เจริญสุขญาติโยมพุทธบริษัท ญาติโยมได้มาพร้อมใจกันสวดมนต์ไหว้พระเจริญกุศลภาวนาตามลำดับ
แล้วจงอโหสิกรรมแก่ท่านสาธุชน และหมู่กรรมทั้งหลายให้มารับเวรรับกรรม
รับภัยที่เราขออโหสิกรรม จะได้หมดเวรหมดกรรมหมดภัยหมดโทษ
และเราก็จะโฉลกดีเป็นเบื้องต้น การสวดมนต์เป็นนิจนี้ มุ่งให้จิตแนบสนิทติดในคุณของพระพุทธเจ้า
พระธรรม และพระสงฆ์ จิตใจจะสงบเยือกเย็นเป็นบัณฑิต มีความคิดสูง
ทิฏฐิมานะทั้งหลายก็จะคลายหายไปได้ เราจะได้รับอานิสงส์เป็นผลของตนเองอย่างนี้จากสวดมนต์เป็นนิจ
|
การอธิษฐานจิตเป็นประจำนั้น มุ่งหมายเพื่อแก้กรรมของผู้มีกรรม
จากการกระทำครั้งอดีตที่เรารำลึกได้ และจะแก้กรรมในปัจจุบันเพื่อสู่อนาคต
ก่อนที่จะมีเวรมีกรรม ก่อนอื่นใด เราทราบเราเข้าใจแล้ว โปรดอโหสิกรรมแก่สัตว์ทั้งหลาย
เราจะไม่ก่อเวรก่อกรรมก่อภัยพิบัติ ไม่มีเสนียดจัญไรติดตัวไปเรียกว่า
เปล่า ปราศจากทุกข์ ถึงบรมสุข คือนิพพานได้
เราจะรู้ได้ว่ากรรมติดตามมา และเราจะแก้กรรมอย่างไร ในเมื่อกรรมตามมาทันถึงตัวเรา
เราจะรู้ตัวได้อย่างไร เราจะแก้อย่างไร เพราะมันเป็นเรื่องที่แล้ว
ๆ มา นี่ข้อหนึ่ง
ข้อสอง แก้แล้วเราจะรับกรรมหรือไม่
และเราจะสร้างเวรกรรมใหม่ประการใด และจะแก้กรรมอย่างไรในอนาคต
เผื่อเป็นผู้โชคดี เป็นผู้มีกรรมดีในอนาคต ชีวิตต่อไปในเบื้องหน้า
เราไม่สามารถจะทราบได้ จะทราบได้ด้วยวิธีเดียวคือ การเจริญสติปัฏฐาน
๔ การปฏิบัติให้มีสติสัมปชัญญะ โยคีผู้บำเพ็ญเพียรจะรู้ได้ จะทราบด้วยญาณวิถีของตนเป็นปัจจัตตัง
คำว่า ญาณวิถีของตน นั้นหมายความว่า ความรู้ให้เกิดผล ได้อานิสงส์
เป็นผู้มีปัญญา ปรีชาสามารถ เฉลียวฉลาดในการปฏิบัติธรรม แก้กรรมได้
และกรรมนั้นจะไม่สงผลในอนาคตข้างหน้าได้แน่นอน ผู้ที่จะแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเอง
แก้กรรมได้ ผู้นั้นต้องเจริญสติปัฏฐาน ๔ ปฏิบัติด่านกายของตน
กายนอกกายในภายในจิต กายทิพย์ ทิพยอำนาจของใจ ได้มาเป็นกายทิพย์
ทิพย์นี่หมายความว่าภายนอกภายใน รู้ภายในใจ
 |
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
กายานุปัสสนาข้อที่หนึ่ง หมายความว่า ผู้ปฏิบัตินั้นรู้กายในกาย
คือรู้สักแต่ว่ากายไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ไม่มีเขา
ไม่มีเรา มีกายอยู่ในตัวตน จิตจะได้รู้ว่าการที่กายเคลื่อนย้ายไหวติงประการใด
มันอยู่ที่ใจทั้งหมด จิตก็กำหนดยืน เดิน นั่ง นอน จะเหลียวซ้ายแลขวา
คู้เหยียด เหยียดขา จะมีสติสัมปชัญญะควบคุมดูแลกาย เมื่อจิตผ่องใสใจสะอาดบริสุทธิ์จึงเรียกว่า
กายในกาย ภายในจิตผ่องใส ภายนอกจิตผ่องใส |
ภายนอก กายจะเคลื่อนย้าย มันก็เคลื่อนอย่างช้า
ๆ มี ๓ ระยะ เคลื่อนไปทางไหนก็มีจังหวะจะยืนเดินนั่งนอนอันใด
ก็มีจังหวะมีระเบียบมีวินัย มีสังขารปรุงแต่ง เกิดกาย เรียกว่า
กายทิพย์ เพราะเรามีจิตเป็นกุศล สมาธิก็ดี สติก็ดี ควบคุมจิตไว้ดีแล้ว
จะรู้กายในกาย รู้กายในกายนี้ จะรู้ได้ด้วยตัวกำหนด เช่น ยืนหนอ
๕ ครั้ง เป็นต้น จะรู้กายภายนอก สภาวธรรมอยู่ภายใน จิตใจก็ดีเยือกเย็น
สติก็ควบคุมไวได้อย่างดี เราก็เป็นผู้มีปัญญา จิตก็ใสใจก็สะอาดหมดจด
เรียกว่าบริสุทธิ์
ในเมื่อจิตเข้าขั้นบริสุทธิ์แล้ว เราจะรู้ว่าใจของเราเป็นประการใด
มันอยู่ภายในจิต เรียกว่ากายในกาย จะรู้แจ้งแก่ใจของเรา เช่น
ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ กายนอกดูความเคลื่อนย้ายของสกนธ์กาย
เรียกว่า สภาวรูป รูปเคลื่อนย้ายและโยกคลอนได้ เคลื่อนไปที่ไหน
มันก็ดับที่นั่น จิตใจก็เข้าไปรู้ในภายใน รูปกับนามก็แยกออกไป
นี่แหละกายภายนอก และกายภายใน จิตใจก็รู้เรียกว่า นามธรรม
| คำว่า นามธรรม ในที่นี้คือจิตที่ลึกซึ้ง
รู้ว่ากายเคลื่อนไหว มีมารยาท มีวินัยดี กายก็เคลื่อนย้ายโดยสภาวะ
สนุทรวาจาก็กล่าวไพเราะ เหมาะเจาะด้วยเหตุและผลข้อเท็จจริงทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นจากจิต
เพราะจิตเป็นหัวหน้า มันจะสั่งให้กายเคลื่อนย้ายไปหยิบอะไรก็ได้
ในเมื่อกายในถึงที่แล้ว แยกรูปแยกนามออกได้แล้ว ก็เรียกว่า
นามธรรม นามธรรมตัวนี้แปลว่า ตัวรู้ ตัวเข้าใจ ตัวมีเหตุมีผล
เพราะจิตของผู้ปฏิบัติประกอบด้วยสติปัฏฐาน ๔ มีสติดี ควบคุมจิตไว้ได้
จึงจะรู้แจ้งแห่งจิต เรียกว่า กายในกาย กายภายใน คนที่มีสติดี
มีสัมปชัญญะ รู้ตัว รู้ทั่ว รู้นอกรู้ใน และรู้ว่าผิดหรือว่าถูก
รู้เข้าใจ รู้แจ้งแห่งจิต รู้เหตุผลต้นปลายทุกประการแล้ว
อย่างนี้เรียกว่ากายในกายมันจะเกิดทิพยอำนาจเกิดกายทิพย์
|
|
กายทิพย์ หมายความว่า
สภาพสกนธ์กาย คือ สภาวะรูป รูปเคลื่อนย้ายเกิดขึ้น
แล้วแปรปรวน แล้วดับไป แล้วก็เข้ามาถึงจิตใจเราว่า อ๋อนามธรรม
จิตนี้มันก็เป็นนามธรรม มีคุณสมบัติอยู่ข้อหนึ่ง คือ รู้กายในกาย
รู้ภายในจิต จะเคลื่อนย้ายไปทางไหนก็รู้ จะคู้เหยียดประการใด
มันจะมี ๓ ระยะ แต่ ๓ ระยะนั้นมันจะบอกชัด ไปในกายของตนว่า จะเคลื่อนอย่างนี้
จะหยิบแก้วน้ำ ก็มีระเบียบ ไม่มีเสียงดัง เพราะคนนั้นรู้นามธรรม
มีสติควบคุมจิต และก็เคลื่อนย้ายไปอย่างละเอียดอ่อน จะวางช้อน
จาน หม้อ ไห ก็เป็นระเบียบเรียบร้อย อย่างนี้เรียกว่า กายในกาย
รู้กายเคลื่อนย้าย จะหยิบอะไรก็หยิบหนอ เคลื่อนมาช้า ๆ แล้ววางหนอ
อย่างนี้เรียกว่ารู้ภายใน
ความรู้ในภายในตัวนี้เรียกว่า รับรู้ เพราะมีสติดีมีสัมปชัญญะดีแล้ว
ความรู้ตัวนั่นแหละ เป็นการรู้ในภายใน รู้เข้าใจ รู้ความถูกต้อง
รู้กาลเทศะ รู้อย่างนี้จึงเป็นการถูกต้อง เรียกว่า กายทิพย์
กายทิพย์ นี้หมายความว่า มีรูปสภาวจิต มีจิตสภาวะ มีสติควบคุมเคลื่อนย้ายได้ในสภาวรูปเรียกว่า
กายนอก รู้ภายในบริสุทธิ์ว่าจะเคลื่อนย้ายรูปไปอย่างไร จะหยิบอะไรจะมีระเบียบ
มีวินัย จะต้องตั้งไว้ที่ไหน ถูกต้องประการใด อย่างนี้เรียกว่ากายภายใน
|