ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 6
:: ภาคชีวประวัติ :: เรื่อง กระโดดตึกเก้าชั้น
โดย พิมพ์ใจ แซ่เตียว

ดิฉันเริ่มป่วยเป็นโรคไตเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ ไปตรวจที่โรงพยาบาลรามาธิบดี หมอได้ให้ยามาทาน จึงได้พักกับพี่สาวที่กรุงเทพฯ ระหว่างพักอยู่ที่กรุงเทพฯ ได้ฝันไปว่า ตัวเองจะต้องตาย พอตายแล้วก็มีคนมาแห่ แต่ไม่ยอมไปกับเขา มีพระสงฆ์ห่มจีวรสีคร่ำมาช่วย ๓ องค์ พระมาลูบศีรษะให้ บอกว่าไม่เป็นไรแล้ว ดิฉันก็ไหว้พระ แต่ไม่ทราบว่าเป็นใคร เป็นพระห่มผ้าเหลืองมา น่านับถือมาก ลักษณะเหมือนพระพุทธเจ้า พอรุ่งขึ้น (๑ เม.ย. ๓๓) ก็ไม่สบาย พี่ได้พาไปหาหมอที่โรงพยาบาลรามาฯ หมอสั่งให้นอนในโรงพยาบาลทันที อยู่โรงพยาบาล ทานอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับตั้งหลายวัน หมอก็ให้ทานยา มีอาการเพ้อตลอดเวลา ญาติที่เฝ้าบอกว่า จะกระโดดตึกตั้งหลายครั้งแล้ว แต่พอดีเขาอยู่เฝ้าจึงกระโดดไม่ได้ ห้องที่นอนอยู่นั้นเป็นห้อง ไอ.ซี.ยู. พยาบาลเขาไม่ให้เฝ้า พวกญาติก็เลยกลับบ้าน ผู้ป่วยที่เตียงใกล้กันเขาบอกว่า ตอนที่จะไปโดด เขาก็เห็น พอจะโดดเขาก็ดึง ดึงไปแต่ก็ไม่รู้เรื่องเลย เขาดึงไว้บอกว่า อย่าโดด อย่าโดด

เขาดึงไม่ไหวก็เลยปล่อยให้โดดลงไป พอโดดแล้วเขาก็ไปบอกพยาบาล ปรากฏว่าที่กระโดดนั้นอยู่ดาดฟ้าชั้น ๙ ต้องปีนขึ้นไป โดยแล้วไปค้างอยู่ที่ชั้น ๖ หลังจากนั้นก็สลบไม่รู้เรื่องเลยเป็นเวลา ๓ เดือน เหตุที่ไปกระโดด เพราะมีคนมาบอกว่า อยากกลับบ้านไหม ถ้าจะกลับให้ไปทางนี้ จึงได้แต่พยายามจะไปกระโดดให้ได้ตอนที่สลบอยู่นั้นหมดได้จับมัดเท้ามัดมือทั้งสองข้าง เพราะต้องใส่สายยางตั้ง ๑๐ กว่าสาย มีทั้งสายอ๊อกซิเจนช่วยหายใจ สายให้อาหาร สายล้างไต สายดูดของเสียจากภายใน เนื่องจากซี่โครงไปทิ่มปอด สายขับถ่าย ฯลฯ น้ำหนักตอนเข้าโรงพยาบาลประมาณ ๖๐ กว่า กก. หลังจากโดดแล้วใหญ่เป็นสองเท่า นอนเต็มเตียงเลย ปัจจุบันตัวเล็กลงเหลือเพียง ๔๐ กก. เท่านั้น
หมอที่ดูแลคนไข้ได้บอกกับคุณแม่ว่าให้ทำใจได้แล้ว แต่คุณน้าละออกับคุณน้าทองสุข อัฐโส บอกว่าให้พามาหาหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน เพราะรู้ว่าหลวงพ่อช่วยได้

คุณน้าทั้งสองเล่าว่า ความจริงก็ไม่ค่อยรู้จักหลวงพ่อ ไปเชียงใหม่กลับมา มีคนบอกว่า หลวงพ่อวัดนี้เก่ง ก็เลยเข้าฝัดมาตั้งแต่ ๖ โมงเช้า กว่าจะได้พบหลวงพ่อ เวลาบ่าย ๒ โมง ก็อุตส่าห์นั่งคอยจนพบ คิดว่าจะชวนกันมานั่งกรรมฐาน แต่พอดีหลานป่วยหนัก เลยไปชวนแม่เขามาหาหลวงพ่อ บอกว่าหลวงพ่อองค์นี้ช่วยได้ เพราะช่วยมาหลายคนแล้ว พากันมาถึงวัดประมาณเที่ยงคืนได้พักที่วัด รุ่งเช้าได้พบหลวงพ่อ ได้เล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อก็ให้เขียนชื่อนามสกุลของเด็ก และหลวงพ่อถามว่า อยู่ห้องไหน ตึกที่เท่าไหร่ โรงพยาบาลอะไร แล้วก็บอกให้แม่เด็กกลับไปหลวงพ่อจะช่วย หายแน่ และให้น้าทั้งสองคนอยู่ปฏิบัติกรรมฐาน ๗ วัน

พอกลับไป หมอบอกว่าพูดได้แล้ว อาการก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ มา รวมเวลารักษาตัวที่โรงพยาบาลประมาณ ๓ เดือน ตอนโดดตึกไม่รู้สึกตัว พอรู้สึกตัวก็ปรากฏว่า โรคหายหมดแล้ว เหมือนเกิดใหม่ เพราะหมอบอกว่าช่วยไม่ได้แล้ว เวลาหายใจเลือดออกทางปากจากจมูกเต็มไปหมด พอไปดูแล้วไม่รอด ๙๙% ก็ไม่มีที่พึ่งแล้วนอกจากหลวงพ่อองค์เดียว ถ้าหลวงพ่อบอกไม่รอดก็คงไม่รอด แต่หลวงพ่อบอกว่า รอด ไปเถอะจะช่วย หายแน่ ตอนที่นอนอยู่โรงพยาบาลนั้น มีความรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ดูภายนอกเขาเห็นว่าสลบ และมีอาการเพ้อ
ดิฉันนอนอยู่บนเตียง เห็นเป็นดวงแว่บ ๆ สองดวง ดวงใหญ่กับดวงเล็ก มันจะเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ เข้าใกล้แล้ว มันก็ลอยไปลอยมาตามห้อง มันจะเข้ามาหาตัวให้ได้ มีความรู้สึกว่ามันไม่ได้มาเป็นมิตร มาไม่ดี ก็ไม่ยอม พอดีอาโกเขาเข้ามาใกล้ เลยไปดึงหลวงพ่อ (พระเครื่อง) ของอาโกมา คือ หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค มาถือไว้แล้ว ดวงใหญ่ก็ลอยขึ้นไปเรื่อย ๆ ดวงเล็กพอเห็นหลวงพ่อก็หายไปเลย แต่ดวงใหญ่ยังไม่ยอมไป

พอดีวันนั้น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช มาทำพิธีที่ตึกล่าง หัวหน้าพยาบาลเขาก็ไปนิมนต์สมเด็จพระสังฆราชมารดน้ำมนต์ให้ พอรดน้ำมนต์แล้ว ที่เป็นดวง ๆ ก็หายไปเลย แล้วก็ค่อยดีขึ้นมาเรื่อยเพื่อนที่ข้างเตียงเขาเล่าว่า ตอนที่เป็นหนักอยู่ ยังไม่รู้ตัว มีคนไข้เข้ามาในห้อง ไอ.ซี.ยู. ชื่อพิมพ์ใจ ชื่อเดียวกันเลย ตอนแรกที่เขายังไม่ได้เข้ามา เพื่อนที่ข้างเตียงฝันว่า มีคน ๒ คน จะมาเอาคนชื่อพิมพ์ใจ คนผมยาว ๆ (ตอนนั้นผมยังยาวอยู่) มาถามเขา เขาก็บอกว่าอยู่เตียงโน้น เขาฝันแล้วเขาก็เล่าให้ฟัง พออีกวันหนึ่ง ก็มีคนชื่อพิมพ์ใจ เข้ามาอีกเตียงหนึ่ง เขาเข้ามาดี ๆ มาอยู่ข้าง ๆ แต่ดิฉันป่วยหนัก คุณแม่ได้ไปบอกให้หลวงพ่อช่วย และหลังจากโดดตึกแล้ว หมอและพยาบาลคิดว่าไม่รอด แล้วก็ตัดผมให้สั้น พออยู่มาอีกไม่กี่วัน คนที่ชื่อพิมพ์ใจที่อยู่ข้างเตียงก็ตายเลย ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก ยังดี ๆ อยู่เลย ยังเดินมาคุย มาคอยดูดิฉัน อยู่ ๆ เขาก็ตาย

คุณแม่เล่าว่าตอนที่อยู่โรงพยาบาล ตัวบวมเต็มเตียง สมองบวมนิ่มเหมือนลูกโป่ง ศีรษะสูงโตขึ้น เป็นไตขึ้นสมอง หมอเรียกว่า “ไตหลงลืม” และดิฉันมีอาการเพ้อเรื่องผีสองดวงตลอดเวลา และเพ้อว่ามีพระมาช่วย และก็แปลกที่ว่าดิฉันถูกมัดมือ มัดเท้า ปิดตา แต่ก็ขอสมุดปากกา มาจดบันทึกได้ โดยยกเข่าชันขึ้นมาบันทึกไว้ตั้ง ๒ เล่ม พอฟื้นขึ้นมาก็หายหมด ไม่เห็นเจ็บอะไร มีแผลเป็นที่แขนนิดหน่อยเท่านั้น ได้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๓๔ คุณแม่ได้พามาหาหลวงพ่อ หลวงพ่อได้เป่าศีรษะให้ แล้วบอกว่าหาย และมอบพระให้ดิฉัน ๒ องค์ สำหรับไว้ติดตัว กลับไปอยู่ที่บ้านประมาณปลายเดือนสิงหาคม มีอาการชักกระตุกที่มือข้างซ้าย และเลื่อนมากระตุกทั้งตัว จึงต้องเข้าโรงพยาบาลอีก เมื่อออกจากโรงพยาบาลก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ

ต่อมาวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๓๕ คุณป้าคนโตและคุณน้าทั้งสอง ได้พามาเข้ากรรมฐานที่วัดอัมพวัน ตั้งใจจะอยู่หลายวัน แต่มีญาติเสีย เลยอยู่ได้คืนเดียว ได้มีโอกาสกราบหลวงพ่อ และกราบเรียนถามข้อสงสัยต่าง ๆ หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า
“วันที่แม่เด็กมา ร้องไห้ใหญ่เลย อาตมาบอกไม่ต้องร้องไห้ ร้องทำไมเล่า ไม่เป็นไรจะแผ่เมตตาให้ รู้อยู่แล้ว เลยไม่ได้คุยกันเพราะจะรีบไป”
ดิฉันได้เรียนถามเกี่ยวกับดวงที่เห็นสีขาว แว้บ ๆ คลายดาว ๒ ดวงที่วนไปมาคลาย ๆ จะทำร้าย นั้นเป็นดวงอะไร
หลวงพ่อตอบว่า “แสงนี่มี ๒ ประการ คือเกี่ยวกับยมทูตอย่างหนึ่งจะมาเอาชีวิตไป อีกแสงหนึ่งมาช่วยเอาไว้”

ดิฉันเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า คนข้างเตียงเขาฝันว่า จะมาหาคนชื่อพิมพ์ใจ ผมยาว ๆ พอดีวันนั้นพยาบาลเขาตัดผมให้พอดี และมีคนป่วยชื่อพิมพ์ใจเข้ามาใหม่อีกคนหนึ่ง แต่เขาไม่เป็นอะไรมาก อยู่ดี ๆ เขาก็ตาย
หลวงพ่อตอบว่า “ไม่ต้องเป็นอะไรก็ตาย มันถึงคราว หมดเวลาแล้ว หนูจำไว้ ดวงสองดวง ดวงหนึ่งจะมาเอาแล้วดวงหนึ่งช่วยเข้าไว้ มันเป็นอย่างนี้ หนูยังมีบุญวาสนาเพิ่มเติม แต่เหตุผลขอเท็จจริง หนูต้องตายวันนั้นแหละ ตายที่โดดตึกแน่นอน แต่ตอนนั้นหลวงพ่อกำลังเขียนหนังสืออยู่นะ เขียนอยู่ก็ แว่บ ตกใจ วางปากกา เห็นเด็กโดดตึกก็แผ่เมตตา “เมตตัน จะ สัพพะโร กัสมิงมานะ สัมภาวะเย อัปปะริมานัง เมตตา คุณณัง อะระหังเมตตา”
อธิษฐานจิตว่า “เด็กคนนี้เป็นญาติของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอช่วย ณ บัดนี้” บอกใครจะเชื่อได้ รู้เลยฝ่าไม่เกินวันสองวัน แม่เด็กจะต้องมา ยังบอกสมประสงค์เลยว่า “ใครมานั่งร้องไห้ที่นี่ บอกหลวงพ่อด้วย”
มาแล้วก็ไม่มีเวลาจะคุยกัน และยังสั่งไว้ด้วยว่า ถ้าหายพาลูกพาหลานมานะ นี่เห็นนะ ไม่ใช่ว่าหลวงพ่อไม่รู้ ถ้าไม่รู้มาก่อน หรือไม่เคยช่วยนะ ก็ต้องถามนาน ต้องคุยกันนาน แต่นี่บอกไม่ต้องคุย หยุดร้องไห้เสีย ช่วยแล้วนี่นา ก็พูดอย่างนี้ หนูนี่มีบุญนะหนูนะ หลวงพ่อเคยอธิษฐานไว้ จะขอใช้หนี้มนุษย์ให้หมดในชาตินี้ โยมจำไว้ เราเกิดมาหลายชาติแล้ว เราเกี่ยวข้องกับใคร ใครจะรู้ได้ เกิดเวียนว่ายตายเกิดมาตลอด เรายังไม่สามารถไปนิพพานได้ ก็ต้องเวียนมา บางทีมีโอกาสพบกันบ้าง ได้ช่วยเหลือกัน

เมื่อกลับจากวัดไปถึงบ้านก็มีอาการชักเหมือนเดิม หลังจากชักแล้วก็มีอาการดีขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกว่า ความจำ ปฏิภาณไหวพริบจะดีเหมือนเดิม คุณแม่ดีใจมากที่ดิฉันรอดตายมาได้ ขณะนี้ดิฉันยังอยู่ในความดูแลของแพทย์อยู่ ตอนแรกเขานัดเดือนละครั้ง ต่อมาสองเดือนครั้ง ตั้งแต่นี้ไปนัดสามเดือนครั้ง ระยะเวลาการนัดห่างออกไปเรื่อย ๆ หมอก็แปลกใจว่าทำไมดิฉันหายเป็นปกติได้ไว เมื่อก่อนเคยทานยาครั้งละ ๗๐ เม็ด เดี๋ยวนี้เหลือครั้งละ ๑๕ เม็ด หลวงพ่อได้แนะนำให้ดื่มน้ำตะไคร้ชง ให้ดื่มต่างน้ำเลย จะช่วยรักษาและป้องกันกระดูกผุได้ เนื่องจากดิฉันทานยารักษาโรคมาก เมื่อสะสมมากเข้าจะทำให้กระดูกผุได้ ดิฉันมีความซาบซึ้งในองค์หลวงพ่อมาก ที่ช่วยให้ดิฉันรอดชีวิตมาได้ในครั้งนี้ และยังได้แนะนำวิธีแก้ไขผลกระทบจากการทานยารักษาโรคอีกด้วย ทำให้ดิฉันมีความมั่นใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ และคงจะมีโอกาสได้ศึกษาต่อในปีการศึกษาหน้า ดิฉันขอกราบเท้าหลวงพ่อ ด้วยความระลึกในพระคุณเป็นอย่างสูง ดิฉันเหมือนเกิดใหม่แล้ว ภายใต้เมตตาธรรมของหลวงพ่อ

ขอหลวงพ่อมีสุขภาพแข็งแรง มีอายุยืน จะได้เป็นที่พึ่งของปวงชนและหมู่สัตว์ผู้ยากไร้ต่อไป
ดิฉันตั้งใจว่า ถ้าโอกาสอำนวย จะมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดอัมพวัน เพื่อบูชาคุณแด่ผู้ที่มีพระคุณทุกท่าน และอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร เพื่อรับอนุโมทนา และอโหสิกรรมต่อกันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นางสาว พิมพ์ใจ แซ่เตียว
๑๙๔/๕ หมู่ ๑ ต.ช่องแค อ.ตาคลี
จ.นครสวรรค์

 

หน้าต่อไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่