ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 3
:: ภาคชีวประวัติ :: เรื่อง ประวัติการสร้างพระพุทธแก้วสารพัดนึก
(หลวงพ่อดำ)
โดย พระครูภาวนาวิสุทธิ์

ในหอประชุม ภาวนา-กรศรีทิพา มีพระพุทธรูปองค์หนึ่ง เป็นพระพุทธรูปเชียงแสน ทรงเครื่องสิงห์สาม ประยุกต์ทวาราวดีกับลพบุรีประวัติหลวงพ่อดำ รัศมีหรือพระเกศเป็นของเก่า ส่วนองค์ของท่านไปอยู่พม่า ในสมัยที่พม่ายกทัพเข้ามาตีไทย กระเกศได้หลุดอยู่บริเวณถ้ำ แถวอำเภอฝาง ท่านผู้ช่วยศึกษาธิการ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ได้มอบให้ ดร. กิ่งแก้ว อัตถากร เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๑๔ คราวไปออกค่ายอาสาพัฒนาของวิทยาลัยวิชาการศึกษาพระนครเพื่อสร้างโรงเรียน บ้านสันป่าข่า กิ่งอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม

เมื่อ ดร.กิ่งแก้ว ได้รับพระเกศมาแล้ว ได้เกิดความคิดขึ้นว่าจะสร้างพระถวาย จนเวลาได้ล่วงเลยมาได้ ๑๐ ปี ดร.กิ่งแก้ว เห็นว่าเป็นกาลเวลาอันควรแล้ว จึงได้นำมาถวายไว้กับหลวงพ่อจรัญ ต่อมาเมื่อกลางปี พ.ศ. ๒๕๒๖ นายบุญถิ่น อัตถากร บิดาของ ดร.กิ่งแก้ว ดำริที่จะสร้างองค์พระถวาย จึงได้ขอให้หลวงพ่อ เป็นผู้หาแบบสร้างองค์พระเพื่อสรวมพระเกศ

หลวงพ่อได้นำพระเกศไปปรึกษากับช่างหล่อหลายราย บรรดาช่างก็ไม่สามารถจะบอกได้ว่าเป็นพระเกศพระอะไร หลวงพ่อจึงได้ถามในกรรมฐาน จึงมีเสียงบอกมาว่า อีกสามวันจะมีคนมาหา คนแรกก็ให้ไป เมื่อครบสามวันแล้ว ปรากฏว่า คุณเทียนชัย ภู่พิพัฒน์ ได้มาหาหลวงพ่อที่วัดอัมพวันเป็นคนแรก หลวงพ่อก็แปลกใจว่า คุณเทียนชัย มีอาชีพทางทำแร่ จะมีความรู้ทางหล่อพระได้อย่างไร แม้กระทั่งช่างหล่อที่มีอาชีพทางด้านนี้ก็ไม่สามารถจะรู้ได้ จึงลองปฏิบัติตามเสียงในกรรมฐานที่บอกไว้โดยหลวงพ่อได้นำพระเกศให้คุณเทียนชัยดู คุณเทียนชัยก็รับกับหลวงพ่อว่าจะนำไปปรึกษากับพรรคพวกดู

ต่อมาประมาณหนึ่งอาทิตย์ คุณเทียนชัยได้กลับไปหาหลวงพ่อที่วัด พร้อมกับรูปสเกตซ์พระพุทธรูปเชียงแสนทรงเครื่อง หน้าตักกว้าง ๓๐ นิ้ว ไปให้หลวงพ่อดูพร้อมกับเล่ารายละเอียดให้ฟังว่า ตนได้นำพระเกศนี้ไปให้ จ่าเอก อำนวย แสงวิรุฬ ทหารเรือนอกราชการ ช่างหล่อพระแถวบ้านช่างหล่อดู จ่าอำนวย ก็ไม่ทราบว่าเป็นพระเกศพระอะไร จึงได้นำไปปรึกษา นายจำรัส จันทร์รัตแสงสี ช่างปั้นพระซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่ามือชั้นอาจารย์ อาจารย์จำรัสได้นำไปเทียบกับหนังสือภาษาอังกฤษเล่มหนึ่ง ได้รู้ว่าพระเกศนี้ เป็นพระเกศขององค์พระเชียงแสนทรงเครื่อง จึงได้วาดภาพเหมือนออกมาและบอกว่าพระรุ่นนี้ เป็นพระที่กษัตริย์สร้าง ประชาชนไม่กล้าแตะต้องสิ่งของที่กษัตริย์สร้าง จึงไม่นิยมหรือกล้าสร้างกันในสมัยนั้น จึงพบน้อยมาก

หลวงพ่อเห็นภาพสเกตซ์แล้ว จึงได้ปรึกษากันสร้างโดยคุณเทียนชัยได้เสนอว่าจะทำการเททองหล่อกันที่วัด หลวงพ่อท่านเกรงว่าจะเป็นที่ครหาว่าวัดจัดพิธีหล่อพระหาเงิน คุณเทียนชัยได้เสนอไปหล่อที่บ้านนายเกษม นางฮงไล้ ภู่พิพัฒน์ ที่บ้านตลาดท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี อันเป็นบ้านบิดาของคุณเทียนชัยเอง หลวงพ่อได้ตกลงตามที่คุณเทียนชัยเสนอ โดยได้กำหนดเททองในวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๒๖

ในวันเททองเป็นวันที่มีพายุดีเปรสชั้นเข้าภาคกลางฝนยังตกหนัก แต่บริเวณพิธีหล่อกลับไม่มีฝนตกมีแต่ท้องฟ้ามืดครึ้ม เมื่อเททองเสร็จฝนจึงได้ตกลงมาเทใหญ่ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการหล่อ บรรดาผู้มีจิตศรัทธาทั้งจากลูกศิษย์หลวงพ่อและมิใช่ ได้ร่วมใจสละทั้งเงิน ทองคำ นาก ทองแดง ทองเหลือง และเวลาอย่างเต็มใจ โดยเฉพาะโอกาสอดีตเจ้าเมืองลพบุรี ต้นสกุล "สุจริตจันทร์" มีทองคำพระราชทานผสมอยู่ในโอกาสหนักแปดบาท ลูกหลานได้สละมาลงเบ้าหลอมเป็นองค์พระแก้วสารพัดนึกหรือหลวงพ่อดำ ส่วนอภินิหารที่เกิดขึ้นกับคุณเทียนชัยเองก็ดี กับผู้มาปฏิบัติธรรม หรือ บุคคลอื่น ๆ อีกหลายคน รวมทั้งจ่าอำนวยช่างหล่อพระองค์นี้ จะขอให้คุณเทียนชัยเป็นผู้เล่า แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า การหล่อพระพุทธรูปแทนองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น จะเกิดความศักดิ์สิทธิ์ได้ เจ้าภาพในการหล่อ ผู้ร่วมหล่อก็ดีต้องทำใจให้สะอาดบริสุทธิ์ เสียสละ ปฏิบัติตามรอยพระพุทธองค์ต้องไม่มีกิเลสใด ๆ เข้ามาแฝงไว้นั้นแหละ พระพุทธองค์จะประสาทความศักดิ์สิทธิ์ให้เหมือนหลวงพ่อดำองค์นี้

ประสบการณ์ในการหล่อพระพุทธแก้วสารพัดนึก

คุณเทียนชัย ภู่พิพัฒน์

ผู้เขียนได้รับการติดต่อจากอาจารย์วิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยา ศิษย์ของท่านเจ้าคุณพระภาวนาวิสุทธิคุณ หรือหลวงพ่อจรัญ ให้ช่วยเขียนประสบการณ์ของการหล่อพระประธานที่เคยประสบมา

การเขียนสิ่งที่เร้นลับนี้บางครั้งอาจจะถูกครหาจากบุคคลที่ไม่เชื่อถือในเรื่องนี้ได้ อาจจะถูกข้อหาว่างมงายหรืออื่น ๆ อีกหลายถ้อยคำสุดแต่ท่านเหล่านั้นจะมองไป เมื่อตัดสินใจเขียนแล้วก็พร้อมที่จะน้อมรับคำครหาเหล่านั้นและไม่ต้องการที่จะให้ผู้อ่านต้องเชื่อ เรื่องนี้ควรจะพิจารณาและพิสูจน์ ตามหลักของพระพุทธเจ้าของเราก่อน แต่ขอยืนยันว่า เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ของผู้เขียนเอง

เมื่อประมาณกลางเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ ผู้เขียนได้แวะเข้าไปนมัสการหลวงพ่อจรัญ ที่วัดอัมพวัน ซึ่งอยู่ในระหว่างเส้นทางกรุงเทพฯ-อุทัยธานี ที่ผู้เขียนต้องเดินทางเข้าไปทำเหมืองแร่ดีบุกที่อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีเส้นทางอำเภอด่านช้าง-บ้านไร่ ได้นั่งรอหลวงพ่ออยู่ชั้นล่างของกุฏิเจ้าอาวาสซึ่งหลวงพ่อใช้เป็นที่รับแขก และชั้นบนใช้เป็นที่จำวัดของท่าน

สักครู่หนึ่งหลวงพ่อก็เปิดประตูก้าวออกมาและหยุดอยู่หน้าประตูพร้อมกับเอ่ยขานนามผู้เขียนว่า "คุณเทียนชัย ขึ้นมาข้างบนหน่อย" ผู้เขียนจึงได้เดินตามท่านขึ้นไปชั้นบนของกุฏิซึ่งเป็นที่โล่งทั้งชั้น มีหนังสือข้าวของเอกสารวางอยู่ทั่วไป มีที่ว่างอยู่หน้าบันไดทางขึ้นเท่านั้น กะประมาณ ๗-๘ ตารางเมตรเท่านั้น เป็นสถานที่หลวงพ่อใช้จำวัดและเขียนหนังสือ จึงใช้สถานที่นั้นเป็นที่สนทนากัน

หลวงพ่อได้หยิบเกศของพระหรือรัศมีมายื่นให้ผู้เขียนดูพร้อมกับบอกว่า ท่านได้รับมาจากอาจารย์ ดร.กิ่งแก้ว อัตถากร โดยผู้มอบมีวัตถุประสงค์จะหาองค์พระหล่อสวมเข้ากับรัศมีนี้ พร้อมกับเล่าที่มาว่าอาจารย์กิ่งแก้ว ได้รับมอบมาจากเจ้าหน้าที่ศึกษาธิการผู้หนึ่ง ในเขตตอนเหนือสุดของจังหวัดเชียงใหม่ โดยได้มาจากในถ้ำ เข้าใจว่าองค์พระจะถูกพม่านำไปในยุคสงคราม รัศมีชิ้นนี้จะตกหล่นอยู่หลวงพ่อได้กล่าวต่อไปอีกว่า ท่านได้นำไปให้ช่างปั้นพระดูแล้วก็ไม่ทราบว่าเป็นพระรุ่นใด หรืออาจจะเป็นของฤษีก็ไม่มีผู้ใดทราบได้ ผู้เขียนรู้จักชางหล่อพระที่บ้านช่างหล่อผู้หนึ่งเป็นอดีตทหารเรือชื่อ จ.อ.อำนวย แสงวิรุฬ จึงรับอาสาขอนำไปปรึกษากับจ่าอำนวยผู้นี้ในตอนท้ายหลวงพ่อได้บอกอีกว่า อาจารย์ดร.กิ่งแก้ว มีความตั้งใจจะหล่อพระองค์นี้ให้ได้ โดยตั้งงบหล่อให้จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท (สองหมื่นบาทถ้วน)

เมื่อผู้เขียนลาหลวงพ่อกลับไปแล้วจึงได้นำพระรัศมีไปปรึกษากับจ่าอำนวยที่บ้านช่างหล่อ จ่าอำนวยบอกว่าไม่เคยเห็นเช่นกัน แต่ก็รับจะนำไปปรึกษากับพรรคพวกช่างปั้นบริเวณบ้านช่างหล่อให้ ต่อมาอีก ๒-๓ วัน จ่าอำนวยได้พบผู้เขียนที่บ้าน ส่งข่าวว่าตนได้ไปปรึกษากับช่างปั้น พระเลียนแบบของเก่าชื่อ อาจารย์จำรัส จันทร์รัตนแสงสี ช่างปั้นพระชื่อดังผู้หนึ่งในวงการบ้านช่างหล่อ อาจารย์จำรัสได้นำรัศมีหรือพระเกศนี้ไปเทียบกับตำราพระเก่า จึงได้ไปพบในหนังสือภาษาอังกฤษเล่มหนึ่งตรงกันเข้า เป็นพระเชียงแสนทรงเครื่องสิงห์สามประยุกต์ทวาราวดีเป็นพระที่พระมหากษัตริย์สร้างไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องถือเป็นของสูง จึงไม่แพร่หลายหน้าตักกว้างประมาณ ๓๐ นิ้ว พร้อมกับสเกตซ์ภาพมาให้ดู

หลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราวตลอดแล้ว ผู้เขียนก็ต้องเดินทางเข้าไปเหมืองเป็นปกติเฉลี่ยอาทิตย์ละครั้ง จึงได้นำเรื่องราวต่าง ๆ ไปปรึกษากับหลวงพ่อ หลวงพ่อเห็นภาพสเกตซ์แล้วได้ตัดสินใจตามของอาจารย์จำรัสทันที ส่วนผู้เขียนเองในชีวิตไม่เคยมีประสบการณ์ผ่านการหล่อพระ ไม่ทราบมีอะไรดลใจในขณะนั้นได้ตัดสินใจรับกับหลวงพ่อว่า จะเป็นเจ้าภาพหล่อให้พร้อมกันนั้นผู้เขียนได้เสนอให้เททองหล่อที่วัดอัมพวัน แต่หลวงพ่อคงจะคิดว่า การทำพิธีหล่อพระในวัด จะเป็นการถูกครหาหรือไม่ ก็ไม่ทราบเจตนาของท่าน ท่านบอกให้เททองที่บ้านช่างหล่อแล้วท่านจะไปทำพิธีเอง

ผู้เขียนเห็นว่าบ้านช่างหล่อนั้นคับแคบที่จะทำพิธี จึงได้เสนอให้ทำพิธีเททองที่บ้านบิดามารดาของผู้เขียนที่บ้านหน้าที่ว่าการอำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี โดยเห็นว่ามีสถานที่กว้างพอที่จะทำพิธีได้ หลวงพ่อจึงได้ตกลงตามที่ผู้เขียนเสนอ โดยกำหนดวันเททองกันในวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๒๖

มีเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เรื่องหนึ่ง มีญาติผู้หนึ่ง ภรรยาพลตรีสวัสดิ์ เผ่าบุญเสริม อดีตผู้บัญชาการศูนย์การทหารราบชื่อนางอำไพ เผ่าบุญเสริม นามสกุลเก่า "สุจริตจันทร์" ได้นำโอกาสเก่าของปู่อดีตเจ้าเมืองคนแรกของลพบุรี ต้นสกุล "สุจริตจันทร์" มีทองคำพระราชทานปิดหน้าศพหนักแปดบาทผสมอยู่ นำมาฝากไว้เพื่อจะให้หล่อด้วย ครั้นรู้ไปถึงบรรดาลูกหลานบางคนเข้า ก็ไม่พอใจคัดค้าน นางอำไพจึงล้มความตั้งใจนำโอกาสใบนี้ไปคืนให้แก่พี่สาวคือนางฉลอง สุจริตจันทร์ บ้านอยู่ที่ตัวจังหวัดลพบุรีพร้อมกับนึกเสียใจในความไม่สมหวัง ครั้นพอใกล้จะถึงวันงานหล่อคุณป้าฉลอง สุจริตจันทร์ อายุ ๘๐ ปีเศษ ได้ขึ้นรถเมล์จากลพบุรีไปพบกับคุณแม่ของผู้เขียนที่อำเภอท่าวุ้ง คุณแม่ก็ตกใจเมื่อเห็นคุณป้าฉลองขึ้นรถเมล์มาหาคนเดียว อายุก็ปูนนี้แล้ว และไม่มีผู้ใดติดตามด้วย คุณป้าฉลองบอกว่าถ้าไม่มาบอกจิตใจไม่สบายนอนไม่หลับเกี่ยวกับเรื่องโอกาสของท่านเจ้าเมืองลพบุรีใบนี้ จึงต้องรีบมาบอกว่า ตนได้ตัดสินใจแล้วว่าให้นำโอกาสใบนี้หล่อพระองค์นี้ให้ได้ โดยมีข้อแม้ว่าจะขอบริจาคให้อีก ๕,๐๐๐ บาท แต่ขอพระหน้าตัก ๙ นิ้ว ๒ องค์ สลักชื่อเจ้าของโทรศัพท์หนึ่งถวายที่วัดอัมพวัน อีกองค์หนึ่งขอนำไปถวายวัดแห่งหนึ่งแถวท่าวุ้ง (จำชื่อไม่ได้) ซึ่งผู้เขียนก็ตกลงให้ตามเงื่อนไขไป

 

หน้าต่อไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่