วันนี้จะเล่าเรื่องดาบของแม่ทัพ
ทำให้คนฝันและต้องมาที่วัดนี้ ไปได้มาอย่างไร ต้องใช้เงินเท่าไร
เป็นเรื่องอัศจรรย์ของอาตมา ผ่านมาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว ตอนนั้นอยู่วัดพรหมบุรี
ยังไม่ได้มาอยู่ที่วัดนี้ ก็จะขอเล่าประวัติอาตมาสักเล็กน้อย เมื่อสมัยอยู่วัดพรหมบุรี
ก็เริ่มสอนกรรมฐานมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๔-๒๔๙๙ หลังจากที่เดินออกจากป่า
ก็มาเจริญภาวนาและสอนกรรมฐาน เริ่มต้นที่วัดพรหมบุรีตามลำดับมา
วันหนึ่งสมภารใช้อาตมาไปเช่าเมรุพร้อมเครื่องตั้ง จะมาจัดงานศพที่วัดต้องไปเช่าที่หัวเวียง
บ้านแพน อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แถวโน้นเขามีอาชีพค้าเมรุ
มีไฟประดับสวยงามพร้อมเครื่องตั้งบนศาลา เหมากันมาอย่างนั้น แถวนี้ทั้งแถวไม่มีเมรุ
 |
ส่วนมากเป็นเมรุเผาเตาฟืน
ถ้ามีงานศพผู้มีเกียรติหรือผู้มีเงินต้องไปเช่าเมรุ เมรุก็มีมากทางหัวเวียง
ผักไห่ บ้านแพน ก็เลยต้องไปที่นั่น อดีตชาติของหลวงพ่อ
กล่าวถึงบ้านหนึ่ง เป็นเรื่องอัศจรรย์ครั้งอดีตชาติของอาตมา
เจ้าของบ้านชื่อแม่ชุมศรี ศรีเรือง เป็นเจ้าของโรงสี อาตมาไม่เคยผ่านทางนั้นจึงไม่เคยรู้จัก
แม่ชุมศรีนี้ยังไม่มีครอบครัว ยังเป็นสาว เขานั่งสมาธิแล้วฝันสามคืนติด
ๆ กัน ฝันว่า เมื่ออดีตชาติของเขา เขาอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา
เขามีลูกชายคนเดียว และลูกชายคนนั้นได้กำลังรบทัพจับศึก
และในฝันนั้นบอกว่า ลูกชายโดนกลศึกวิธี พม่าได้ฆ่าลูกชายโดยผลักเขาลงน้ำถึงแก่ความตาย
ที่อำเภอบางไทร ตรงปากครองที่ทัพพม่าเดินผ่านเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยาแตกทัพวันนั้น
เขาก็ร้องห่มร้องไห้ว่าลูกชายเขาต้องจากไป บ้านเขาอยู่ตรงนั้นตรงนี้ |
อีกคืนหนึ่งเขาฝันว่า ลูกชายเขามาบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา
ไม่ทราบว่าอยู่วัดไหน และในวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ (อาตมาจำ พ.ศ.
ไม่ได้ ไม่ได้ดูสมุดบันทึก) เวลา ๑๐.๓๐ น. ถ้ามีพระมาฉันเพลที่บ้านในวันและเวลานั้น
ก็เป็นลูกชายของเขาเมื่อครั้งอดีตชาติ ที่รบทัพจับศึกแล้วโดนกลศึก
ถูกฆ่าถีบลงน้ำไป เขาก็สำนึกอยู่ตลอดเวลา และก็เล่าให้พี่น้อง
พ่อแม่ฟังว่าดิฉันฝันอย่างนี้
พี่ชายควบคุมโรงสีอยู่ ก็บอกว่า ฝันไม่เข้าเรื่องเข้าราว
แต่เขาก็เชื่อมั่นของเขาเหลือเกินว่า ในวันที่ ๕ กุมภาพันธ์นี้จะต้องเตรียมทำอาหาร
ถ้ามีพระองค์ไหนมาบ้านเรา ต้องใช่แน่นอน บ้านนี้ใหญ่มาก มีโรงสีติดอยู่ข้างบ้าน
มีสะพานลงไปสู่ตีนท่า มีแพน้ำ บ้านทาสีสวยงาม เผอิญตรงกับวันที่อาตมาจะไปหาเช่าเมรุ
อาตมาลงเรือจากสิงห์บุรีไปถึงผักไห่ ก็ไปถามหาบ้านนายสง่าที่เขาเป็นเจ้าของเมรุอยู่หัวเวียง
อาตมาก็ว่าจ้างเรือหางยาวให้ไปส่งที่บ้านนายสง่า เจ้าของเรือหางยาวก็รู้จัก
ค่าเรือขาไปคิด ๒๐ บาท ไปกลับคิด ๕๐ บาท เพราะต้องเสียเวลาคอย
อาตมาก็ตกลง ลงเรือจากตลาดผักไห่เรื่อก็แล่นไปเลย แล้วมาส่งที่บ้านนี้บอกว่าเป็นบ้านนายสง่า
เสียงเรือแล่นดัง พูดอะไรไม่ค่อยได้ยิน อาตมาก็นึกว่า ใช่แล้ว
บ้านนี้ใหญ่โต น่าจะเป็นบ้านของเจ้าของเมรุ
พอขึ้นจากเรือ เขามานิมนต์ที่แพเลย
มานิมนต์กันเยอะ ขึ้นไปมีสำรับกับข้าว โตกมากมาย เอ๊ะ!
อะไรกันนี่ เราจะมาหาเมรุ อาตมารำพึง เขาก็นิมนต์ให้นั่ง
เอาหมากยามาถวาย คุยกันว่าไม่รู้จักกัน เหมือนรู้จักกันมาหลายปีอย่างนี้
อาตมาก็คิดว่า จะใช่บ้านนายสง่าหรือเปล่า เรือหางยาวพอส่งปั๊บ
ก็บอกว่า ท่าน ผมไปธุระก่อนนะ ประมาณชั่วโมงหนึ่งผมจะมารับ
แล้วเรือหางยาวก็วิ่งออกไปเลย นี่เขาบอกว่าเขารู้จักบ้านนายสง่าที่หัวเวียงที่เป็นเจ้าของเมรุ
มีพวกโรงสี พวกแขกมาเต็มบ้าน มีสำรับครบ เวลา ๑๐.๓๐ น.
พอดีตรงกับที่เขาจดไว้ เขาก็เลยเจี๊ยวจ๊าวกันใหญ่ เราก็ไม่รู้เรื่องอะไรกับเขา
เลยบอกว่า โยมจะทำบุญเรื่องอะไรกันนี่ ไม่ใช่อาตมานะ
อาตมาจะมาหาเมรุ บ้านนี้บ้านนายสง่าใช่ไหม |


|
เขาก็บอกว่า ไม่ใช่ เขารู้จักบ้านนายสง่าดี
อยู่หัวเวียงโน่น อาตมาก็บอก ตายจริง ผิดบ้านเสียแล้ว โยมช่วยเรียกเรือหางยาวที
เรือหางยาวก็ออกไปเสียแล้ว กว่าจะรู้เรื่องกันก็เพลพอดี เขาก็อาราธนาศีล
อาตมาบอก เอ๊ะ! โยมจะถวายสังฆทาน จะทำบุญกับพระวัดไหนนี่ เขาก็บอกว่า
เฉย ๆ ท่านต้องรับ รับศีลเสร็จแล้ว ถวายสังฆทานเขาบอก นิมนต์ฉันตามสบายเจ้าค่ะ
อาตมาก็นึกเคืองเรือหางยาวมาก ดูซิบอกว่ารู้จัก กลับมาส่งบ้านแม่ชุมศรี
บ้านนี้
เขาก็กระตือรือร้น เอาใจใส่อย่างดี เตรียมน้ำร้อนน้ำชาไว้ก่อน
อาตมาก็ฉันไปสองสามคำ ฉันไม่ได้ รู้สึกเกรงใจเขามาก พอฉันเพลเสร็จ
เขาก็เล่าเหตุการณ์นี้ให้ฟัง เขาหาว่าอาตมาเป็นลูกของเขาเมื่อครั้งอดีตชาติ
เราไม่เชื่อ เชื่อไม่ได้ ลูกอะไรกัน เขายังเป็นสาวอยู่ แต่เขาก็เชื่อมั่นเหลือเกิน
แล้วเขาก็เล่าให้ฟังว่า เขาบันทึกหลักฐาน
เขียนไว้ครบ ฝันสามคืนติด ๆ กัน พ่อแม่พร้อมพี่ชายเขาบอกว่า
น้องสาวเขาบ้า แต่ท่านมายังไงตรงเวลาพอดี อาตมาบอก ความจริงอาตมาไม่รู้จักบ้านโยมนะ
แล้วไม่รู้เรื่องเลย จะไปหาเมรุบ้านนายสง่า เลยผลสุดท้ายก็คุยกันถึงเย็น
เล่าประวัติศาสตร์ในชีวิตของเขาตลอดมา อาตมาก็นิ่งไว้ไม่ยอมเชื่อ
สักประเดี๋ยวเรือหางยาวมารับ |
ในที่สุดก็เย็นหมดเวลา ได้ทราบจากบ้านโรงสีว่า
นายสง่าไม่อยู่ เอาเมรุไปตั้งทางวัดสามกอ ไปทางอำเภอเสนา ต้องมาวันหลัง
อาตมาก็กลับวัดผิดหวังไม่ได้เมรุ แต่มาได้โยมแม่ในอดีตชาติ ตั้งแต่นั้นมาอาตมากับบ้านแม่ชุมศรีก็ติดต่อกันเรื่อยมา
ตอมาอีกหนึ่งปี อาตมาก็ย้ายวัดมาอยู่ที่วัดอัมพวัน มาอยู่วัดนี้
พ.ศ. ๒๕๐๐ ก็อยู่ตามลำดับมา แต่ในสำนึกของอาตมา เรื่องดังกล่าวเรารู้บ้างไม่รู้บ้าง
จะเชื่อนักก็ไม่ได้ แต่เราก็ต้องยอมรับบางประการเหมือนกัน
|