|
อารัมภกถา
ญาติโยมได้มาบำเพ็ญทาน โดยเสียสละเวลา เสียสละกิจการงานของท่านมาบำเพ็ญกุศลในวันธรรมสวนะ
นี่เป็นทานอันสำคัญที่ทำได้ยาก
 |
นี่แหละท่านอันนี้ไม่มีใครทราบ ไม่มีใครตัดปลิโพธได้
ไม่มีใครตัดกังวลได้ จึงมาไม่ได้ อ้างว่าที่บ้านยุ่ง ลูกทำให้ยุ่ง
สามีทำให้ยุ่ง ภรรยาทำให้ยุ่ง เลยเสียสละทานนี้ไม่ได้ จึงหมดโอกาสที่จะมาสร้างความดีให้กับตัวเอง |
บางคนบอกว่ารอให้รวยก่อนแล้วถึงจะมาปฏิบัติสร้างความดี
ท่านจะรอรวยเมื่อไร สร้างความดีน่ะรวยแน่ ๆ สร้างกุศล เจริญกรรมฐานรวยแน่
ๆ รวยทรัพย์ รวยคุณสมบัติ รวยชื่อเสียง รวยความรัก มีแต่เมตตาปรานีกัน
เมตตาอุปถัมภ์โลก ให้โลกอยู่เย็นเป็นสุข
คนเราเสียสละทานข้อนี้ไม่ได้ เข้าใจทานของพระพุทธเจ้าผิด
เข้าใจว่าทานคือ เอาสตางค์ออกมาทำบุญ เอาสตางค์ใส่บาตรพระ นั้นเป็นทานประเภทสอง
ข้อนี้โปรดฟังอาตมาไปคิดกัน
ท่านสาธุชนทั้งหลายโปรดคิดโดยทั่วหน้ากัน
ข้อนี้ไม่มีใครคิดเลยนะ ผัดวันประกันพรุ่ง คนมาวัดอัมพวันผัดทั้งนั้น
อาตมาบอก "โยมมาเถอะนะ ตัดกังวลมา มาเจริญกรรมฐานสัก ๗ วัน
๑๕ วัน"
"โอ๊ย! ไม่มีเวลา" |
 |
สร้างความดีไม่มีเวลา แต่สร้างความชั่วมีเวลามากมาย
สร้างหนี้สิน สร้างหนี้บุญคุณมีเวลามาก แต่จะใช้หนี้ไม่มีเวลาเลยหรือ?
การมาเจริญกรรมฐานเป็นการใช้หนี้กรรม ที่เราทำไว้เมื่อชาติก่อน
เป็นการอโหสิกรรม และเป็นการใช้บุญคุณคนตั้งแต่ครั้งอดีตมา จะรำลึกถึงบุพการีได้
จะนึกถึงบุญคุณคนขึ้นมา นี่ข้อนี้อย่าผัด
นับว่าเป็นโชคดีของท่านสาธุชนในวันนี้
คือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ โชคดีอย่างไรหรือ โชคดีที่ท่านเสียสละทางบ้านมาได้
ตัดปลิโพธกังวล ไม่ต้องห่วงลูกห่วงหลาน ห่วงครอบครัวแต่ประการใด
นี่แหละช่วยตัวเองแล้ว ช่วยตัวเองได้หมื่นเปอร์เซ็นต์ ข้อแรกได้มี
ทานน้ำใจ เสียสละเวลามีค่ามาก อยู่ที่บ้านก็ต้องประกอบอาชีพการงาน
แต่เอาเวลาประกอบอาชีพการงานได้เงินได้ทองทรัพย์ภายนอก เอามาเป็นทรัพย์ภายใน
เสียสละมาสร้างบุญ สร้างกุศล เป็นประเภทหนึ่ง เป็นการหาที่พึ่งให้แก่ตัวเอง
หากุศลให้แก่ตัวเอง นี่แหละบุญประเภทหนึ่ง
เป็นทานน้ำใจ ทานสำหรับผู้มีบุญวาสนาเท่านั้น |
คนที่ไร้บุญขาดวาสนาจะมาไม่ได้แน่ จะทิ้งบ้านมาไม่ได้
ตัดปลิโพธกังวลไม่ได้ มีแต่วุ่นวายในบ้านของตน แก้ปัญหาไม่ได้เลย คนอาภัพวาสนา
คนอับเฉาอับจน จึงมาสร้างกุศลกับเขาไม่ได้
คนที่มาสร้างบุญสร้างกุศล มาเจริญวิปัสสนากรรมฐานเป็นการสร้างตัวเอง
เป็นการพึ่งตัวเอง และเป็นการช่วยเหลือจิตใจตนเองได้เกิดผลงอกงามไพบูลย์
ทำให้จิตชื่นบาน ทำให้จิตใจหรรษาในกุศลบุญของตน
 |
นี่แหละท่านสาธุชน วันนี้โชคดีของท่าน เป็นวันของท่านแล้ว
วันพรุ่งนี้ไม่แน่ว่าจะเป็นของท่านหรือเปล่า ท่านอาจจะตายคืนนี้ก็ได้
เดือนนี้เป็นของท่านแล้วเดือนหน้ามิใช่ ปีนี้เป็นปีของท่านแล้ว
ปีหน้าไม่ใช่
ไม่ใช่ว่าคนอื่นทำให้เราได้ พ่อแม่ก็ช่วยเราได้เท่านี้เอง
จะช่วยเอาบุญมายัดเยียดให้ก็คงไม่ได้ เพราะพ่อแม่ก็อยากให้ลูกมีความสุข
แต่ลูกมีความทุกข์ ไหนเลย พ่อแม่จะช่วยลูกให้ถึงเหตุดับทุกข์
ให้เกิดความสุขได้ เพราะฉะนั้นเราท่านทั้งหลาย ต้องช่วยตัวเอง |
ช่วยตัวเองทำอย่างไร?
ช่วยตัวเองก็มาเจริญกุศล สร้างบุญไว้ในใจ สร้างจิตใจให้สบาย ทำใจให้เป็นสุข
ปราศจากทุกข์ ทำใจให้ผ่องแผ้ว ทำใจให้บริสุทธิ์ ตรงนี้ซิท่านช่วยตัวของท่านได้เอง
ท่านจะเกิดความสุข มีความสนุกในการทำงาน ในครอบครัวของตน
ท่านจะมีความสุข ท่านจะไม่ทะเลาะวิวาทกันระหว่างสามีภรรยา แล้วลูกก็จะดีมีปัญญาทุกคน
นี่แหละพระพุทธเจ้าทรงแนะแนวอย่างนี้
เรามาสร้างบุญไว้ในใจ ด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
แล้วท่านจะเรียบร้อยเอง ท่านจะเป็นผู้ดีเต็มขั้น มีกุศลส่งผลให้ท่านเป็นสุขในอนาคต
เป็นการช่วยตัวเอง เป็นการพึ่งตัวเอง อัตตาหิ
อัตตโน นาโถ โดยแท้
การมาสร้างบุญกุศลเช่นนี้น่ะ เพื่อต้องการมาฝึกให้อดทน
ต้องการจะมาเพิ่มบารมีของตน สร้างกุศลไว้ในใจ แล้วกุศลจะได้ช่วย
รับรองรวยทุกคน รับรองรวยน้ำใจ จิตใจรวยแล้ว
อย่างอื่นก็รวยตามมา ทำอะไรก็งอกงาม ทำนาก็ได้ข้าว ค้าขายก็ได้กำไร
รับราชการก็มีตำแหน่ง คนนั้นจะมีเงินไหลนองทองไหลมา นี่แหละทานเบื้องต้น
ที่ท่านเสียสละมา เป็นทานอันสำคัญที่ใครเสียสละได้ยาก
ถ้าพ่อแม่เจริญวิปัสสนา รับรองลูกจะเป็นคนดีมีปัญญา
จะไม่ว่านอนสอนยาก ลูกจะไม่หัวดื้อหัวรั้นแต่ประการใด นี่แหละต้องสร้างบุญประเภทหนึ่งเอาไว้ในใจ
แล้วก็ปฏิบัติกรรมฐานอย่างนี้ การปฏิบัติไม่ใช่มาเล่นกันนะ อย่าให้เวลาหมดไปโดยใช่เหตุ
เป็นที่น่าเสียดายมาก |
 |
สติปัฏฐาน ๔
การเจริญกรรมฐาน แปลว่าการกระทำให้จิตเกาะอยู่ที่ความดี
อย่าทิ้งงานในหน้าที่ ตำแหน่งที่เขาตั้งไว้ รับผิดชอบตัวเองที่จะต้องดำเนินชีวิตด้วยความถูกต้อง
นี่คือกรรมฐาน ทางสายเอก คือ สติปัฏฐาน ๔
๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน กายจะยืน กายจะเดิน
กายจะนั่ง กายจะนอน จะพักผ่อนอันใด มีสติควบคุมจิต ต้องกำหนด กำหนดกายยืน
กำหนดกายนั่ง กำหนดกายนอน กำหนดายที่จะเอนลงไป
กำหนด แปลว่า ตั้งสติ
กำหนด แปลว่า ความรู้ของชีวิต อันมีสติควบคุม
ความรู้ ได้แก่ ตัวสัมปชัญญะ รู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ รู้ตัวว่าดำเนินวิถีชีวิตอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่
มีความเดือดร้อนหรือมีความสุข ทำไปแล้วจะเกิดความเจริญงอกงามในจิตใจของตนหรือไม่
จะรู้ได้จากการเจริญสติปัฏฐาน ๔
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ต้องกำหนดทุกอิริยาบถ จะก้าวเยื้องซ้ายแลขวาไปที่ไหนกำหนด
ตั้งสติไว้ มือจะหยิบจะคู้ จะเหยียด จะเหยียดขา ก็ต้องตั้งสติไว้ให้เป็นปัจจุบัน
เราจะได้มีสติปัญญา ตรงนี้เป็นจุดของกรรมฐาน
๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน พอมีสติดีแล้วก็ดูเวทนาต่อไป
เวทนามี ๓ อย่าง สุข ทุกข์ อุเบกขา สุขนี้มันเจือปนด้วยความทุกข์ หาความสุขที่แน่นอนไม่ได้
ดีใจก็เป็นความสุข ชอบใจก็เป็นความสุข สนุกในการคิด สนุกในการทำ ก็เรียกว่าความสุข
แต่พระพุทธเจ้าสอนให้กำหนดว่า สุขหนอ ดีใจหนอ ที่ลิ้นปี่ หายใจยาว
ๆ แล้วความสุขจะกลายเป็นความทุกข์ให้เรามองเห็นได้ง่ายดาย
อย่าไปหลงความสุข เพราะถ้ามีความทุกข์แล้วจะแก้ไขปัญหาไม่ได้
จะต้องวางตัวเป็นกลาง มีสติสัมปชัญญะควบคุมจิตไว้เสมอ ทำอะไรจะได้ปลงตก
ท่านจะได้ไม่เสียใจตลอดกาล
ข้อนี้นักปฏิบัติต้องกำหนด
คือ ความเสียใจ ทุกข์ใจเกิดขึ้นแล้ว ก็กำหนดว่า เสียใจหนอ
เสียใจหนอ เสียใจหนอ เดี๋ยวปัญญาจะออกมาบอกว่า แก้ได้
ควรจะต้องทำอย่างนี้แก้ความเสียใจอย่างนี้ อย่าฝากฝังความเสียใจเศร้าหมองใจไว้ต่อไปเลย
ท่านจะไม่มีความสุข ท่านจะมีแต่ความทุกข์มาให้ลูกหลาน จะหาความสำราญในชีวิตและครอบครัวไม่ได้
ตรงนี้น่าจะกำหนด กำหนดความสุขความทุกข์ สุขกาย สุขใจ ทุกข์กาย
ทุกข์ใจ ปวดเมื่อยทั่วสกนธ์กายก็กำหนด ปวดหนอ ๆๆๆ ถ้านักปฏิบัติไม่กำหนดเวทนา
ก็แปลว่า ไม่ได้อะไรติดตัวเลย |
|