
|
 |
คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
| หนังสือกฎแห่งกรรม
เล่ม 6 |
| ::
ภาคชีวประวัติ :: |
เรื่อง
ช้างดอกไม้ในงานเวิลด์แบงค์
โดย ผู้จัดการฝ่ายจัดเลี้ยงโรงแรมดุสิตธานี |
 |
โรงแรมดุสิตธานี ได้รับเกียรติให้จัดงานเลี้ยงต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมเวิลด์แบงค์
ซึ่งได้มีการจัดประชุมขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ระหว่างวันที่ ๗-๑๘ ตุลาคม ๒๕๓๔ มีนายแบงค์จากชาติต่าง
ๆ เข้าร่วมประชุม ๑๑๕ ชาติ จำนวน ๕,๐๐๐ คน ผมเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดเลี้ยงของโรงแรม
ซึ่งจะต้องรับผิดชอบในการจัดงานดังกล่าว เมื่อไปเห็นห้อง
ผมก็รู้สึกหนักใจเพราะห้องใหญ่มาก ผมคิดไม่ออกว่าจะใช้อะไรมาจัดจึงจะดูเหมาะสมกับห้องที่ใหญ่ขนาดนี้
เมื่อเสร็จจากการดูสถานที่แล้ว ผมจึงได้ติดต่อกับอาจารย์ธีรวัลย์
วรรธโนทัย ซึ่งท่านเคยทำงานอยู่ที่กรมศิลปากร และปัจจุบัน
|
ท่านประจำอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า
วิทยาเขตอุเทนถวาย ผมปรึกษาท่านว่าให้ท่านช่วยหาอะไรสักอย่างมาแต่งห้องงานเลี้ยงนี้
และที่สำคัญที่สุดคือ จะต้องเป็นเอกลักษณ์แบบไทย ๆ เมื่อผมปรึกษาท่าน
ๆ เองก็ยังคิดไม่ออก ในขณะนั้น แต่ผมก็ยังใจเย็นว่ายังมีเวลาเหลืออีกเดือนหนึ่ง
อาจารย์ธีรวัลย์ท่านก็รับปากกับผมว่าท่านจะช่วยคิด แต่ต้องขอเวลาสักหน่อย
เมื่อเวลาใกล้เข้ามา ผมก็ได้โทรไปถามท่านอีกครั้ง วันนั้นเป็นวันศุกร์ท่านก็บอกกับผมว่าวันจันทร์ท่านจะให้คำตอบ
แต่ผมมาทราบในภายหลังว่า ท่านตั้งใจที่จะปฏิเสธเพราะท่านเองไม่ทราบว่าจะทำอะไรดี
ในคืนวันอาทิตย์นั้นเอง ท่านอาจารย์ท่านก็ฝันเพราะก่อนนอน
ท่านได้จุดธูปบอกพระพิฆเนศวร ปรากฏว่าท่านได้ฝันเห็น ช้างตัวใหญ่อยู่กลางห้องประชุม
ท่านสะดุ้งตื่นขึ้นในตอนตี ๓ และรีบลุกขึ้นมาร่างภาพที่ฝันเห็นเก็บไว้ทันที
เช้าวันจันทร์ท่านก็โทรมาหาผมทันที และบอกกับผมว่าท่านคิดออกแล้ว
ท่านจะทำเป็นช้างตัวใหญ่ ซึ่งทางผมเองก็เห็นด้วยกับท่าน
|
ผมได้นำความคิดนี้ไปเสนอกับนายโดยตรงของผมคือ
คุณชูพงษ์ บุนนาค ซึ่งทางคุณชูพงษ์ท่านก็บอกว่าดี เพราะโรงแรมดุสิตทำอะไรมักจะต้องเกี่ยวกับช้างอยู่เสมอ
ผมจึงทำเรื่องขออนุมัติงบประมาณในการจัดสร้างซึ่งเป็นงบประมาณที่สูงมาก
ซึ่งต่อมาเราก็ได้รับความร่วมมือจากบริษัทโค้กและบริษัทบุญรอดในการจัดสร้างครั้งนี้ด้วย
ทำให้การจัดสร้างได้เริ่มขึ้น เมื่อเริ่มจัดทำ ก็เริ่มปรึกษากัน
อีกว่าจะใช้ช้างแบบไหนดี เพราะลักษณะของช้างนั้นมีหลายแบบ
ท่านอาจารย์ธีรวัลย์จึงได้ไปถามโรงหล่อ ไปพบกับคนที่เคยทำโรงหล่อของทางกรมศิลปากร
ช่างหล่อคนนี้คือ คุณ มานพ อมรวุฒิโรจน์ เขาเคยเห็นแบบช้างของพระนเรศวร
ซึ่งท่านศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้ปั้นไว้ ตอนที่ท่านสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ที่อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี เราได้เห็นแบบหนึ่งเป็น
ช้างเอี้ยวตัว ชูงวง ยกขาเล็กน้อยคล้าย ๆ เป็นช้างกำลังใจดี
กำลังเล่น ทักทายผู้คน ซึ่งเห็นเป็นท่าที่เหมาะสมเข้ากับงานที่เราจะต้องใช้ต้อนรับแขกพอดี
เพราะเราต้องการช้างที่เป็นตัวแทนของคนไทย เราจึงตกลงเลือกแบบนี้ |
|
เมื่อสร้างเสร็จและนำไปตั้งแสดงอยู่ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ผมได้ตั้งช้างนี้บนแท่นไม้ ซึ่งได้ทำมอเตอร์สำหรับให้ช้างหมุนตัวโชว์รอบ
ๆ งานและท่านอาจารย์ธีรวัลย์ก็ได้ ใช้ดอกกล้วยไม้มาติดที่ช้างทั้งตัว
เต็มไปหมด ซึ่งมองดูแล้วสวยงามมาก มอเตอร์ที่ใช้จะหมุนช้างโชว์นั้น
เราได้ทดลองกันแล้วอย่างเรียบร้อย หากแต่พอเริ่มงานจริง
ๆ มอเตอร์สำหรับหมุนแป้นกลับขาด ไม่ทำงาน
ผมเองไม่ได้คิดอะไร นอกจากโทษว่าเป็นความบกพร่องของตัวเอง
เพราะช้างคงจะมีน้ำหนักมากเกินไป ทางฝ่ายเทคนิคได้พยายามแก้ไข
แต่ทำอย่างไรก็แก้ไม่ได้ หากในส่วยของผู้รู้เขาก็บอกว่า
เทพเบื้องบนลงประทับ เนื่องจากเป็นของสูง ฉะนั้นฝรั่งต้องเป็นฝ่ายเดินดูเองรอบ
ๆ ไม่ใช่ให้ช้างหมุนโชว์ ผมเองก็ยังเฉย ๆ ในฐานะที่ผมเป็นผู้คุมงาน
ผมจะไม่ฟังเรื่องเทพ ผมควรจะแก้ไขในความบกพร่องของงานมากกว่า
|
เมื่องานเลิกและจะนำช้างกลับมาที่โรงแรมดุสิตธานี เราใช้พนักงานยกถึง
๕๐ คน เมื่อจะยกช้างลงจากแท่น แต่ยกลงมากันไม่ได้เพราะรู้สึกว่าช้างหนักมาก
ทีแรกผมไม่เชื่อ แต่ก็นึกถึงว่าในตอนสร้างช้างนั้นมีการบวงสรวง
เพราะท่านอาจารย์ธีรวัลย์กลัวว่าจะเสร็จไม่ทัน ซึ่งผมก็ไปไหว้พระพิฆเนศวรด้วย
เพื่อความสบายใจของอาจารย์ธีรวัลย์ที่ต้องการให้ผมทำ แต่เมื่อมาถึงเวลานี้
ผมเริ่มคิดและเมื่อคิดแล้วผมจึงนำธูปที่ท่านอาจารย์ธีรวัลย์ทิ้งไว้ให้ไปจุดไหว้
แต่ผมไม่กล้าให้พวกลูกน้องเห็น เพราะกลัวพวกเขาจะคิดว่าผมเป็นอะไร
ผมอายเขา แต่ในที่สุดผมก็ต้องยอมรับกับตัวเอง เพราะเมื่อผมจุดธูป
๙ ดอกปักลงกลางแจ้งและบอกว่า ขอเชิญท่านกลับดุสิต จะมีอะไรหรือไม่
ผมไม่ทราบ แต่พอผมเชิญเสร็จ ปรากฏว่ายกขึ้นได้สบายเลย
และเมื่อนำกลับมาที่ดุสิต ผมก็ไปไหว้ที่ศาลดุสิต ว่าขอฝากช้างไว้ที่นี่ชั่วคราว
เพราะยังไม่รู้จะทำอย่างไรกับช้างนี้ต่อไป |
|
  
หน้าต่อไป
|