|
ตอนที่ ๒
ดิฉันขอย้อนถึงตอนเด็ก สมัยนั้นเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา
มีคุณพ่อนำสวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน มีคุณย่าคุณยายทำบุญตักบาตรเสมอ ดิฉันชอบจัดดอกไม้ถวายวางไว้บนหิ้งพระ
บางทีก็ซื้อพวงมาลัยมาถวายเสมอมา
ประมาณปี ๒๕๒๑ ดิฉันเริ่มห่างไกลพระพุทธศาสนามาก
มีจิตใจเฉย ๆ ไม่ได้ไหว้พระเหมือนเคย ไม่ได้เข้าวัดทำบุญ ยิ่งฟังเทศน์นั้นเห็นเป็นเรื่องน่าเบื่อ
ไม่มีในหัวคิด เห็นพระก็เฉย ๆ บางทีคุณพ่อคุณแม่พาไปเที่ยววัด ก็กราบพระท่านตามที่เห็นคนอื่นเขาทำกัน
คงเป็นเพราะกรรมมาบังตาทำให้ดิฉันมืดมัวอยู่นาน แต่ยังดีที่มีความคิดว่า
"ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" ถ้ามีใครมาพูดถึง เรื่อง สวรรค์-นรก ชาติหน้าหรือชาติไหน
ล้วนเห็นเป็นเรื่องไร้สาระ ช่วงนี้เพียงแต่ไม่เคารพนับถือบูชากราบไหว้พระเหมือนตอนเด็กเท่านั้นเอง
ช่วงชีวิตตอนนี้กำลังเรียนด้วยและก็ทำงานคู่กันไป ด้านสุขภาพไม่ดี
เป็นคนที่อ่อนแอ โรคภัยถามหาเสมอ อุบัติเหตุก็มักจะเจอบ่อย แต่ก็ไม่ถึงกับเจ็บตัวมากนัก
 |
ประมาณปี ๒๕๓๑-๒๕๓๒ เป็นช่วงที่เจอมรสุมชีวิตมากที่สุด
ทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเคยอ่อนแอมาตั้งนานแล้วยิ่งหนักเข้าไปอีก
ทั้งนี้เพราะดิฉันไม่เคยมาฝึกอบรมทางด้านจิตใจ เมือจิตใจอ่อนแอทุกสิ่งทุกอย่างก็พลอยแย่ตามลงไปด้วย
เชื่อคนง่ายโดยไม่ไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ คุณแม่เตือนเรื่องการคบเพื่อนก็ไม่ฟัง
จิตใจแย่ร่างกายก็มีโรคเข้ามาเบียดเบียน เกิดการท้อถอย หมดกำลังใจ
ไปโยนสิ่งที่เกิดขึ้นให้กับโชคชะตาหรือฟ้าลิขิต |
ถึงตอนนี้ดิฉันสามารถจะตอบได้ทันทีว่า
ไม่ใช่อยู่ที่โชคชะตา แต่อยู่ที่ตัวของเราเองเป็นผู้กระทำ กับอยู่ที่จิตใจเป็นสำคัญ
จิตใจต้องเข้มแข็ง ไม่ไขว้เขว ใครพูดอย่างไรก็ไม่หลงใหลเชื่อตาม มีความเชื่อมั่นตนเองว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นถูกต้องแล้ว
อย่าเชื่อผู้อื่นว่า เขาว่าเราอย่างนี้ คนนั้นว่าเราอย่างนั้น ถ้าเป็นอย่างนี้จะเกิดปัญหาแน่นอน
มีสติคิดให้รอบคอบหาสิ่งที่เป็นเหตุคอยแก้ปัญหาและก็ต้องมีปัญญาที่จะพิจารณาแก้ไขปัญหา
ต้องหาสาเหตุที่ทำให้เราต้องเป็นแบบนี้ ช่วงที่ดิฉันคิดได้ เป็นช่วงที่ดิฉันไม่สบายมาก
จึงต้องพักงานจนถึงต้องลาออกจากครูประจำ และเสียงก็ไม่มีเลย เจ็บคอทรมานมากที่สุด
คงเป็นกรรมที่ไม่เชื่อฟังคุณแม่นั่นเอง เมื่อป่วยก็ได้คิดว่า
การที่คบเพื่อนนั้นสำคัญมาก เราคบกับใคร เราก็จะเป็นเช่นนั้น
คบกับผู้มีคุณธรรม เราก็จะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ในระยะนี้ดิฉันก็ยังละเลยในการสวดมนต์
มีอยู่วันหนึ่งน้องบอกว่า "ทำไมไม่สวดมนต์" ก็เดินผ่านหน้าโต๊ะหมู่บูชาไป
แล้วพูดว่า "ขี้เกียจสวด" และเข้าไปนอน สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้นไม่ลืมเลยตราบทุกวันนี้
ฝันเห็นพระซึ่งมีอายุมาก รูปร่างสูงใหญ่
อยู่ในป่า มีผู้เฒ่าผู้แก่รู้จักท่านดี เข้าไปกราบท่าน ถามท่านว่า
"สบายดีหรือ" ดิฉันก็ยืนมองไม่ไกลนัก ดิฉันคนเดียวที่อยู่ในที่นั้นเด็กที่สุด
พระองค์นั้นถามดิฉันว่า "อยากไปเที่ยวไหม" ดิฉันรีบรับปากทันที
ท่านพาไปดูสถานที่ต่าง ๆ เห็นเหมือนสลัม
ท่านก็บอกว่าพวกนี้ไม่ได้ทำบุญ ตายไปก็อยู่แบบนี้ ต่อไปก็เป็นที่อยู่ที่ดีขึ้นเป็นลำดับ
จนหยุดอยู่กับที่ ๆ หนึ่ง หลังคามีแสงงดงาม ปูด้วยกระเบื้องสวยงามมาก
(ก่อนจะพามา ท่านเตือนว่า เห็นสิ่งใดห้ามร้อง ถ้าร้องจะไม่เห็นอะไรอีกเลย"
ท่านอนุญาตให้เข้าไปข้างใน อากาศเย็นสบาย พื้นปูด้วยหินอ่อน
เดินไปก็เจอเหมือนแท่นคล้ายกับหีบศพ ก็เดินไปดูด้านหน้า ปรากฏมีภาพของดิฉันปรากฏอยู่
ดิฉันร้องลั่นอยู่ในฝัน ตื่นขึ้นมาก็ร้องและหน้าก็ฟุบอยู่ตรงที่นั้นเอง
รู้สึกอึดอัด เหงื่อก็ออกมากด้วย รู้สึกเหนื่อยมาก ในฝันท่านเตือนว่า
"เราน่ะที่อยู่ตอนนี้ดีดีอยู่แล้ว แต่ถ้าทำบุญทำกุศลต่อไปก็จะได้อยู่ที่ดีกว่านี้อีก"
เล่าทุกอย่างให้ทุกคนในบ้านฟัง ไปทำบุญ และจากนั้นมาไม่ต้องมีใครบอกให้สวดมนต์อีกเลย |
ความคิดเรื่องการนั่งวิปัสสนากรรมฐาน
ก่อนที่จะมาปฏิบัติ
ความคิดที่จะมานั่งวิปัสสนากรรมฐานนั้นมีน้อยมาก
ส่วนมากน้องสาวจะเป็นคนคอยกระตุ้น แล้วก็มักผัดไปเรื่อย ๆ บ้างก็ว่า
"ไม่มีเวลาว่างเลย ขอให้มีเวลาว่างก่อน" น้องดิฉันเคยไปปฏิบัติกับ
คุณแม่สิริ กรินชัย เมื่อเขากลับมาวันแรกก็ก้มลงกราบเท้าคุณพ่อคุณแม่
ซึ่งทำให้ท่านรู้สึกตื้นตันใจ และเขาขออโหสิกรรมที่เขาเคยไม่เชื่อฟังต่าง
ๆ ดิฉันเป็นผู้ดูก็คิดว่า "กลับมาคราวนี้มาแบบใหม่ แปลกกว่าเดิม แต่เป็นการเริ่มต้นที่ดี"
บางทีเขาก็จะนั่งหลับตาทำสมาธิ บ้างก็เดินจงกรมอยู่ที่บ้าน ก็คิดว่าน้องเราเป็นเอามาก
แต่ก็ไม่เคยรบกวน เริ่มคิดว่า "แค่นั่งหลับตา เมื่อได้ยินอะไรก็ให้กำหนด
จะทำให้เราได้อะไร" เดินก็เหมือนกัน "ทำแล้วได้อะไรขึ้นมา" เป็นความคิดก่อนปฏิบัติ
เคยถามน้องว่า "ถ้าปวดหัวล่ะ จะทำยังไง" เขาก็บอกว่า "กำหนดซิว่า ปวดหนอ
ๆ" ก็เคยโต้กันบ้างว่า "ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดน่ะซิ และยิ่งให้พูดว่าปวดหัวหนออีก
มิยิ่งปวดรุนแรงกว่าเดิมหรือ" ซึ่งนับว่าเป็นความคิดที่ถ้าคนเขามาปฏิบัติกันจะไม่เอ่ยคำถามแบบนี้เลย
ไม่อย่างนั้นคนเขาจะมานั่งปฏิบัติกันทำไม ถ้าไม่มีผล ทั้งเสียเวลา
แต่ผลที่ได้คือ สิ่งใดดิฉันก็ต้องการพิสูจน์
แรงบันดาลใจในการมาปฏิบัติธรรม
แรงบันดาลใจจากน้องเป็นคนแรก เพราะเห็นดิฉันเป็นโรคภัยบ่อยที่สุด
เพราะเห็นดิฉันเป็นโรคภัยบ่อยที่สุด และอีกสองท่านคือคุณวรากร และคุณพรพิไล
ไรวา ในความคิดของดิฉันนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องแปลกที่ครอบครัวคุณวรากรไปนั่งวิปัสสนาเสมอ
แต่ไม่เคยไปถามท่านเลยว่าดีอย่างไร จนกระทั่งเดือนกันยายน ๒๕๓๔ ดิฉันโดนกระจกตกมาใส่เหนือเข่าซ้ายเย็บ
๑๑ เข็ม หยุดทำงานหลายอาทิตย์ เมื่อคุณพรพิไลทราบท่านก็บอกว่า "แบบนี้ครูอ้อยต้องไปนั่งวิปัสสนาบ้างแล้ว"
ดิฉันก็รับคำนะคะว่า "คงจะต้องไปสักทีเหมือนกันค่ะ" แต่ก็ยังผัดมาอีก
จนเกิดความฝันประหลาดสามอย่าง ในเวลาไล่เลี่ยกัน
ฝันครั้งที่ ๑ ไปนั่งฟังเทศน์ที่วัดอัมพวัน
มีคนบ้าถือมีดขึ้นจะมาแทงท่านเจ้าคุณพระภาวนาวิสุทธิคุณ แต่ลูกศิษย์วัดป้องกันได้
แต่เขาวิ่งตรงมาทางคุณพ่อ ดิฉันเอาตัวเข้าไปรับแทน บอกให้คุณแม่รีบพาคุณพ่อออกไป
โดนแทงเลือดอาบ หลวงพ่อท่านเตือนว่า "กำลังมีเคราะห์ ถ้ามีเวลาให้มานั่งปฏิบัติ
๗ วันหรือ ๑๕ วัน" ขณะนั้นกำลังพักผ่อนกับครอบครัวที่หัวหิน
ฝันครั้งที่
๒ ฝันว่าไปลาทุก ๆ ท่าน คุณพ่อ-แม่-น้อง ๆ ญาติ รวมทั้งคุณย่า
(ซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๓๕) ก็เริ่มสังหรณ์ใจว่าคงอยู่ได้อีกไม่นานนัก
จึงได้เล่าความฝันนี้ให้น้องฟังเพียงคนเดียว และบอกว่า
"พี่คงอยู่ได้อีกไม่นานเท่าไหร่ คงจะต้องไปก่อนทุก ๆ คน แม้แต่คุณย่า
ซ้ำอายุก็มากแล้ว" |
|
ฝันครั้งที่ ๓ ฝันว่าเป็นมะเร็งเห็นน้ำเหลืองไหลออกมา
จนตกใจตื่นก็บอกคุณแม่ ท่านไม่รอช้าพาไปตรวจ ปรากฏว่ามีก้อนเนื้อ ไปหาหมอท่านที่สอง
ท่านก็บอกว่า มีแต่เป็นซีสก้อนเล็ก ๆ จะเอาออกก็ได้ ไม่เอาออกก็ได้
แต่คุณแม่อยากให้เอาออก เมื่อดิฉันรู้ว่าเป็นแน่ ๆ จิตใจเริ่มหวั่นไหวเกิดมีความกลัวขึ้นมา
ก็ร้องไห้อย่างมาก สติตั้งรับไม่ไหว เพราะยังไม่เคยฝึกอบรมจิตใจเลย
รู้อยู่อย่างเดียวว่าต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดแน่นอน แต่คุณหมอบอกให้ลองดูอีกประมาณ
๗-๘ วัน แล้วให้ยาไปทาน แล้วให้กลับมาตรวจใหม่ คราวนี้ผู้ที่ผลักดันให้มานั่งวิปัสสนากรรมฐานที่วัดอัมพวันแรงที่สุดเห็นจะเป็นคุณพ่อ-คุณแม่
แต่ท่านก็บอกก่อนที่จะเกิดความฝันที่เป็นจริงครั้งที่ ๓ นี้ตั้งแต่ดิฉันเริ่มฝันครั้งที่
๑ คุณพ่อก็บอกว่า "ควรไปได้แล้ว" แต่ความที่ไม่ค่อยจะเชื่อเลย
ในที่สุดก็ต้องยอม มีน้องพามาและอยู่เป็นเพื่อนเพียง ๓ วัน
ผลหลังจากการปฏิบัติ
ดิฉันเริ่มมาวันที่ ๒๐ - ๒๗ มกราคม ๒๕๓๕
ทีแรกจะกลับวันที่ ๒๗ แต่แม่ใหญ่เห็นว่าดิฉันควรจะอยู่ถึงวันพระคือวันที่
๒๗ และกลับวันที่ ๒๘ ดิฉันก็ตกลงรับคำกับท่านตามนั้น สองวันแรกอึดอัดใจมากเหมือนกำลังปรับตัว
ตื่นแต่เช้าและง่วงนอนมากด้วย แต่ก็พยายามทน เข้ามาอยู่ในวัดนี้แล้วในจิตใจไม่เคยคิดเรื่องความเจ็บป่วยเลย
จากวันที่สามจนถึงวันสุดท้าย จิตใจสดใส สดชื่น เห็นหน้าใครก็ยิ้ม
ตื่นเช้าได้สบายมาก อาการง่วงไม่มีเลย มีความรู้สึกว่าอยู่ที่นี่มีความสุขมาก
บรรยายไม่ถูกว่ามีความสุขเพียงใด มีความรู้สึกอบอุ่น แม่ชีทุกท่านให้ความรักความเป็นห่วงเหมือนลูกหลาน
ที่นี่คือวัดอัมพวันก็จริง แต่ดิฉันรู้สึกว่าเหมือนอยู่บ้าน
มีต้นไม้ร่มรื่น มีเสียงนก ไก่ สารพัด มีอาหารให้ทาน ไม่อดอยาก
แม่ครัวมีฝีมือเยี่ยม เป็นความรู้สึกที่แท้จริงของคนที่อยากจะลองดูว่า
"มานั่งแล้วจะได้อะไร" |
สิ่งที่ได้เกินคุ้มและมีค่า ทุกท่านที่วัดมีแต่คำว่า
"ให้" โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แต่สิ่งที่ท่านต้องการคือ ให้ทุกคนมีธรรมะประจำใจ
แม่ชีท่านทุ่มเทชีวิตสอนให้ทุกท่านด้วยความเสมอภาค อยากจะเห็นศิษย์มีความสุข
อยู่แต่เพียงว่าเราจะเอาสิ่งที่ท่านหยิบยื่นให้นั้นกลับเอาไปใช้ได้มากน้อยแค่ไหน
 |
ทั้งคำสั่งสอนเทศนาธรรมของหลวงพ่อ
ล้วนเป็นสิ่งที่ท่านพูดจริง ดิฉันเป็นคนที่ชอบทดลอง ก็มักจะทดลองเสมอ
และก็เป็นตามนั้นจริง ๆ ทุกประการ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นการขัดส้วม
ดิฉันไม่เชื่อเลยว่า ขัดส้วมแล้วทำให้ปัญญาดี เรียนเก่ง พออยู่ที่สำนักก็ลองทำดู
ในใจก็คิดว่า "จะได้ผลไหม" และพอตอนมานั่งสมาธิ หรือเดินจงกรมก็ดี
มีความรู้สึกว่าสมองปลอดโปร่ง เป็นคนคิดมีเหตุและผลมากกว่าแต่ก่อน
|
ทำให้จิตใจดีขึ้นกว่าเดิมมาก จิตใจเข้มแข็งขึ้น แต่ไม่ใช่แข็งกระด้างในทางที่ไม่ชอบ
จิตใจเข้มแข้งพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นมาได้ ดิฉันได้คำว่า
"สติ" มาจากที่นี่โดยตรง แต่ก่อนก็มี แต่ก็มีแบบเรื่อยเปื่อย บางทีก็ไปอยู่ไหนก็ไม่รู้
ไม่อยู่กับตัว ถ้าเราไม่มี "สติ" อยู่กับตัว คอยกำหนดจิตให้กำหนดอารมณ์ให้รู้เท่าทันปัจจุบัน
ก็อาจเป็นสาเหตุแห่งความประมาทได้ หลวงพ่อได้ตักเตือนทุกท่าน ไม่ให้ไปคิดยึดติดอยู่กับอดีต
หรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่ขอให้ระลึกถึงปัจจุบันว่าเราเป็นอะไร ทำหน้าที่อะไรอยู่ขณะนี้
ก็จงทำให้ดีที่สุด ดิฉันจึงได้ข้อคิดและจะจดจำตลอดไป
|