ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 5
:: ภาคกฏแห่งกรรม :: เรื่อง ความมหัศจรรย์แห่งกุศลกรรม

ตอนที่ ๑ กำเนิดบุญ
สทฺธา สาธุ ปติฏฐิตา
ศรัทธาตั้งมั่นแล้ว ยังประโยชน์ให้สำเร็จ

เมื่อข้าพเจ้าเป็นเด็ก ได้ถูกส่งเข้าเรียนโรงเรียนคริสต์ ที่อำเภอหาดใหญ่ ดังนั้นความรู้ในเรื่องพุทธศาสนาจึงน้อยมาก เข้าใจว่าทำบุญคือใส่บาตร ฟังพระสวดมนต์เท่านั้น จวบจนโตและเข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็ยังไม่เข้าใจในแก่ของพระพุทธศาสนา ชีวิตจึงมีแต่ความร้อนใจ การแก้ปัญหาจึงไม่สุขุม และขาดสติ มีโทสะมาก ชอบเอาชนะในทางผิด ๆ เสมอ แต่อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ามีหลักในการดำเนินชีวิต คือ จะทำสิ่งใดต้องไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม ไม่เบียดเบียนคน ไม่ใส่ร้ายคน ไม่ริษยาใคร อันนี้ถือมาตลอด และมีนิสัยประจำตัว คือ จะทำสิ่งใดแล้วต้องทำจนให้รู้เห็นรู้ดำรู้แดงจึงจะเลิก ทำอะไรต้องทำให้ดีที่สุด ดังนั้น ความวิริยะจึงมีติดตัวมาตลอด

ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ข้าพเจ้าเกิดป่วยด้วยโรคขาดน้ำตาลในเลือด เป็นลมบ่อย ๆ ทำให้ข้าพเจ้าวิตกกังวลและเครียดมาก ด้วยว่าไม่รู้จักฝึกสมาธิ ปล่อยวางอารมณ์ไม่เป็น อุเบกขาไม่เป็น เจออะไรก็เก็บมาคิดมากังวลใจตลอด ในช่วยที่ป่วยนั้น เพื่อนแนะนำว่า ถ้าจิตใจไม่สบายควรจะฝึกสมาธิเพื่อให้ใจสงบ จึงแนะนำให้ไปวัดบวรนิเวศ ขณะนั้น สมเด็จพระสังฆราช ทรงดำรงตำแหน่ง สมเด็จพระญาณสังวร ท่านสอนกรรมฐานสัปดาห์ละ ๒ วัน คือวันโกนและวันพระ ข้าพเจ้าสนใจมากจึงได้ไปกราบท่าน พอเห็นท่านก็ร้องไห้ ด้วยทุกข์ใจที่ป่วยเป็นโรคกังวล จิตใจหดหู่เศร้าหมอง ท่านถามข้าพเจ้าว่า เรียนธรรมะขึ้นพื้นฐานหรือยัง ข้าพเจ้าตอบว่ายังไม่รู้จักธรรมะอะไรเลย ท่านจึงได้มอบหมายให้หม่อมหลวงท่านหนึ่งพาข้าพเจ้าไปอบรมและให้มาวัด มาฟังสมเด็จเทศน์และนั่งสมาธิ ข้าพเจ้าก็ดีใจมาก สมเด็จท่านสอนเรื่องสติปัฏฐานสี่ กาย เวทนา จิต ธรรม ข้าพเจ้าชอบมาก ด้วยน้ำเสียงของสมเด็จชัดเจน มีจังหวะเป็นระยะ ๆ ฟังแล้วจิตใจสงบสบาย ข้าพเจ้าพิจารณาตามทุกครั้ง นี่เป็นก้าวแรกของการอบรมจิตซึ่งไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า แก่นของศาสนาพุทธอยู่ตรงนี้นี่เอง

แต่อาการป่วยก็ยังคงรบกวนอยู่ ทำให้ข้าพเจ้าไม่สบายใจมาก นอนไม่หลับ กินข้าวไม่ลง วันหนึ่งเดินผ่านห้องถ่ายเอกสารของที่ทำงาน เห็นมีรูปพระเรียงรายติดอยู่ข้างผนังห้อง เป็นรูปเล็ก ๆ ขนาด ๑ นิ้ว จึงเดินดูอ่านรายชื่อพระว่าเรารู้จักใครบ้าง อ่านผ่าน ๆ ไปมากมายก็รู้จักเพียงหลวงพ่อปาน เพราะบิดานับถืออยู่ และเจอรูปหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอกก็ดีใจมาก เพราะจำได้ว่าพ่อมีแหวนหลวงพ่อจง พ่อจะใส่ติดนิ้วก่อนออกจากบ้านเสมอ ๆ ตกดึกข้าพเจ้าก็นอนไม่หลับกังวลใจด้วยเรื่องที่ตนป่วยไม่หาย เป็นลมบ่อย ๆ

ก็งีบหลับไปประมาณตี ๔ ได้ฝันไปว่า มีพระภิกษุรูปหนึ่งมานั่งบนเตียงข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากลับลงไปนั่งบนพื้นแล้วยกมือไหว้พร้อมกับพูดว่า “สวัสดีค่ะหลวงพ่อจง” พระภิกษุรูปนั้นมีรูปกายสูงใหญ่มาก ผิวขาว สูงจรดเพดานห้อง ข้าพเจ้าต้องเงยหน้าพูดกับท่าน ท่านห่มผ้าสีเหลืองเหมือนทองคำสวยงาม ข้าพเจ้านั่งพนมมือพร้อมกับคิดว่า ตัวเราป่วยอยู่จะขอยากิน แต่เป็นเด็กไม่กล้า ควรจะยืมชื่อพ่อมาขอดีกว่า เพราะพอเองก็กระเพาะลำไส้ไม่ดี เราขอยาให้พ่อและก็เอายามากินด้วยเผื่อจะหาย ในฝันคิดดังนั้น จึงเอ่ยว่า”พ่อไม่ค่อยสบาย จะขอยาหลวงพ่อจงไปให้พ่อ” ท่านยิ้มท่านนั่งท่าพับเพียบหันไปหยิบห่อผ้ามาส่งให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามองดูแล้วถามว่า กินแล้วหายไหม หมายความว่า ข้าพเจ้าขอกินด้วยจะหายโรคไหม ท่านยิ้มบอกว่า หายทั้งนั้น ใครกินก็หายหมด ข้าพเจ้าดีใจมากรีบรับห่อยามาก็ตื่นขึ้น เช้าวันรุ่งขึ้นก็เที่ยวไปสอบถามว่าหลวงพ่อจงนั้นรูปร่างอย่างไร เพราะข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเพื่อนบอกว่า ผอม ๆ สูง ๆ ขาว ๆ ข้าพเจ้าก็ดีใจระหว่างคุยกัน มือก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งวางอยู่บริเวณนั้นมาเปิดดูก็ตกใจมากเพราะหนังสือเล่มนั้น ได้บรรยายอาการป่วยของข้าพเจ้าไว้โดยตลอด ว่าเป็นโรคขาดน้ำตาลในเลือด ข้าพเจ้าดีใจมากจึงรีบไปหาหมอ หมอจึงแนะนำให้กินทุกอย่างที่ขวางหน้า กินน้ำตาลมาก ๆ และให้ยานอนหลับมา ๗ เม็ดกินวันละ ๑ เม็ด เพื่อให้พักผ่อนมากที่สุด ข้าพเจ้าก็มีอาการทุเลาขึ้นโดยตลอดและหายป่วยในที่สุด ระหว่างนั้นข้าพเจ้าเริ่มเดินทางสู่เส้นทางกำเนิดบุญ ครั้งแรกไปกราบไหว้ ฟังธรรมะจากพระอริยเจ้า

ช่วงที่ป่วยนั้น ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคอะไร อยากให้พระนั่งสมาธิดูให้ ก็ไม่ทราบจะหาพระที่ไหนไม่รู้จัก ก็ได้เดินผ่านแผงหนังสือแถว ๆ วัดบวรนิเวศ ได้ซื้อหนังสือพระชื่อ คนพ้นโลก อาจารย์ปถัมภ์ เรียนเมฆ เป็นผู้พิมพ์ผู้โฆษณา พบรายการทัวร์ธรรมะจึงสนใจ เพราะรายชื่อพระล้วนแต่แก่ ๆ ทั้งนั้น ข้าพเจ้าจึงสนใจและได้ติดตามคุณปถัมภ์ไปทันที ก็ได้พบหลวงปู่ชามา หลวงปู่ศรีจันทร์ หลวงปู่คำดี ที่จังหวัดเลย หลวงปู่อ่อน หลวงพ่อพุธ พระอาจารย์มหาบัว พระอาจารย์วัน พระอาจารย์โชติ วัดภูเขาแก้ว พระอาจารย์คูณ หลวงปู่ดุลย์ ข้าพเจ้ามีเงินติดตัวไป ๒๐๐-๓๐๐ บาท ได้แลกเงินแบงก์สิบบาทไว้ ใส่ซองเขียนชื่อไว้ซองละ ๒๐ บาท เพราะกลัวจะไม่ครบทุกวัด และครั้งนี้ได้พบหลวงปู่ขาวด้วย คณะคุณปถัมภ์นั่งสมาธิเก่งมาก ข้าพเจ้าไม่รู้เรื่อง ใครทำอะไรก็ทำตาม เขาก็สอนให้อธิษฐานจิต ขอให้ไปนิพพาน ขอสติปัญญาเป็นเลิศ ก็จำมา ข้าพเจ้าสังเกตเห็นพระอริยเจ้าทุกรูปนั้นมีผิวพรรณผ่องใสสะอาด ขาวนั่งมองได้ทั้งวัน อายุมากแต่กลับผิดจากคนแก่ที่เคยเห็น ผิวสวยมาก ตาแจ่มใส พูดเสียงเพราะและใจดีมีเมตตา ทำให้สบายใจมาก จึงคิดว่าเรามาทำบุญกับพระแก่ ๆ นี้ดีมาก ต่อไปจะมาอีก และเริ่มเรียนรู้เรื่องราวการธุดงค์ของพระอริยเจ้าต่าง ๆ ให้รู้สึกอัศจรรย์ในบุญบารมีของท่าน ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจธรรมะมากขึ้น ปี ๒๕๒๒ นั้นก็เดินทางไปภาคอีสานอีก ได้เตรียมอาหารแห้ง ผลไม้ไปถวายพระตามกำลังเงินของตน คือ ส้ม ๒ กิโล ขนมเปี๊ยะ ไข่เค็ม ไปกี่ครั้งก็มีปัญญาซื้อได้เพียงนี้ เนื่องด้วยเงินจำกัดจึงต้องซื้ออาหารที่มีจำนวนมาก จะได้ถวายพระได้หลายวัด ในระยะนั้นก็นึกว่าเรานี้จนนักไม่มีเงินทำบุญ หันไปมองคนอื่น ๆ เขาก็เอาของดี ๆ มาถวายพระและสมารถทำบุญ ๑๐๐ บาท ต่อ ๑ วัด ส่วนเรานั้น ๒๐ บาทเท่านั้นเอง

การระลึกเช่นนี้เสมอ ๆ จิตก็ประทับความปรารถนาไว้ว่า หากวันใดเรามีเงินมากกว่านี้เราจะทำวัดละ ๑๐๐ บาท เราจะซื้อของถวายพระมากกว่านี้ การตั้งจิตนั้นเป็นการสั่งสมซึ่งความปรารถนาเจตนาทำทานบารมีอันบริสุทธิ์ เป็นการสะสมทานบารมีโดยไม่รู้ตัว เหมือนน้ำหยดลงทีละหยด ที่สุดแล้วน้ำก็เต็มตุ่ม ในปัจจุบันข้าพเจ้าก็บรรลุความปรารถนานั้น ซื้อของถวายพระครั้งใดผู้คนตกใจ เพราะคิดว่า ข้าพเจ้าเปิดร้านขายของชำหรือเป็นแม่ค้า เพราะสิ่งของที่นำไปถวายพระนั้นต้องใช้คนแบกขน ๔-๕ คน รถของข้าพเจ้าจึงเต็มไปด้วยของถวายพระอุดมสมบูรณ์เป็นที่สุด คราวหนึ่งข้าพเจ้าและคณะ ๑ คันรถบัสไปกราบนมัสการพระอาจารย์แบน วัดดอยธรรมเจดีย์ แวะพักค้างคืนที่วัด ๑ คืน รุ่งเช้าได้เห็นอุบาสิกาซึ่งเป็นลูกสาวร้านทองมาถือศีลแปดที่วัด เพราะเป็นโยมอุปัฏฐากจึงได้นำอาหารมาถวายพระ เป็นอาหารคาว หวาน ถาดใหญ่ ๆ ๔-๕ ถาด มีน้ำพริกปลาร้า ผักต้ม ผักดิบ แกงป่า อาหารหลายอย่าง แม้แต่ขนมก็ประดิษฐ์สวยงามมาก ยังความประทับใจแก่ข้าพเจ้าซึ่งยืนมองด้วยความแปลกใจ เพราะเขตวัดดอยธรรมเจดีย์สมัยนั้นอยู่ไกลมาก การคมนาคมไม่สะดวก แต่ตื่นเช้าก็พบอาหารประณีตวางเรียงรายอยู่ในครัว ข้าพเจ้ายืนมองแล้วรำพึงว่า เพราะว่าเขารวยเขาจึงมีเงินมาทำอาหารถวายพระมากมายขนาดนี้ ของดี ๆ ขนมาให้วัดในป่า ทำอย่างไรเราจึงมีวาสนาเช่นนี้ แม้ผ่านไปหลายปี ก็ยังระลึกในภาพนั้นอยู่

ในปี ๒๕๓๔ เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ๒๕๓๔ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสทำอาหาร ๓ ถาดใหญ่ ๆ มาถวายพระวัดจินดิต แขวงมีนบุรี กทม. วัดจินดิตตั้งอยู่ในเขตไกลบ้านเรือน อยู่ในเขตอิสลาม อยู่กลางทุ่งนา จึงไม่ค่อยมีใครใส่บาตร ข้าพเจ้าได้มาวัดจินดิตเสมอ ๆ เพราะเป็นวัดที่เคร่งครัด พระมีจริยาวัตรงดงาม บริเวณวัดสะอาด เงียบสงบ สวยงาม เมื่อรู้ว่าพระไม่ค่อยมีอาหารฉันจึงสลดใจ ได้จัดอาหารมาถวายพระ ๓ ถาดใหญ่ ๆ ข้าว ๑ หม้อทุกเช้า เป็นเงินเฉลี่ยวันละ ๓๐๐ บาท ๒ เดือนเต็ม เวลานั้นจึงระลึกได้ว่าบัดนี้เราได้สมปรารถนาแล้ว สามารถถวายอาหารพระได้มากมายขนาดนี้ นับเป็นบุญวาสนาจริง ๆ จึงได้เขาใจว่าการตั้งจิตอันดีไว้บ่อยๆ ความปรารถนานั้นย่อมบรรลุผลในกาลข้างหน้าไม่ช้าเกินรอ

นับตั้งแต่ได้กราบไหว้ครูบาอาจารย์พระอริยเจ้าผู้ทรงศีลบ่อย ๆ ครั้ง ข้าพเจ้าเริ่มแยกแยะระหว่างพระแท้กับพระปลอม จึงอธิษฐานจิตเสมอ ๆ ว่าจะไหว้พระทำบุญทั้งที ขอให้ได้ไหว้พระแท้ ๆ จากปี ๒๕๒๒ มาบัดนี้ ข้าพเจ้าได้พบแต่พระดีพระแท้ตลอดเวลา และด้วยเหตุนี้กุศลต่าง ๆ ที่ข้าพเจ้าได้ถวายแด่พระแท้นั้น ก็ส่งผลงอกงามให้กับข้าพเจ้าในทุก ๆ ทาง ด้วยว่าหากจิตของเราปรารถนาจะทำบุญ ทำด้วยศรัทธามาก สิ่งของถวายก็มาจากเงินที่หามาจากหยาดเหงื่อแรงงาน ผู้รับเป็นพระทรงศีล ถวายแล้วก็ยังเก็บมาชื่นชมว่าเรานี้มีวาสนาได้ทำบุญกับพระดี ๆ เหตุนั้นจึงระลึกได้ว่าข้าพเจ้าหว่านข้าวพันธุ์ดี ในนาดี ข้าวจึงอุดมสมบูรณ์มาก

ทุกครั้งที่ไปกับคณะทัวร์คุณปถัมภ์ เรียนเมฆ (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) จะต้องแวะหาหลวงพ่อจรัญเสมอ และบางครั้งมาดึกดื่นเที่ยงคืน แต่หลวงพ่อกลับยิ้มแย้มต้อนรับสอนธรรมะด้วยความเมตตา ในปีนั้นข้าพเจ้ายังไม่มีคุณสมบัติติดตัวเลยจึงละอายไม่กล้าเข้าใกล้ นั่งห่าง ๆ และแอบสังเกตดู ใคร ๆ ก็บอกว่าหลวงพ่อจรัญเก่ง หลวงพ่อจรัญดี และมีเมตตา แต่ข้าพเจ้านั้นกลัวชอบไปไหว้พระแก่ ๆ ใจดีมากกว่า แต่แล้วไม่กี่ปีต่อมาข้าพเจ้ากลับกลายเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อจรัญและได้ดีมาก็เพราะท่าน จึงอดไม่ได้ที่จะระลึกถึงท่านในปีแรก ๆ

จิตวิญญาณตายขณะมีโลภะตายไปเป็นเปรต กำลังมีโทสะตายไปขณะนั้นลงนรก มีโมหะรวบรวมอยู่ในจิตใจไว้มากต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอย่างแน่นอน

ธรรมะของครูบาอาจารย์ เมื่อข้าพเจ้ามีเวลาว่างจะนิยมไปแสวงหาครูบาอาจารย์ ไปฟังธรรม ไปถวายสังฆทาน ผ้าป่า กฐิน จะไปทุกครั้งที่มีโอกาส ไปแล้วสบายใจ ได้หนังสือธรรมะ เทปมาทุกครั้ง ก็จะเปิดอ่านเปิดฟังทันทีที่กลับมาถึงบ้าน หรือยามว่าง จนกระทั่งติดเป็นนิสัยชอบอ่านธรรมะ ฟังเทป บางคนไม่เข้าใจ มองคนที่อ่านหนังสือธรรมะเป็นคนมีปัญหา หรือเป็นคนที่ไม่ได้ความ แต่ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า หนังสือธรรมะก็ตาม เทปธรรมะก็ตาม คือกุญแจไขความทุกข์ที่วิเศษที่สุด ยามใดที่ทำงานทำการ หรือพบปะบุคคลที่มีจิตใจไม่ดี เราถูกประทุษร้ายด้วยคำพูดก็ดี การกระทำต่าง ๆ นานาก็ดี สิ่งที่เป็นโลกธรรมแปดนั้น เราย่อมหลีกไม่พ้นที่จะนำคำพูด การกระทำนั้น ๆ มาครุ่นคิดเป็นกังวลใจ บั่นทอนจิตใจของเราให้หดหู่ เศร้าหมอง วิตก กังวล ทุกข์ร้อนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ทุรนทุราย มีโทสะ เสียใจ โกรธแค้น อาฆาตพยาบาท จองเวร ยามใดที่ข้าพเจ้าเกิดความคิดเช่นนี้ในมโนนึก ข้าพเจ้าจะรีบเปิดหนังสือธรรมะอ่านทันที และช่างแปลกจริง ๆ เรื่องราวในหนังสือนั้นบรรยายความตรงใจดำพอดี ไฟที่กำลังลุกกลับลดลงและมอดไปในที่สุด ความสงบก็เกิดขึ้น และเกิดความละอายใจ และต่อมาจะเกิดสติปัญญาขึ้นว่า วันหนึ่งข้างหน้าเราจะพิสูจน์ให้เห็นว่าเราเป็นคนเช่นไร ใครที่กลั่นแกล้งเรามากเท่าใด ต่อไปเขาย่อมต้องกลืนน้ำลายที่ถ่มรดตัวเรามากเท่านั้น และตั้งใจมั่นว่าใครว่าเราเลว เราต้องดีให้ได้ ใครว่าเราจน เราต้องรวยให้ได้ ใครว่าเราโง่ เราต้องฉลาดให้ได้

 

หน้าถัดไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่