ! เราจะมากินยาตายคิดสั้น ๆ อย่างนี้หรือ
พ่อแม่เราก็เป็นมัคทายกวัด อยู่จังหวัดแพร่ เป็นคนใจบุญสุนทาน เราจะทำอย่างไรดี
คืนนั้นก็ไม่ได้นอนตลอดคืน แล้วก็คิดตกลงใจว่า อย่าเลย! เราจะไปหาสำนักวิปัสสนา
จะไปที่ไหนดี ก็ตรึกตรองอยู่จนสว่าง แล้วก็จ่ายค่าโรงแรมก็แบกหีบเทิ่ง
ๆ ไป กินกาแฟแก้วหนึ่งแก้หิว ข้าวปลาไม่เอา ก็แบบหีบไปถึงท่าโพธิ์
ตอนนั้นรถประจำทางไม่มีรถบัสหรอก มีแต่รถคอกหมู
รถมีม้านั่ง แล้วก็นั่ง ๆ กันไป สิงห์-ลพบุรี
สิงห์-ลพบุรี ก็ไม่ทราบว่าจุดหมายปลายทางจะไปที่ไหนประการใด
นายไกรก็แบกหีบมา พวกท้ายรถก็มาช่วยแหบหีบ ปากก็ร้องว่า
สิงห์ สิงห์ สิงห์ แหบหีบขึ้นหลังคาไปเลย มัดเลย ขึ้นครับเขาให้ไปสิงห์
ก็ใจลอยอยู่แล้ว สติสตังไม่มีก็ขึ้นส่งไปเลย เก็บบาทหนึ่ง ลพบุรี-สิงห์
บาทหนึ่ง นี่สมัยนั้นนะก็ขึ้นไป ขึ้นไปแล้วทำอย่างไร พวกมาเก็บสตางค์ถามไปไหน
ตอบ "ไม่รู้" ไม่รู้ยังไงแล้วผมจะเก็บตังถูกหรือ ไปท่าวุ้งหรือลงไหน
สิงห์ก็แล้วกันเก็บบาทหนึ่ง" เสียตังค่าโดยสารรถมาถึงตลาดปากบางทางที่จะเข้ามาวัดเรานี่
ถึงบางนา รถเสียเลย แก้ไม่ติดทำอย่างไรก็ไม่ติด เสียเลย |
นายไกรก็ลงจากรถ มานั่งกอดอกอยู่ที่ร้านกาแฟ มีร้านกาแฟอยู่ร้านเดียว
เดี๋ยวนี้เจริญแล้ว ที่บางนาตรงนี้เอง ก็นั่งกอดเข่า ร้านกาแฟเขาถามว่า
"นี่คุณจะไปไหน" ตอบไม่รู้ เอ้! ไม่รู้จะไปไหน เอาโอวัลตินมาถ้วยหนึ่งเถอะ
พอดื่มโอวัลตินแล้ว รถก็ยังไม่ติด รถไม่ติดเลย สักประเดี๋ยวก็เกิดลางสังหรณ์ใจขึ้นมา
บอก "นี่กระเป๋าเอากระเป๋าผมลง เดี๋ยวผมขอคุยกับแม่ค้าก่อน แม่ค้าก็ถามว่าคุณมาจากไหน
ก็ไม่บอก ถามว่า "นี่แม่คุณเอ๋ย วัดไหนมีสำนักรรมฐานบ้าง อยากให้พาไป"
พอดีร้านกาแฟเขารู้จักอาตมา "เอ้าเดี๋ยวจะพาไปเอา
๕ บาท" แล้วผลสุดท้ายก็แบกหีบมาให้ พอตกลง ๕ บาท เฉ่งเงินเลย ต้องให้เกินก่อนไม่งั้นไม่พาไป
พอเฉ่งเงินเสร็จเรียบร้อยรถติดเลย ไม่ได้เสียอะไรแล่นต่อไปได้ นี่เห็นไหมนี่
เลยแบกหีบเทิ่งมา อาตมาจำวัดอยู่ในโบสถ์ โบสถ์หลังเก่าไม่ใช่หลังนี้
เป็นป่าดงพงทึบเป็นป่าแฝก ป่าหญ้าคาแน่นหมด มีกุฏิกรรมฐานอยู่ ๓ หลัง
ที่แม่สะอิ้งสร้างไว้ หลังแรก
 |
นายไกรมาแล้วพร้อมกับคนรับจ้างแบกหีบ
ส่งแค่หน้าโบสถ์บอกกลับละครับ แล้วเขาก็กลับ อาตมาก็ถามว่า "โยมมาจากไหนนี่"
ไม่บอก บอก "ผมชื่อนายบุญพัฒนา" โกหกเราเลย ชื่อนายบุญพัฒนา
มาจากไหนก็ไม่รู้
อาตมารู้แล้ว "เดี๋ยวไปอาบน้ำเสียก่อน จะมานั่งเข้ากรรมฐานใช่ไหม"
"ใช่" และเขาก็ไปอาบน้ำอาบท่าแล้วก็จะมานั่ง
บอก "เดี๋ยวฟังโอวาทก่อน" อาตมาก็ให้โอวาท ไปตรงเรื่องเขาหมดเลย
ร้องห่มร้องไห้ อาตมาก็จับได้ บอกเสียตรง ๆ นะ มีเรื่องอะไรใจเหรอ
|
ก็เล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนอวสาน เล่าให้อาตมาฟัง
เรารู้เรื่องเขาหมดแล้วก็บอก "เอาอย่างนี้แล้วกัน อยู่ ๗ วัน รักษาศีล
๘ เดี๋ยวนี้" อาตมาก็ให้กรรมฐาน พอให้กรรมฐานเสร็จแล้ว เดินจงกรม เอาเลย
ไม่ใช่ ๓๐ นาทีหรอก ต้อง ๑ ชั่วโมงนะ เดิน ๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมง
และให้ไปนั่งกับอาตมาในโบสถ์เพราะกุฏิมีอยู่ ๓ หลัง ยังไม่มีพระมาอยู่ทางนี้
พระยังไม่ค่อยมีมาก ก็ให้นั่งในโบสถ์ นั่งเสร็จแล้วก็ให้แผ่เมตตา แผ่เมตตาถึงเจ้านาย
|