ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ข้อที่ ๔ ธรรมสักว่าแต่ธรรม ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขาอีก เรียกว่า
ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน แต่เราก็ไม่รู้ว่ากระไร
ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึงธรรมที่เราทำแล้วเป็นกุศลหรืออกุศล
จิตถูกต้องเป็นธรรม ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง หรือเป็นการถูกใจ
เป็นกิเลสเป็นอกุศลหรืออาจจะเป็นกุศลกรรมก็ได้ แล้วแต่ถูกต้องหรือถูกใจอยู่ในธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานเชิงปฏิบัติการ
นักปฏิบัติธรรมต้องท่องข้อนี้ให้ได้ |
 |
พูดง่าย ๆ เรียกว่า เราเรียน สันโดษ
กัน ไม่ใช่เรียน อันดับ เราก็ป่านฉะนี้แล้ว
งานการก็เยอะ จะต้องมานั่งเรียนนักธรรมตรีกันอยู่ได้หรือ เรียนนักธรรมโท
ภาวนา ๒ ก็เรียนไม่ได้ จะมาเรียนนักธรรมเอก วิปัสสนาภูมอยู่ตรงไหน
เรียนมากมายหลายประการ ธรรมวินิจฉัย วินิจฉัยธรรม และวินัยวินิจฉัย
เราก็ไม่สามารถจะมาเรียนตามอันดับขึ้นตอนนี้ได้ เราจะมาเรียนบาลีแปลหนังสือกัน
ก็เห็นจะทำไม่ได้แน่นอน
เรามานั่งปฏิบัติธรรมะตามคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ก็เรียกว่า
สันโดษ เรียนเชิงปฏิบัติการทั้งหมดอยู่ในพระไตรปิฎกทั้งหมดที่เราปฏิบัตินี้
ทำไมเรียกว่าทั้งหมด ท่านทั้งหลายฟังแก่นแท้พระพุทธศาสนาดูว่า
แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ พระวินัยปิฎก พระสุตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก
ตั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์เต็มตู้เลย ๔๕ เล่ม หรืออีกนัยหนึ่ง
๘๐ เล่ม เราก็เรียนไม่ได้ให้จบครบครันทันเวลาของอายุ เราจะท่องบ่นจำทรงพระไตรปิฎก
ก็คงไม่ทันกับอายุที่จะต้องตายนี่เรียกว่า ความรู้
เป็นต้นฉบับเรียก คันถะธุระ แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์
แก่นแท้พระพุทธศาสนา เชิงสันโดษ ก็ย่อใจความจากแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์
เหลือไตรสิกขาสาม เป็นปฏิบัติการอยู่ ณ บัดนี้
จะเป็นพระสงฆ์องค์เจ้าหรือเป็นฆราวาสก็ตาม ต้องเข้าใจในจุดนี้
คือ ไตรสิกขา มีอยู่ ๓ ประการคือ ศีล สมาธิ ปัญญา
ศีล เราก็ได้ความว่า ปกติ
เราทำความเป็นปกติคือ กรรมฐาน เป็นตัว
ทำให้จิตเป็นปกติ กรรมฐานทำอย่างไรจิตจึงเกิดปกติ
ก็มีสติสัมปชัญญะกำหนดจิตให้มีสติ ตรงนี้เป็นหลัก นักปฏิบัติต้องจำข้อนี้ให้ได้
คนที่มีศีลน่ะ
ต้องคนปกติ คือมีการกำหนดจิตให้มีสติสัมปชัญญะ ศีลคือมารยาท
จะเกิดเป็นผลงานของจิตของเรามีระบบ มีระเบียบ มีแบบมีแปลน
มีแผนผังขึ้น คนเราก็สู่ภาวะอย่างนี้จึงจะปกติได้ ญาติโยมผู้ใคร่ธรรมต้องท่องสติปัฏฐานสี่ให้ได้ว่ามีอะไรบ้าง
กายจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะเหลียวซ้ายแลขวา จะนอนจะนั่งเหมือนกันหมด
ต้องมีสติเป็นตัวกำหนดจิตให้มีความเป็นปกติในด้านกาย อย่างนี้แล้ว
กายสักแต่ว่ากาย ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา เป็นกายนอก |
แต่เรามีสติอยู่ที่จิต กายในก็เกิดขึ้นเป็นกายทิพย์
เป็นทิพย์อำนาจของจิต มีกายทิพย์อยู่ด้านใน กายจะเคลื่อนไหวจะคู้หรือจะเหยียดแขนขาก็มีมารยาท
มีความเป็นปกตินี่เรียกว่า กายทิพย์
มีทิพย์ คือจิตมีสติสัมปชัญญะ
สติมันจะบอกจิตว่าเคลื่อนย้ายอย่างไร เราจะวางท่า วางที่ให้มีปัญญาตรงไหน
ให้มีมารยาทเป็นศีลประการใด คนนั้นจะมีศีล เกิดความเป็นปกติของคนสมบูรณ์แบบ
เรียกว่าคุณสมบัติมนุษย์ มันเกิดขึ้น โดยอย่างนี้ เราก็กำหนดยืนหนอ
ยืนหนอ ห้าครั้ง ยืนนี้ทุกคนไม่เข้าใจ กายานุปัสสนาสติปัฏฐานข้อนี้สำคัญมาก
ก่อนที่จะนั่งกำหนดจิต ใช้สติปัฏฐานสี่ ต้องเดินก่อน
คือเดินจงกรม
ทำไมต้องเดินก่อน เพราะเดินนี้มีภาวะดีกว่านั่ง
มันรวมรวมจิตได้ดีกว่านั่ง จึงต้องเดินเคลื่อนย้ายอิริยาบถ
ให้เข้าสู่ปรารภของการมีสติดีที่สุดด้วยการเดิน
คนโบราณดินไปไถนา เดินไปทำไร่ วันละหลายกิโลเมตร
จะเห็นได้ว่าสุขภาพจิตก็ดีขึ้น การเดินก็ไม่เหนื่อยอ่อนใจแต่ประการใด
มีสมาธิดีด้วย ร่างกายจะเคลื่อนย้ายและไฟธาตุจะย่อยง่าย ความเป็นภาวะปกติก็ดีขึ้น
อาหารก็ย่อยง่าย น้ำดีก็กลั่นกรองได้ดี น้ำไตก็กั่นกรองได้ดีด้วย
อาพาธก็น้อยลง มีความอดทนสูง เดินทางไกลได้ดีมาก จึงต้องเดินจงกรมก่อน
แล้วจึงนั่งสมาธิ จิตสมาธิจะรวบรวมไว้ได้ดีกว่านั่ง เก็บไว้ได้นานกว่านั่ง
จึงต้องเดินก่อนนั่งเสมอ มีเหตุผลดังนี้
นักปฏิบัติต้องจำข้อนี้ก่อน แล้วจึงมาพัฒนาจิตในสติปัฏฐานสี่
เรียกว่า ทางสายเอก ทำไมเรียกว่าทางสายเอก เพราะทางเดินมีหลายทาง
ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ แต่ทางบกเดินเท้าก็ยังมีหลายทาง
เดินทางมีขวากหนาม เดินทางทุรกันดาร เดินทางเรียบ
ถ้าไม่มีทางเดินจะไปถึงจุดหมายได้อย่างไร
ถ้าเราเหยียบหนามเข้าไปในป่าดงพงไพร ก็จะไปไม่ถึงที่หมายได้ตามความประสงค์
พระองค์จึงบอกเดินทางสายเอก ข้อนี้สำคัญมาก
อาตมาปฏิบัติมาทุกอย่างแล้ว
ก็มาสรุปได้ข้อนี้เองคือ สติสัมปชัญญะ
อย่าลืมว่า ไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา ข้อปฏิบัติสรุปเหลือ
๒ คือ แก่นแท้พระพุทธศาสนา คือ
สติสัมปชัญญะ ไม่ลดละภาวนา มีสติเข้าไว้ทุกอิริยาบถ
มีสัมปชัญญะรู้ตัวรู้ทั่ว รู้นอก รู้ใน รู้ตาชั่งขึ้นมาดู
เอาตราชูขึ้นมาชั่ง |
รู้อย่างนี้จึงจะเรียกว่ารู้ตัว รู้ทั่ว รู้การแก้ปัญหา
เหลือ ๒ ประการคือแก่นแท้ คือธรรมะ อยู่ตรงนี้แน่ ๆ ไม่ใช่อยู่ที่อื่น
แล้วก็ทำได้
 |
รู้ตัว รู้ทั่ว รู้นอก รู้ใน รู้จิตใจของเรา
รู้จิตใจของคนอื่นได้ มันก็ออกในรูปแบบเหลือ หนึ่ง
คือ ความไม่ประมาท ซึ่งเป็นหลักพระพุทธศาสนา |
พระพุทธเจ้าบอกว่า ทำอะไรอย่าทำให้เป็นเหตุแห่งความประมาท
จะตายได้ จะเสียดาย จะขาดเหตุขาดผลขาดต้นขาดปลายอย่างนี้เป็นต้น
อยู่ตรงนี้นะ นี่หลักแก่นแท้พระพุทธศาสนาก็ได้มาจากทางสายเอก