|
ข้าพเจ้าชื่อ ฉวีวรรณ ชัยศิริ
มีบ้านอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ดาและมารดาเป็นชาวจีนเกิดในมณฑลยูนนาน
หรือที่คนไทยรู้จักในนามของคน "จีนฮ่อ"
ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่าเราเป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งทั้งที่ประเทศไทยและประเทศจีน
แต่ในความเป็นจริงแล้ว มณฑลยูนนานมีชนกลุ่มน้อยอยู่ประมาณ ๒๔ เผ่า
ชาวจีนฮ่อหรือยูนนานเป็นชาว "ฮั่น" ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ
เปรียบเทียบดังตัวอย่างเช่น คนเมืองเป็นชนกลุ่มใหญ่ของจังหวัดเชียงใหม่
แต่จะมีพวกม้ง เย้า ลีซอ อาข่า ฯลฯ เป็นชนกลุ่มน้อย เป็นต้น เรียกว่า
"ฮ่อ" จะรู้จักและเรียกกันในประเทศไทยเท่านั้น
ในต่างประเทศจะไม่มีใครรู้จักคำนี้ และจะไม่เข้าใจว่าหมายถึงใคร
เรื่องที่ข้าพเจ้าจะเล่าต่อไปนี้ เกี่ยวโยงไปถึงบิดาและตัวของข้าพเจ้าเอง
ฉะนั้นจำเป็นที่จะต้องเล่าประวัติความเป็นมาพอสังเขป เพื่อผู้อ่านจะได้เข้าใจดียิ่งขึ้น
คุณพ่อเป็นทหารยศนายพล
ของรัฐบาลก๊กมิงตั๋ง สมัยรัฐบาลประธานาธิบดี เจียงไค เชค หลังจากที่คอมมิวนิสต์ได้ยึดครองประเทศจีนแล้ว
ท่านได้นำกองกำลังทหาร ซึ่งมีทั้งอาสาสมัครและชาวบ้าน หนีออกจากประเทศจีน
โดยเดินทางเท้าข้ามภูเขาแม่น้ำ เข้ามาประเทศพม่า จนกระทั่งสุดท้าย
เข้ามาอาศัยอยู่ระหว่างตะเข็บชายแดนไทยและพม่า ประมาณปี พ.ศ.
๒๕๑๔ กองกำลังของท่านได้มีโอกาสร่วมกับกองกำลังทหารไทย ต่อสู้คอมมิวนิสต์ลาว
เวียดนาม และแม้วแดง ที่ดอยยาว ดอยผาหม่น ซึ่งเป็นชายแดนระหว่างไทยลาว
ขณะนั้นขึ้นอยู่กับอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อของดอยผาตั้ง
เพิ่งจะแยกเป็นกิ่งอำเภอเวียงแก่นได้ไม่นานนัก การต่อสู้ครั้งนั้นเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดและรุนแรงมาก
ใช้เวลา ๕ ปีจึงสงบ คุณพ่อหรือที่ทางการไทยเรียกท่านว่า "นายพลลี"
ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
ให้เข้าเฝ้า ท่านได้ทูลเกล้าฯ ถวายหินจากหน้าผา ในสมรภูมิรบแด่พระองค์ท่าน
ซึ่งในที่นี้หมายความว่า ได้ต่อสู้กับข้าศึกจนได้ชัยชนะ นำแผ่นดินนี้กลับคืนมาให้แก่พระองค์ |
อีกหลายปีต่อมา ได้มีโอกาสร่วมกับทหารไทยต่อสู้กับคอมมิวนิสต์
ที่เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ รวมเวลา ๓ เดือนที่ต่อสู้ได้ชัยชนะเด็ดขาด
ซึ่งโดยทั่วไปประชาชนคนไทยเข้าใจผิดตลอดมา คิดว่าพวกเรามาจากกองพล
๙๓ ซึ่งตามความจริง พวกเราไม่ได้มาจากกองพล ๙๓ แต่พวกเรามาจากไหนนั้น
ในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึงเพราะเป็นเรื่องที่ยาวเกินไป
ต่อไปขอเข้าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎแห่งกรรมเสียที
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปศึกษาต่อต่างประเทศที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ท
รัฐฟลอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา พักอยู่ในหอของมหาวิทยาลัย การเรียนของข้าพเจ้าดำเนินไปอย่างปกติ
คืนวันหนึ่ง ในความฝันไม่ปรากฏเป็นภาพให้เห็นแต่อย่างใด นอกเสียจากเสียงของชายคล้ายกับเป็นผู้สูงอายุแล้ว
ท่านได้บอกแก่ข้าพเจ้าว่า จะเกิดเหตุร้ายกับคุณพ่อ โดยผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของท่านจะติดต่อกับศัตรูคิดปองร้ายและทรยศต่อท่าน
ซึ่งได้วางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่รอโอกาสที่เหมาะสมเท่านั้น
นอกจากนี้ยังได้บอกรายชื่อของผู้ที่คิดทรยศด้วย
เมื่อสะดุ้งตื่น ข้าพเจ้านอนคิดทบทวนเกี่ยวกับความฝัน
แล้วรีบลุกขึ้นมาจดรายชื่อทันที เท่าที่จำได้มีอยู่ประมาณ ๔ คน พอรุ่งเช้ารีบเขียนจดหมายเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้พี่สาวที่อยู่ประเทศไทย
คือคุณภาณี ชัยศิริ พร้อมรายชื่อ ข้อความในจดหมายจำได้ว่ายังได้ตั้งคำถามกับพี่สาว
ถึงรายชื่อทั้งหมดว่าจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะไม่มีวี่แววเลย อีกทั้ง
ท.ส. หรือทหารคนสนิทของคุณพ่อก็รวมอยู่ด้วย ซึ่งทุกครั้งตอนเด็ก พวกเราลูก
ๆ จะไปเยี่ยมท่านที่กองบัญชาการถ้ำงอบ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ท.ส.คนนี้จะดูแลเราเป็นอย่างดี
เขาเป็นทหารคนสนิทที่คุณพ่อท่านไว้ใจมากที่สุด เวลานั้นข้าพเจ้ายังคลางแคลงในว่าจะเป็นไปได้อย่างไร
หรือว่าธาตุเราไม่ปกติ จึงทำให้ฝันแบบนี้ จดหมายที่เขียนถึงพี่สาวเพื่อป้องกันการสูญหาย
ข้าพเจ้ายังได้ลงทะเบียนเอาไว้ด้วย หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
๒ ปีต่อมา แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า เหตุการณ์ตามที่ฝันได้เกิดเป็นจริงขึ้นมา
อีกทั้งทหารคนสนิทก็รวมอยู่ด้วย บอกตรง ๆ ว่าข้าพเจ้างงกับเหตุการณ์ครั้งนี้มาก
แผนการนี้ ลูกน้องของคุณพ่อได้ติดต่อกับชนกลุ่มน้อยของพม่าชื่อ "จาง
ซี ฟู" หรือที่รู้สึกในนามของ "ขุนส่า"
โดยใช้ระยะเวลาในการวางแผน ๒ ปี (ภายหลังทราบว่า ทหารคนสนิทที่มียศต่ำสุดในกลุ่มจะได้ค่าตอบแทนเป็นจำนวนเงิน
๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท หากสำเร็จตามแผนที่วางไว้ และอีก ๓ คน ที่มียศสูงกว่าจะได้รับค่าตอบแทนมากกว่าหลายเท่าตัว)
แผนได้เริ่มดำเนินการโดยหัวหน้ากลุ่มคือ นายเปาชาง
แซ่หลี่
เมื่อทราบวันเวลาแน่นอนที่คุณพ่อจะขึ้นไปถ้ำงอบ
ขั้นต่อไป คือพวกเขาจะบังคับโดยใช้ปืนจี้ให้ท่านเขียนจดหมาย
พร้อมทั้งลายเซ็นและประทับตราประจำตำแหน่ง ถึงทหารที่เฝ้าอยู่ตามชายแดนให้ถอนทหารกลับมาทั้งหมด
เพื่อที่กองขุนส่า ซึ่งเตรียมพร้อมอยู่แล้วได้บุกขึ้นมาทันที
(แน่นอนทหารของท่านที่เฝ้าตามชายแดนย่อมงุนงงกับคำสั่ง แต่ถึงอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตาม)
แต่เดชะบุญคุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง ในวันที่คุณพ่อจะออกเดินทางไปถ้ำงอบนั้น
ท่านเกิดป่วยกะทันหัน ต้องเข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลลานนา
เมื่อไม่เป็นตามแผนที่วางไว้ เรื่องราวต่าง ๆ จึงได้เปิดเผย
ซึ่งเราได้ทราบจากเรื่องอื่นก่อนท้ายที่สุดได้โยงมาถึงเรื่องนี้
โดยที่ไม่มีใครคาดคิดเลย เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อจริง ๆ ข้าพเจ้าเฝ้าถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าเสียงของผู้ชายสูงอายุนั้นท่านเป็นใคร
เหตุใดจึงมาเตือนข้าพเจ้า และสิ่งที่ท่านเตือน เหตุการณ์นั้นจะผ่านไปเป็นระยะเวลานานพอสมควร
ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นในทันที |
 |
ในระยะเวลาปิดภาคเรียน ข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะไม่กลับบ้าน
เพราะจะลงวิชาเรียนในช่วงซัมเมอร์ เพื่อให้สำเร็จได้เร็วขึ้น คืนหนึ่งไม่ทราบว่าหลับไปนานเท่าไหร่
จนมีเพื่อนญี่ปุ่นมาปลุกและถามว่าเป็นอะไร เพราะเห็นร้องไห้อย่างมากและก็เห็นว่าหมอนที่หนุนอยู่ก็เปียกด้วยจริง
ๆ ไม่สามารถจะอธิบายให้เขาเข้าใจได้อย่างไร ในฝันจำได้ว่า ตนเองได้เข้าไปในบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง
ซึ่งเป็นบ้านไม้สองชั้นเก่า ๆ อยู่กลางป่า และไม่มีบ้านหลังอื่นเลย
ขณะนั้นไม่อาจจะบอกได้ว่าเป็นเวลาไหน มองไปทางใดก็เป็นสีแดงสลัว ๆ
คล้ายกับตะวันใกล้จะตกดินก็ไม่เชิง เพราะเวลาขณะนั้นมันจะมืดและน่ากลัวมากกว่า
เมื่อเข้าไปในบ้าน สิ่งแรกที่เห็น คือห้องโถงใหญ่ มีโต๊ะไม้ตั้งอยู่กลางห้อง
มีคนเดินไปมาอย่างขวักไขว่บ้างก็ขึ้นไปชั้นบน บ้างก็ลงมาข้างล่าง ข้าพเจ้ามองตามคนที่เดินออกไปข้างนอก
เขาขึ้นไปบนรถ รถนั้นเหมือนเป็นรถยนต์ ขึ้นไปคันแล้วคันเล่า ไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาเหล่านั้นไปที่ไหน
และทำให้เกิดความโมโห เพราะพูดกับใคร ก็ไม่มีใครพูดด้วยหรืออธิบายให้รู้ว่าตนเองกำลังอยู่ที่ไหนเหมือนกับว่าข้าพเจ้าไม่มีตัวตนอย่างนั้นแหละ
ในที่สุดก็ตัดสินใจนั่งเก้าอี้ไม้ใกล้โต๊ะใหญ่ในห้องโถง สักครู่ใหญ่มีผู้หญิงผมสั้น
รูปร่างสูงโปร่ง ผิวดำแดงใส่ชุดกระโปรงติดกัน เธอมาจากไหนข้าพเจ้าไม่ทันสังเกต
ได้พูดเสียงดังว่า "คราวนี้พ่อเธอตายแน่ ไม่รอดเหมือนคราวที่ผ่าน
ๆ มา" ข้าพเจ้าร้องไห้กลัวอันตรายที่จะเกิดกับท่าน ขณะร้องไห้อยู่นั้นได้ยินเสียงพูดของผู้ชาย
จึงได้เงยหน้าขึ้นมอง เป็นชายชรารูปร่างสูง ผมขาวยาว หนวดเครายาวเกือบถึงสะโพก
อยู่ในชุดนุ่งขาวห่มขาว หน้าตาบ่งบอกถึงความมีเมตตา ท่านกล่าวกับข้าพเจ้า
"ไม่ต้องกลัว ผู้ที่จะคิดร้ายต่อพ่อของลูกนั้นบารมีไม่เท่ากัน
คนคนนี้เคยได้รับความช่วยเหลือจากพ่อของลูกมาก่อน จำไว้
ผู้ที่คิดร้ายต่อผู้ที่มีพระคุณ ต่อให้คิดการอันใดก็ไม่มีทางสำเร็จ
เพื่อความสบายใจให้กลับไปปฏิบัติกรรมฐาน ลูกจะได้พบกันพระที่ดี อย่าลืมแผ่เมตตาแก่ผู้ที่คิดร้ายต่อเรา
อย่าผูกจิตพยาบาท แล้วเขาจะแพ้ภัยแก่ตัวเอง"
เมื่อตื่นจากความฝัน ข้าพเจ้าคิดทบทวนเรื่องราวต่าง
ๆ ที่แน่ ๆ คือเสียงนั้นคุ้นหูเหลือเกิน เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเสียงนั้นคือใคร ข้าพเจ้าไม่ลืมที่จะกราบลงบนหมอน
ท่านนั้นเองที่เคยตักเตือนและบอกเหตุให้ข้าพเจ้าทราบล่วงหน้าเสมอ ครั้งนี้เป็นครั้งที่
๔ ตั้งแต่จำความได้ โดยไม่รอช้า ข้าพเจ้ารีบโทรศัพท์ทางไกลถึงพี่สาว
เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง และพี่สาวรับปากจะจัดการเรื่องจะเข้าปฏิบัติกรรมฐาน
จะเตรียมสิ่งของพร้อมทั้งหาวัดให้
 |
ทราบว่าพี่สาวได้ปรึกษาคุณจินตนา
นิมากร (เจ๊เน้ย) เธอเป็นกัลยาณมิตรที่ดีและจริงใจกับเพื่อน
ๆ หรือคนที่รู้จักทุกคน ไม่เป็นคนที่ทำงานเพื่อเอาหน้า และไม่เป็นคนประเภทมือถือสากปากถือศีล
เหตุที่ต้องกล่าวในที่นี้ เพราะสังคมปัจจุบันจะหาเพื่อนที่ดีและจริงใจ
โดยไม่หวังผลประโยชน์นั้นแสนยาก หลังจากนั้นได้พาพี่สาวไปปรึกษากับแม่ชีสำลี
แห่งวัดร่ำเปิง ท่านได้แนะนำให้บวชชีพราหมณ์ ที่วัดร่ำเปิง |
แต่พี่สาวอยากให้บวชที่อื่นมากกว่า และยังไม่ทราบว่าเป็นที่ไหน
คุณจินตนามีเพื่อนอยู่กรุงเทพฯ ชื่อคุณนงเยาว์
(เจ๊เซา) เป็นผู้ที่สนใจด้านธรรมะเหมือนกัน เขาได้แนะนำ หลวงพ่อวัดอัมพวัน
แต่พี่สาวยังไม่แน่ใจ จะขอดูหลาย ๆ วัดก่อน จากนั้นก็ขับรถจากกรุงเทพฯ
เพื่อเที่ยวดูวัดใกล้เคียงไปเรื่อย ๆ ก็ไม่เป็นที่พอใจ จนมาถึงวัดอัมพวัน
สิ่งแรกที่เห็นและรู้สึกประทับใจก็คือ ความเป็นระเบียบเรียบร้อย บริเวณวัดสะอาดร่มรื่น
เจ้าหน้าที่ ลูกศิษย์ ตลอดจนแม่ครัวมีอัธยาศัยดีมาก และที่แปลกจากวัดอื่น
คือใครมาวัดนี้จะไม่มีคำว่าหิวกลับไป มีอาหารเลี้ยงตลอดเวลา ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหน
ซึ่งในวันนั้นหลวงพ่อรับนิมนต์ไปอบรมที่กรุงเทพฯ พอท่านกลับมา สนทนากับท่าน
ทุกคนตัดสินใจเลือกวัดนี้และแน่ใจว่าข้าพเจ้าจะได้ปฏิบัติกรรมฐานกับพระที่ดี
|