ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 6
:: ภาคกฏแห่งกรรม :: เรื่อง คุณแม่สุ่ม ศิษย์เอกของหลวงพ่อ
โดย เมือง ทองยิ่ง

สมัยนั้นผมยังเป็นเด็กอยู่ อายุประมาณ ๑๓-๑๔ ปีเห็นจะได้ กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.๒ ที่โรงเรียนชละเอมวิทยา สิงห์บุรี ผมสังเกตเห็นว่า คุณแม่พายเรือไปกับแม่ช้อย (คุณยายของผม) และคนแก่อีกประมาณ ๒-๓ คน ไปวัดอัมพวันทุกวันพระ บ้านผมอยู่เหนือวัดอัมพวันขึ้นมาไกลโขทีเดียว ประมาณ ๘ กิโลเมตร นัยว่าไปรับกรรมฐานกัน ตกกลางคืนประมาณสองทุ่มคุณแม่ก็นั่งและเดินจงกรมสลับกันไป พอประมาณตีสี่ผมก็เห็นคุณแม่นั่งและเดินอีก ที่เห็นเพราะเรานอนรวมกันทั้งครอบครัว มีผม พี่สาวสองคน คุณแม่และคุณพ่อ ส่วนมากคุณพ่อมักจะนอนนอกมุ้ง ตอนแรก ๆ ผมก็นึกสงสัยว่าคุณแม่ทำอะไร แทนที่จะหลับจะนอน กลับต้องมาอดหลับอดนอนอย่างนี้ เกรงว่าจะเสียสุขภาพ เพราะคุณแม่เป็นคนขยัน ตอนกลางวันทำงานทั้งวัน ปลูกผักถากหญ้าไปตามเรื่อง พอกลางคืนก็นั่งและเดิน ไม่เคยเว้นเลยแม้แต่คืนเดียว

ผมอดรนทนไม่ได้จึงต้องถาม ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่ไปรับกรรมฐานจากหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวันมาต้องปฏิบัติให้ได้ เพราะทุกวันพระคุณแม่ต้องไปสอบอารมณ์กับหลวงพ่อแล้วก็กลับมาปฏิบัติต่อ เกิดอะไรขึ้นระหว่างปฏิบัติก็ต้องจดไว้ แล้วนำไปถามหลวงพ่อในวันพระต่อไป ตอนนั้นชื่อของหลวงพ่อจรัญยังไม่มีความหมายกับผมเท่าใดนัก บางครั้งยังนึกไม่พอใจเสียอีกที่ท่านมาเป็นเจ้าของหัวใจของคุณแม่อีกคนหนึ่ง เพราะคุณแม่ทุ่มเทกับการปฏิบัติกรรมฐานอย่างมาก จนทำให้ผมมีความรู้สึกว่าคุณแม่ทอดทิ้งคุณพ่อ ผมรักคุณพ่อและเห็นใจคุณพ่อ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ผมเข้าข้างคุณพ่อเสมอ เป็นความคิดตามประสาเด็ก

บางครั้งก็คิดว่าคุณแม่ตัดช่องน้อยเฉพาะตัว เอาสบายคนเดียว หาได้รู้ไม่ว่าที่คุณแม่ไปวัดอัมพวันทุกวันพระนั้น เป็นการกระทำที่เสียสละทั้งกำลังกายและใจ เพื่อที่จะนำพวกเราที่ดวงตายังมืดมิดอยู่ให้สว่างได้ในอนาคต และคุณแม่ก็ทำได้จริง ๆ ทำให้พวกเราได้พบกับแสงสว่างแห่งชีวิตในที่สุด ซึ่งความสำเร็จทั้งปวงของคุณแม่นี้ก็ด้วยบุญบารมีและพลังความสามารถของหลวงพ่อจรัญ ที่ได้สั่งสอนชี้นำให้ปฏิบัติ ประกอบกับความพยายามอย่างสูงสุดและบุญกุศลที่คุณแม่ได้สร้างสมมาทั้งชาตินี้และในอดีตชาติ

ชื่อหลวงพ่อจรัญเริ่มเข้ามาในความรู้สึกของผมเรื่อย ๆ ผมเป็นคนสนใจทางพระ เห็นคุณแม่ปฏิบัติก็ซักถามอยู่เรื่อย ๆ แล้วก็ได้คำตอบที่แปลก ๆ หลายเรื่อง เช่น การอดนอนกลางคืนเพราะปฏิบัติ ก็บอกว่า ไม่รู้สึกอ่อนเพลียทั้ง ๆ ที่ทำงานทั้งวัน ถามว่าได้อะไรจากการนั่งกรรมฐานบ้าง คุณแม่บอกว่า หลวงพ่อท่านว่าได้ทั้งครอบครัว กุศลผลบุญที่คุณแม่นั่งกรรมฐาน จะได้แก่สามีและลูกด้วย ตอนนั้นผมก็ยังไม่ค่อยเชื่อนัก เพราะยังไม่ศรัทธาหลวงพ่อ และยังไม่เคยได้สัมผัสหลวงพ่อด้วยตนเองเลย ในภายหลังเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจึงได้ตระหนักว่าคำกล่าวนี้เป็นจริงทุกประการ

คุณแม่มีศรัทธาและยึดมั่นในหลวงพ่อจรัญเป็นที่สุด สมัยนั้นหลวงพ่อท่านมีเวลาสอบอารมณ์ผู้ปฏิบัติทุกคนในวันพระ คุณแม่จะจดจำทุกขั้นตอนที่หลวงพ่อบอกแล้วกลับมาปฏิบัติที่บ้านด้วยความพยายามและอดทนจริง ๆ ผมมานึก ๆ ดูแล้ว คนที่จะประสบความสำเร็จในทางสายนี้ได้ต้องเป็นผู้ที่มีวิริยะอุตสาหะสูงสุด ต้องไม่วอกแวก ศรัทธาและยึดมั่นในทางสายนี้ ปฏิบัติตามแนวคำสอนนี้อย่างแน่วแน่ทุกขั้นตอน เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จกันง่าย ๆ หลวงพ่อจรัญท่านพูดเสมอว่า นั่งกันเดี๋ยวเดียวก็คุยแล้วว่า ได้ขั้นนั้นขั้นนี้ สำเร็จนั่นสำเร็จนี่ ผมดูตัวอย่างจากคุณแม่ของผมแล้ว เห็นว่าไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย ๆ คุณแม่ฝึกปฏิบัติทุกวันไม่ขาด ตั้งแต่สองทุ่มถึงห้าทุ่ม ตีสี่ถึงหาโมงเช้า เป็นเวลาถึงสิบปีกว่า ท่านจะนั่งสมาธิได้อย่างแนบแน่น เริ่มนั่งตั้งแต่ ๕ นาที ๑๐ นาที ๑๕ นาที เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ มีนาฬิกาไว้ดูอยู่ตลอดเวลา

บางครั้งผมเห็นคุณแม่นั่งตัวตรง บางครั้งท่านก็นั่งขัดสมาธิหงายท้อง เดี๋ยวก็ค่อย ๆ นั่งตัวตรง ผมถามว่า ทำไมคุณแม่ต้องนั่งหงายท้อง ท่านบอกว่าสมาธิแรงกว่าสติ พอเผลอสติก็หงายท้องเลย ทั้ง ๆ ที่ยังขัดสมาธิอยู่ พอรู้ตัวก็ต้องใช้สติกำหนดขึ้นนั่งท่าเดิม เรื่องหนึ่งที่ผมเห็นเป็นเรื่องอัศจรรย์ก็คือ การกำหนดเวลานั่งได้ เช่น ต้องการจะนั่ง ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่งโมง ๓๐ ชั่วโมง ๔๐ ชั่วโมง ก็สามารถกำหนดได้ โดยการอธิษฐานจิต เช่นจะนั่ง ๒ ชั่วโมง ก็อธิษฐานว่าจะขอนั่งสมาธิ ๒ ชั่วโมง (มีวิธีอธิษฐาน) เมื่อเริ่มนั่งสัก ๒-๓ นาที ก็จะเกิดสมาธิแนบแน่นและสมาธิจะคลายเมื่อถึงเวลา ๒ ชั่วโมง (จากคำบอกเล่าของคุณแม่) ผมเห็นว่าผู้จะปฏิบัติได้อย่างนี้ต้องผ่านการฝึกปฏิบัติมาอย่างมากกับการนั่งโดยกำหนดเวลา ผมได้เห็นการนั่งโดยกำหนดเวลาของคุณแม่บ่อย

วันหนึ่งท่านก็บอกว่าหลวงพ่อให้นั่ง ๓๐ ชั่วโมง เพราะคุณแม่กำลังจะเลื่อนไปปฏิบัติขึ้นต่อไป จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับบุญกุศลของคุณแม่เอง คุณแม่เข้าไปนั่งสมาธิในห้องซึ่งไม่เคยมีใครเข้าไปใช้นอนเลยเพราะร้อนอบอ้าว คุณแม่เริ่มนั่งตั้งแต่หนึ่งทุ่มของวันหนึ่งและออกจากสมาธิเวลาตีสองของวันรุ่งขึ้น ครบเวลา ๓๐ ชั่วโมงพอดี โดยไม่ได้เคลื่อนไหวไปไหนเลย คุณแม่บอกว่าไม่รู้สึกหิวหรือต้องการขับถ่ายใด ๆ ระหว่างที่คุณแม่นั่งนั้นพวกเราก็เป็นห่วง คอยไปแอบดูทางหน้าต่าง แต่ตอนกลางคืนไม่มีใครกล้าเข้าไป ต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๓ หลวงพ่อได้ให้คุณแม่ไปนั่งสมาธิที่วัดอัมพวันเป็นเวลา ๓๐ ชั่วโมง เพื่อเป็นการทดสอบ คุณแม่ก็นั่งได้ ตอนนั้นคุณแม่อายุได้ ๔๕ ปี ผมคิดว่าการนั่ง ๓๐ ชั่วโมงนั้นก็สูงสุดแล้ว แต่เมื่อปี ๒๕๓๐ หลวงพ่อให้คุณแม่นั่ง ๔๐ ชั่วโมง ท่านก็ยังทำได้

เรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมเริ่มสนใจและศรัทธาหลวงพ่อ ก็คือเรื่องการสอบอารมณ์ คุณแม่เล่าว่าเมื่อเวลานั่งสมาธิกันหลาย ๆ คน หลวงพ่อก็จะนั่งสอบอารมณ์ของแต่ละคนไปด้วย แม้แต่เวลาคุณแม่นั่งที่บ้าน ท่านก็สามารถสอบอารมณ์ได้ คุณแม่บอกว่าเวลานั่งสมาธิจะเกิดนิมิตต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ ซึ่งจะต้องจดบันทึกไว้ แล้วนำไปบอกหลวงพ่อทุกวันพระ หลวงพ่อจะเป็นผู้บอกว่าปฏิบัติถูกหรือผิด ควรแก้ตรงไหนที่ผิด จะเป็นเครื่องหมายบอกว่าผู้นั้นได้เดินทางมาถูกแล้วหรือไม่

มีอยู่ครั้งหนึ่งคุณแม่เล่าว่า หลวงพ่อให้นั่งสมาธิที่วัดพรหมบุรี หลวงพ่อก็นั่งคุมอยู่ด้วย คุณแม่บอกว่า เป็นการนั่งที่ทรมานที่สุดในชีวิต ใจแทบจะขาดเสียให้ได้ มีแต่ความทุกข์ทุรนทุราย จึงได้อธิษฐานจิตว่า ถ้าไม่ผ่านก็ขอถวายชีวิต หลังจากได้รับทุกขเวทนาจนถึงที่สุด ดวงใจก็ขาดวับไป เปรียบเสมือนสายว่าวขาดผึง เมื่อถูกพายุพัดแล้วมีความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ใต้ร่มโพธิ์ มีลมพัดเฉื่อยฉ่ำ รู้สึกเย็นชุ่มชื่น มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก พอออกจากสมาธิก็พบว่า หลวงพ่อนั่งยิ้มแสดงความชื่นชมอยู่แล้ว ท่านบอกว่าคุณแม่ผ่านขั้นสำคัญที่สุดแล้ว แสดงว่าหลวงพ่อท่านหยั่งรู้ภาวะจิตของทุกคนได้เป็นอย่างดี

ผมเริ่มรู้จักหลวงพ่อจรัญมากขึ้น เมื่อตอนผมบวชเป็นพระภิกษุที่วัดศรีสาคร ระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๐๑ ประมาณ ๔๐ วัน คุณแม่ให้ผมไปรับกรรมฐานจากหลวงพ่อจรัญมาปฏิบัติ ผมเริ่มเรียนรู้ถึงแนวทางการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หลวงพ่อสอนว่าผมมีเวลาปฏิบัติน้อย ก็ให้ได้พื้นฐานไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ผมมีเวลาปฏิบัติอยู่ได้ ๑ เดือน ไม่ค่อยก้าวหน้าเพราะผมไม่ได้ประจำอยู่ที่วัดอัมพวัน แต่มีจิตน้อมนำและศรัทธาทางปฏิบัติของหลวงพ่อมาก จึงได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอ หลังจากลาสิกขาแล้ว ผมกลับไปเรียนต่อที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และต่อที่ มศว.ประสานมิตร จนได้ปริญญาตรี (กศ.บ) ตลอดเวลาที่ผมศึกษาอยู่นั้น ผมใช้วิชาฝึกสมาธิของหลวงพ่อจรัญตลอดเวลาอย่างได้ผลดียิ่ง เช่น ก่อนจะอ่านตำรา ผมจะนั่งสมาธิก่อนประมาณ ๕ นาทีแล้วเริ่มดูหนังสือ จะสามารถทำความเข้าใจจดจำได้เป็นอย่างดี ผมพักอยู่ในหอพักประจำ ทั้งที่บ้านสมเด็จและที่ประสานมิตร ที่อ่านหนังสือมักมีเพื่อนมากมาย ผมใช้วิชาสมาธิช่วยจนสามารถที่จะศึกษาหาความรู้ได้ในทุกสถานการณ์ จะมีเสียงเอ็ดตะโรของเพื่อนหรืออากาศร้อนอบอ้าวก็ไม่เป็นปัญหา

หลักสำคัญที่หลวงพ่อจรัญให้ไว้สำหรับการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ก็คือการมีสติกำหนดรู้เท่าทันสภาวะของจิตอยู่ตลอดเวลา กำหนดรู้ทุกอิริยาบถของตัวเรา เมื่อได้ฝึกปฏิบัติจนเป็นกิจนิสัย แล้วก็สามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี ถึงคราวสุขก็ไม่สุขจนเหลิง ถึงคราวทุกข์ก็ไม่ทุกข์จนเหลือทน ทำให้เป็นคนมีสติ ช่วยขจัดความโลภ โกรธ หลง ลงได้มาก ผมนำไปใช้กับการทนต่อทุกขเวทนา ซึ่งอาจจะเกิดจากกายหรือจิตใจก็ตาม จะรู้เท่าทันทุกข์ที่เกิดขึ้น แม้เรื่องที่เกิดขึ้นจะร้ายแรงเพียงใดก็ตาม ก็สามารถทำใจให้สงบ โดยใช้สติกำหนดรู้ แล้วค่อยหาวิธีแก้ไขไปตามเหตุผลที่ควรจะเป็น ใช้การแผ่กุศลจิตให้ทั้งมิตรและศัตรู โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ จนทำให้ความรู้สึกว่าโลกนี้ ผมมีแต่มิตรทั้งนั้น

มีเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างที่ผมได้รับฟังจากคุณแม่ ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับหลวงพ่อ บางเรื่องอาจจะเป็นการบังเอิญ บางเรื่องก็เหลือเชื่อ ซึ่งผมก็มักจะบอกกับคุณแม่ว่าอย่าไปเล่าให้ใครเขาฟัง เพราะเขาอาจจะคิดว่าคุณแม่เพ้อฝัน หรืออวดอุตริมนุสธรรม เพราะระดับจิตใจของคนไม่เหมือนกัน ผมจะขอนำมาเล่าบ้างเพียงเพื่อให้เห็นว่า เมื่อได้ปฏิบัติถึงขั้นแล้วอาจจะเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างนี้ขึ้นได้ เรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นกับตัวผมเองก็คือ ขณะที่ผมกำลังศึกษาอยู่ที่ มศว.ประสานมิตร ประมาณปี ๒๕๐๔ ผมวางแผนจะไปเที่ยวที่ มศว.บางแสน ในการแข่งขันกีฬาเชื่อมสัมพันธ์ ตอนกลางคืนผมฝันว่า คุณแม่ไปหาที่หอพักของมหาวิทยาลัย รุ่งเช้าผมก็ไม่ติดใจอะไรนัก เตรียมตัวขึ้นรถจะไปกับเขา พอรถเคลื่อนออกไป ไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจให้ต้องโดยลงจากรถ เดินกลับหอพักเสียเฉย ๆ ในใจก็นึกถึงความฝันตอนกลางคืน แต่ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะคุณแม่ไม่เคยไปที่ มศว.ประสานมิตรเลย และก็ไม่มีใครที่บ้านเคยไปด้วย ผมนั่งทำงานอยู่ประมาณเกือบเที่ยงวัน เพื่อนมาบอกว่า มีคนมาหา คอยอยู่ห้องโถง พอผมลงไปก็พบคุณแม่กับบุญมี (หลานสาว) ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลย ทั้งดีใจและตกใจว่า คุณแม่มาได้อย่างไรเพราะทั้งสองคนนั้นไม่เคยไปที่ มศว.ประสานมิตรเลย

 

หน้าต่อไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่