|
ข้าพเจ้ารู้จักวัดอัมพวันและหลวงพ่อภาวนาวิสุทธิ์
จากการที่ได้อ่านหนังสือกฎแห่งกรรม ธรรมปฏิบัติเล่มแรก อ่านจบแล้วรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านมาก
คิดไว้เสมอว่า สักวันหนึ่งจะต้องไปกราบนมัสการหลวงพ่อให้ได้ ใคร่จะเรียนถามข้อข้องใจบางประการกับท่าน
และข้าพเจ้าก็สนใจที่จะเรียนรู้การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คิดว่าท่านคงให้ความรู้ความกระจ่างแก่ข้าพเจ้าได้แน่นอน
ซึ่งในตอนหลังเมื่อข้าพเจ้าได้เรียนรู้การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแล้ว
ข้าพเจ้าก็ได้ตระหนักว่า การปฏิบัติวิปัสสนานี้ทำให้เกิดผลดีแก่ตัวข้าพเจ้ามากมาย
รวมทั้งได้เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้นกับตัวข้าพเจ้า ซึ่งจะเล่าให้ฟังต่อไป
 |
กลางเดือนตุลาคม ๒๕๓๑ ข้าพเจ้ามีเรื่องทุกข์ร้อนไม่สบายใจ
เดินทางออกจากบ้านจะไปหาเพื่อนที่ต่างจังหวัด ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าบ้านเพื่อนอยู่ที่ไหน
แต่เหมือนมีเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาดลใจว่า ไปวัดอัมพวันซิ
ไปหาหลวงพ่อ หลวงพ่อจะเป็นที่พึ่งได้ วันที่ ๑๘ ตุลาคม
๒๕๓๑ ข้าพเจ้าไปขึ้นรถที่ตลาดหมอชิตและบอกกับกระเป๋ารถกรุงเทพฯ-สิงห์บุรีว่า
เมื่อถึงวัดอัมพวันแล้วให้บอกด้วย เพราะข้าพเจ้ารู้แต่เพียงว่าวัดอัมพวันอยู่ที่
อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี เท่านั้น |
รถแล่นออกจากกรุงเทพฯ ทิ้งความสับสนวุ่นว่ายของเมืองหลวงไว้เบื้องหลัง
ผ่านธรรมชาติอันสวยงามของชนบท ข้าพเจ้าเพลิดเพลินกับความงามเหล่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นทุ่งนา บ้านเรือน แม่น้ำ ลำคลอง ต้นไม้ และหมู่นก ทำให้นึกถึงชีวิตในวัยเด็กของข้าพเจ้าที่เคยคลุกคลีอยู่กับสิ่งเหล่านี้
ช่างเป็นเวลาอันแสนสุขที่ข้าพเจ้าคงไม่มีโอกาสได้ไปสัมผัสอีกแล้ว
เวลาผ่านไปราว ๒ ชั่วโมง เสียงกระเป๋ารถก็บอกกับข้าพเจ้าว่า
"พี่ ๆ ถึงวัดอัมพวันแล้ว" ข้าพเจ้ากล่าวขอบคุณพร้อมทั้งหิ้วกระเป๋าลงจากรถ
มองเห็นป้ายวัดอัมพวันเด่นเป็นสง่า มีธงชาติและธงพระธรรมจักรปักหระดับสวยงาม
ข้าพเจ้าแวะลงพักที่ศาลาที่พักผู้โดยสารมองไปยังวัดอัมพวันซึ่งอยู่ลึกเข้าไปราว
๑ กิโลเมตร
ขณะนั้นเป็นเวลาบ่าย แต่อากาศไม่ร้อนเพราะมีลมพัดเย็นสบาย
ข้าพเจ้าเดินผ่านทุ่งหนาเขียวขจีและต้นคูณ ต้นตาล ซึ่งปลูกไว้เป็นระยะสองข้างทาง
สักพักก็ถึงวัดอัมพวัน ภายในวัดเต็มไปด้วยต้นไม่ใหญ่น้อยร่มครึ้มและสงบเงียบ
สุดทางเดินตรงไปข้างหน้าเป็นลานกว้าง หน้ากุฏิหลังหนึ่งมองเห็นพระพุทธรูปปางลีลาอันสวยงามประดิษฐานอยู่
รอบฐานพระพุทธรูปมีดอกเฟื่องฟ้ากำลังบานสะพรั่งหลากสี ข้าพเจ้าคิดว่าหลวงพ่อต้องอยู่ที่นี่แน่นอน |
 |
ข้าพเจ้าแจ้งความประสงค์กับผู้หญิงวัยกลางคนนุ่งห่มขาวว่า
ข้าพเจ้ามาหาหลวงพ่อ ข้าพเจ้าเป็นหลานของ พ.อ.เลื่อน สุนทรเศวต อนุศาสนาจารย์ของกระทรวงกลาโหม
ซึ่งมาเป็นวิทยากรให้กับทางวัดอัมพวันบ่อย ๆ และเป็นผู้มอบหนังสือกฎแห่งกรรม
ธรรมปฏิบัติ ให้กับข้าพเจ้า
ขณะที่รอหลวงพ่อ ผู้ดูแลก็ถามข้าพเจ้าว่า "จะค้างกี่วัน"
ข้าพเจ้าถามว่า "ค้างได้หรือ" เขาก็ตอบว่า "ค้างได้"
ข้าพเจ้าดีใจมาก บอกว่าขอค้างสัก ๓ วัน เพราะข้าพเจ้ามีธุระต้องไปหาเพื่อนที่ต่างจังหวัด
ในตอนหลังข้าพเจ้าก็อยู่ต่อจนครบ ๗ วัน
สักครู่หลวงพ่อก็ลงมาจากชั้นบน ท่านยืนหันหลังให้แล้วพูดว่า
"หลานอนุศาสน์หรือ?" เดี๋ยวไปรับศีลที่ในโบสถ์เสียก่อน" ข้าพเจ้าได้ยินแล้วรู้สึกปีติยินดีเป็นอย่างยิ่งที่หลวงพ่อให้ความเมตตากับข้าพเจ้าเหมือนหลวงพ่อจะทราบว่า
ข้าพเจ้ากำลังมีความทุกข์และมาพึ่งบุญบารมีของหลวงพ่อ
เวลาบ่ายสองโมง
ทุกคนไปพร้อมกันในอุโบสถ ทั้งพระภิกษุสามเณร ผู้ปฏิบัติธรรมและชาวบ้านซึ่งมีความตั้งใจที่จะมารักษาศีลภาวนา
และรับฟังธรรมะจากหลวงพ่อทุกวันพระ เมื่อทำพิธีสวดมนต์ไหว้พระและแสดงธรรมจบแล้วก็พึงพิธีรับศีลของผู้ปฏิบัติธรรมที่มาใหม่
เสียงหลวงพ่อพูดผ่านเครื่องขยายเสียงว่า "หลานอนุศาสน์ให้มารับศีลก่อน
ยังไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าไม่เป็นไร ถ้าจิตใจเราพร้อม" ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากในความเมตตาของท่าน
รีบคลานเข้าไปรับศีล ๘ พร้อม ๆ กับผู้ปฏิบัติอื่น ๆ อีกหลายท่าน
ได้มีโอกาสเห็นหลวงพ่อใกล้ ๆ รู้สึกเป็นบุญแก่ตัว หลวงพ่อมีอายุมากแล้ว
แต่หน้าตาอิ่มเอิบอย่างที่เรียกว่า "อิ่มบุญ"
"แม่ใหญ่" ได้จัดให้ข้าพเจ้าพักที่อาคารภาวนา ห้อง ๓
รวมกับผู้ปฏิบัติอีก ๒ ท่าน กิจวัตรประจำวันของผู้ปฏิบัติซึ่งขณะนั้นมีประมาณ
๓๐ ท่าน ก็คือตื่นนอนเวลา ๐๓.๓๐ นาฬิกาโดยมีเสียงระฆังปลุก เริ่มปฏิบัติเวลา
๐๔.๐๐ - ๒๑.๐๐ นาฬิกา ถ้าเป็นวันพระก็ปฏิบัติจนถึง ๒๓.๐๐ น.
พักรับประทานอาหารตามเวลา ทุกคนต้องถือคติว่า "กินน้อย
นอนน้อย พูดน้อย ทำความเพียรมาก" ในระยะ ๒-๓ วันแรก ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัติดีอยู่
ก่อนปฏิบัติเราก็สวดมนต์ไหว้พระแล้วจึงเดินจงกรม แล้วนั่งสมาธิในอัตราส่วนที่เท่ากันคือ
เดินครึ่งชั่วโมง นั่งครึ่งชั่วโมง และเพิ่มเป็นเดิน ๑ ชั่วโมง
นั่ง ๑ ชั่วโมง เมื่อเรามีความอดทนมากขึ้น หลังจากนั่งสมาธิแล้วก็สวดมนต์แผ่เมตตา
และอุทิศส่วนกุศลแก่พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เปรต เทวดา และสรรพสัตว์ทั้งหลาย
และทุกครั้งข้าพเจ้าไม่ลืมที่จะแผ่ส่วนกุศลให้กับน้าของข้าพเจ้าที่กำลังป่วยหนัก
"ขอผลกุศลนี้จงส่งผลให้น้าหายจากการป่วยไข้ทุกข์ทรมานด้วยเถิด" |
เมื่อการปฏิบัติเริ่มเข้าวันที่ ๔ ข้าพเจ้าเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย
มันทรมานเหลือเกินกว่าเวลาจะล่วงพ้นไปแต่ละนาที นั่งนึกว่าทำไมเราต้องมาทนทุกข์เช่นนี้
ทำเพื่ออะไร ได้อะไรขึ้นมาบ้าง ใจหนึ่งอยากเอาชนะ แต่ใจหนึ่งก็คอยแต่ยอมแพ้เมื่อบังเกิดความเจ็บปวดจึงไม่มีสมาธิ
สี่วันล่วงไปข้าพเจ้ารู้สึกว่าข้าพเจ้าไม่ได้อะไรเลย
 |
วันที่ ๒๓ ตุลาคม วันปิยมหาราช แม่ใหญ่พาผู้ปฏิบัติทั้งหมดไปที่หอประชุม
ซึ่งมีพระบรมรูปของรัชกาลที่ ๕ ประดิษฐานอยู่
ภายในอาคารสวยงามมาก ด้วยจิตรกรรมฝาผนังอันวิจิตรตระการตา หลวงพ่อภาวนาวิสุทธิ์
เป็นหัวหน้าทำพิธี เนื่องในวันปิยมหาราช หลังจากนั้นหลวงพ่อก็แสดงธรรมได้อย่างไพเราะจับใจ
เหมือนท่านนั่งอยู่ในใจเรา ข้อสงสัยต่าง ๆ ที่ข้าพเจ้าตั้งใจจะเรียนถามหลวงพ่อ
เริ่มคลี่คลายไปทีละน้อยจากการฟังเทศน์แล้วคิดตามไป |
หลวงพ่อภาวนาวิสุทธิ์
ท่านมีภารกิจมากมายต้องกระทำเพื่องานสร้างคนของท่าน ดังปณิธานที่หลวงพ่อได้ประกาศไว้ว่า
"อาตมาภาพจะมอบชีวิตส่วนที่เหลือทั้งหมดให้กับงานสร้างคน"
แต่ถึงแม้จะมีงานมากมายสักเพียงไร หลวงพ่อก็จะต้องปลีกเวลามาอบรมธรรมะ
เทศนาสั่งสอนผู้ปฏิบัติธรรมและพระภิกษุสามเณรทั้งหลายทุก ๆ วันพระ
วันนั้นหลังจากหลวงพ่อเทศน์สั่งสอนและให้ข้อคิดแก่พวกเราแล้ว ท่านก็มอบหมายให้หลวงพ่อองค์หนึ่ง
คือ ท่านพระครูสังฆรักษ์ (ชูชัย อริโย) เป็นผู้อบรมแนะนำการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
โดยเน้นการเดินจงกรมที่ถูกต้อง ตอนหนึ่งท่านได้พูดว่า "เราต้องเอาชนะความทุกข์ทรมานให้ได้
อย่ายอมแพ้มัน มิฉะนั้นเราก็ต้องแพ้อยู่ร่ำไป" จากคำพูดประโยคนี้ทำให้ข้าพเจ้าเกิดพลังใจที่จะต่อสู้กับความทุกข์ทรมาน
ความปวดเมื่อยทั้งหลาย หลังจากเดินจงกรม ๑ ชั่วโมงแล้ว ข้าพเจ้าก็นั่งสมาธิและตั้งสติไว้ในใจว่า
แม้จะเจ็บปวดแค่ไหน ข้าพเจ้าจะไม่ยอมขยัยจนกว่าจะหมดเวลา ๑ ชั่วโมง
เวลาผ่านไปที่ละน้อย ๆ ข้าพเจ้าภาวนาในใจ เอาจิตกำหนดไว้ที่ลิ้นปี่ตามที่หลวงพ่อสอน
พองหนอ..ยุบหนอ..พองหนอ..ยุบหนอ..สักพัก ความเจ็บปวดเริ่มเกิด
ปวดหนอ..ปวดหนอ..ปวดหนอ..ปวดหนอ.. มันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนหัวเขาจะแตกออกเป็นเสี่ยง
ๆ ปวดหนอ..ปวดหนอ..ชาหนอ..ชาหนอ..ความเจ็บปวดคลายลง ความรู้สึกชาเข้ามาแทนที่
ชาหนอ..ชาหนอ.. เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ข้าพเจ้ารู้สึกชาขึ้น ๆ จนกระทั่งไม่รู้สึกอะไรเลย
รู้สึกเหมือนตัวข้าพเจ้าสั้นลง ๆ จนคางจดกับมือที่วางอยู่บนตัก ทุกอย่างว่างเปล่า
ไม่มีอะไรเลย เบา สบาย เสียงนาฬิกาตี ๙ ครั้ง เวลา ๒๑ นาฬิกา ข้าพเจ้าสามารถเอาชนะความทุกข์ทรมานได้แล้ว
|