|
การเจริญสติปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จะแก้กรรมได้
และจะรู้กรรมของตนเองได้ นั่นจริงหรือ? ข้าพเจ้าเป็นคนไม่เชื่ออะไรง่าย
ๆ เรื่องเวรเรื่องกรรมไม่เคยเชื่อ จนได้มาประสบกับตัวเอง ได้พิสูจน์เอง....
 |
ข้าพเจ้าเกิดมาเป็นเด็กหญิงที่แข็งแรง
สุขภาพร่างกายสมบูรณ์ดี แต่มีแผลติดตัวมาอยู่ตรงกระเบนเหน็บ
ซึ่งตรงกับจุดศูนย์รวมประสาท เป็นแผลลึก กว่าจะรักษาให้หายได้เป็นเวลาหลายวัน
ต่อมาถูกตะปูตำที่เท้า ทำให้อักเสบเดินไม่ได้ ได้รับการผ่าตัดจากแพทย์
แต่ก็กลายเป็นคนเท้าพิการ |
เวลาผ่านไปหลายปี ความพิการที่เท้าก็ยังไม่หาย
ขาก็เริ่มลีบเล็กลง ไม่มีแรง จึงได้เข้าโรงพยาบาลผ่าตัดหลังตรงกระเบนเหน็บ
เพื่อแก้ระบบประสาทตั้งแต่เอวถึงปลายเท้าให้ดีขึ้น ในเวลาต่อมาขาข้างขวาเกิดอ่อนแรงลงไปมาก
ปลายเท้าตกต้องผ่าตัดแก้ไขกันอีก โดยตอกข้อเท้าให้หักแล้วงัดปลายเท้าขึ้น
เอาเหล็กเสียบตรึงไว้ ๓ อัน ต้องใส่เฝือกอยู่นาน ปัจจุบันนี้เหล็กที่เสียบกระดูกไว้เกิดหลวม
เวลาเดินถ้าก้าวเท้าไม่ถูกจังหวะจะเจ็บ แพทย์ให้ผ่าตัดใหม่ ข้าพเจ้าไม่ผ่า
ขอยุติการผ่าตัดกันเสียที ไม่ทราบว่า ข้าพเจ้ามีเวรกรรมอะไร
ถูกตะปูตำเท่านั้น ต้องกลายมาเป็นคนขาพิการ แต่ข้าพเจ้าก็อดทน
ต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บที่ประดังกันเข้ามา บางครั้งเป็นพร้อมกันตั้ง
๓ โรค ขาเจ็บ เป็นไข้ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ปัสสาวะออกมาเป็นเลือด
เป็นในเวลาเดียวกันหมด มีคนแนะนำให้ไปหาพระให้ท่านดูให้ว่ามีเวรกรรมอะไร
จะได้แก้กรรมได้ถูก ข้าพเจ้าไม่เชื่อ
จนกระทั่งครั้งหนึ่งผู้อำนวยการกองวิเคราะห์ กรมพัฒนาที่ดิน
คือคุณศิริพันธุ์ จิตะสมบัติ ได้กรุณาพาข้าพเจ้าไปหาพระที่จังหวัดนครปฐม
ท่านขอกว่าท่านช่วยอะไรไม่ได้เลย เจ้ากรรมนายเวรมารุมล้อมท่านเต็มไปหมด
และบอกว่า อย่าช่วย ผู้หญิงคนนี้เป็นคนใจร้ายมาก
ข้าพเจ้าไม่เชื่อ จึงพูดท้าทายออกไป "ถ้าอย่างนั้นก็ให้มาเอาชีวิตไปเสีย
เอาไปเดี๋ยวนี้เลย" พระท่านก็ย้ำถามว่า "จะเอาอย่างนี้จริง ๆ หรือ"
ข้าพเจ้าตอบยืนยัน ท่านก็นั่งสมาธิติดต่อเจ้ากรรมนายเวรอยู่ครู่หนึ่ง
ท่านก็บอกว่า "เขาไม่เอา เขาจะทรมานข้าพเจ้าอยู่อย่างนี้ และจะต้องได้รับความเจ็บปวดจากการผ่าตัดอีก"
 |
ข้าพเจ้าไม่เชื่อ แต่ผลสุดท้ายก็ต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดอีกจริง
ๆ เวลาผ่านไปเพียงเดือนเดียวเท่านั้น ข้าพเจ้าต้องผ่าไส้ติ่ง
แต่คิดว่าเป็นการบังเอิญมากกว่า รวมแล้วเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดมาทั้งหมด
๑๖ ครั้ง สลบ ๑๔ ครั้ง ไม่สลบ ๒ ครั้ง และยังไม่รู้ว่ากว่าข้าพเจ้าจะสิ้นชีวิต
จะต้องเข้าผ่าตัดกันอีกหรือไม่ |
ข้าพเจ้าเคยไปกราบนมัสการเกจิอาจารย์มาหลายองค์ แม้แต่การเข้าทรงก็เคยไปสัมผัสมา
เพราะอยากรู้อยากศึกษาเรื่องลี้ลับ เรื่องเวรเรื่องกรรม ผลสรุปจากการที่ไปพบ
จะพูดถึงกรณีของข้าพเจ้าคล้ายกันหมดว่า ข้าพเจ้าเป็นคนโหดเหี้ยมทารุณ
ร้ายกาจ คิดแล้วไม่อยากจะเชื่อ จนกระทั่งได้มาพบกับท่านเจ้าคุณหลวงพ่อจรัญ
ท่านเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน เมื่อพบหน้าข้าพเจ้าครั้งแรก ท่านก็ชี้หน้าว่า
"ใจร้าย" ทั้ง ๆ ที่หลวงพ่อยังไม่ได้พูดคุยหรือซักถามอะไรข้าพเจ้าเลย
หลวงพ่อยังไม่เห็นด้วยว่าข้าพเจ้ามีขาพิการ ข้าพเจ้าคลานเข้าไปกราบพร้อมกับคนอื่น
ๆ อีกหลายคน พอเงยหน้าขึ้นมา หลวงพ่อก็ว่าใจร้าย รู้สึกงง ไม่ได้ทำอะไรใครเลย
ทำไมหลวงพ่อว่าใจร้าย หลวงพ่อว่าแล้วก็หัวเราะ บอกว่า "อดีตชาติ" ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อคงใช้จิตดู
เห็นหนอ...เห็นหนอ..
เมื่อข้าพเจ้าไปเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานครั้งแรก
โดยการชักชวนจากอาจารย์มุกดา วิภาวสุ ได้ไปเข้าร่วมในโครงการพัฒนาจิตซึ่ง
ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดขึ้นที่วัดอัมพวัน
โดย คุณแม่ ดร. สิริ กรินชัย เป็นวิทยากร
ข้าพเจ้าตกลงไปด้วยเพราะเกรงใจ พี่มาชวนหลายครั้งแล้ว และยังจะเป็นผู้คอยดูแลช่วยเหลือให้ได้รับความสะดวกทุกประการอีกด้วย
เมื่อเดินทางไปถึงวัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ข้าพเจ้าก็เริ่มไม่สบายใจ
อึดอัดบอกไม่ถูก เรียกว่าเซ็งเป็นที่สุด ผู้คนเยอะแยะขวักไขว่ไปหมด
พิธีเริ่มด้วยการสวดมนต์ไหว้พระรับกรรมฐาน
ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อท่านเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน มาเป็นองค์ประธานเปิดการอบรม
เสร็จแล้ว เริ่มปฏิบัติเดินจงกรม นั่งสมาธิปฏิบัติกันที่หอประชุมภาวนากรศรีทิพา
ข้าพเจ้าเริ่มปวดศีรษะ แล้วก็ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ พอถึง ๕ ทุ่มก็อาเจียน
ต้องทานยาแก้แพ้ให้ง่วงหลับไป พอตี ๔ ตื่นขึ้นมาทำภารกิจส่วนตัวเสร็จแล้วก็ไปที่หอประชุมปฏิบัติกันก่อน
เวลา ๖.๐๐ น. คุณแม่สิริ ท่านก็มานำสวดมนต์ไหว้พระ ฟังธรรม ๗.๐๐
น. ไปรับประทานอาหารเช้า ๘.๐๐ น. เข้าปฏิบัติต่อ ในวันนี้ตรงกับวันที่
๒ เมษายน ๒๕๓๓ |
ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี คุณแม่สิริ ท่านนำลูกโยคีถวายราชสดุดี หลังจากนี้ก็เดินจงกรม
นั่งสมาธิ พอเริ่มปฏิบัติ อาการปวดศีรษะก็เริ่มรุนแรงขึ้น ท้องก็ปวด
ต้องนั่งเฉย ๆ อาการก็ยังไม่หาย อาเจียนออกมาเรื่อย ต้องนั่งกอดกระโถนไว้
อาเจียนแล้วอาเจียนเล่า อยู่ในห้องกรรมฐาน เลยต้องกลับที่พัก ข้าพเจ้าตัดสินใจกลับบ้าน
ได้บอกให้อาจารย์มุกดา วิภาวสุ ผู้ทำหน้าที่พี่เลี้ยงไปเหมารถมารับกลับบ้าน
อาจารย์มุกดาและกัลยาณมิตรอีกหลายคนไม่ให้กลับ เพราะรู้อาการของโรคกันดี
ข้าพเจ้าจนปัญญากลับไม่ได้ อาเจียนก็ยังไม่หยุด รู้สึกเพลียและทรมานเหลือเกิน
คุณสมประสงค์ ลูกศิษย์ของท่านเจ้าคุณหลวงพ่อ ได้นำเอาตะไคร้ที่หลวงพ่อทำเป็นยาไว้
มาชงน้ำให้ดื่ม พอดื่มน้ำตะไคร้ของหลวงพ่อไปได้สักพักหนึ่ง อาเจียนก็หยุด
อาการปวดศีรษะก็ทุเลาเบาคลายลงไปมาก มีแต่อาการอ่อนเพลียเท่านั้น ตอนบ่ายข้าพเจ้าเห็นว่าอาการดีขึ้นแล้ว
จึงไปปฏิบัติที่หอประชุม คราวนี้ปฏิบัติได้ไม่อาเจียน ไม่ปวดท้อง ไม่ปวดศีรษะ
มีสมาธิในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้ดี แต่จะหิวบ้าง คืนนี้ข้าพเจ้านอนหลับสบาย
พอเช้าวันรุ่งขึ้น ตื่นขึ้นมาก็รู้สึกว่ามีความสุขกายสบายใจ
ชุ่มชื่นใจอย่างบอกไม่ถูก เย็นกายเย็นใจมีความสุขมาก ความสุขสดชื่นแบบนี้
ข้าพเจ้าไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนเลย อาจารย์มุกดาและกัลยาณมิตรทุกคน
ต่างก็มีความยินดีและมาอนุโมทนากับข้าพเจ้า แล้วพูดว่า "พี่ภา ชนะแล้ว"
หมายถึงชนะมารที่มาเป็นอุปสรรคขัดขวางการบำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรม ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานของข้าพเจ้า
ซึ่งเป็นมารมาในรูปโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าข้าพเจ้าดื้อรั้นกลับบ้านไป ข้าพเจ้าก็จะแพ้มารและแพ้ตลอดไป
คุณแม่สิริท่านบอกว่า ถ้าใครมีเวรมีกรรม มีโรคภัยไข้เจ็บประจำตัวมาก
ก็จะมีอาการ เป็นเหมือนย่างข้าพเจ้าเป็นนั้น จะมากหรือน้อยสุดแต่กรรมที่ทำไว้
หลวงพ่อท่านบอกว่า การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะช่วยแก้กรรมให้เบาบางลงได้
ปฏิบัติแล้วแผ่บุญกุศลแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรไปเรื่อย ๆ สักวันหนึ่งเจ้ากรรมนายเวรอาจจะใจอ่อน
เลิกจองเวรกับเราก็ได้ หรือมิฉะนั้นผลบุญที่เราทำเพิ่มพูนไว้มาก ๆ
จนล้น จะช่วยให้เราหนีกรรมไปห่างไกลจนกรรมตามไม่ทัน และจะหลุดพ้นได้ในที่สุด
 |
เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าเชื่อในกฎแห่งกรรม
เรื่องของจิตวิญญาณแล้ว หลังจากที่ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติ และได้เข้ามาปฏิบัติที่วัดอัมพวันหลายครั้งแล้ว
คนที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จะรู้กรรมด้วยตนเอง นี่เป็นความจริง
ดังที่ได้พิสูจน์และได้พบเห็นในขณะที่นั่งสมาธิอยู่ ข้าพเจ้าได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งรูปร่างหน้าตาสวยมาก
ผิวเนื้อสองสี ผมยาวประบ่า นัยน์ตาดำคม คิ้วโก่งเรียวได้รูปสวย
นุ่งผ้าพื้นสีเขียวคล้ำ ใส่เสื้อแขนกระบอกคอกลมสีชมพูเข้ม มายืนจ้องดูข้าพเจ้าด้วยสายตาที่ดุดันแข็งกร้าว
คล้ายกับจ้องมองคู่อาฆาตด้วยความเคียดแค้น และทำท่าจะเดินเข้ามาทำร้าย
ข้าพเจ้าก็จ้องมองเธอ |
ทันใดนั้นสภาพหน้าที่ขาวสวยเกลี้ยงเกลากลับเปลี่ยนไป
มีเลือดแดงสด ๆ ไหลออกมาจากทางใต้ไรผมบนหน้าผาก ไหลออกมาเป็นทางเต็มหน้า
ตาจับจ้องอยู่ที่ข้าพเจ้า และจำเดินเข้ามาใกล้ ข้าพเจ้าเกิดความกลัว
เลยออกจากสมาธิ ภาพหญิงนั้นก็หายไป ข้าพเจ้าไปเรียนถามคุณแม่สิริ ท่านบอกว่านั่นแหละเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่ข้าพเจ้าไปทำร้ายเขาไว้
เธอมาปรากฏให้เห็น ต้องแผ่เมตตาแผ่บุญกุศลไปให้ แต่ข้าพเจ้าไม่ได้แผ่
คิดไม่ทัน ออกจากสมาธิเสียก่อน ถ้ายังอยู่ในสมาธิกำหนดตามรู้ต่อไป
เราจะรู้ว่าไปทำร้ายเธอไว้อย่างไร ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อบอกว่า
ข้าพเจ้าสมาธิแรงแต่จิตตก ขาดการกำหนด ต้องกำหนดให้ทัน ตามให้รู้ และให้หมั่นปฏิบัติเสมอ
ๆ แล้วจะดีขึ้น
ครั้งหนึ่งกรรมตามสนองข้าพเจ้าทันตาเห็นในชาตินี้
เมื่อข้าพเจ้าอายุประมาณ ๑๐ ขวบ ได้จุดไฟเผามดตายทั้งรัง เวลาผ่านไปประมาณ
๔๐ ปี กรรมนั้นก็ตามสนอง ในคืนหนึ่งประมาณตี ๓ ข้าพเจ้ากำลังนอนหลับอยู่
ก็ต้องพรวดพราดตื่นขึ้น เพราะมีตัวอะไรมากัด พอเปิดไฟดูปรากฏว่ามีมดตัวเท่ามดตะนอย
สีดำปากมีเขี้ยวเหมือนก้ามปู ตัวมีขน มารุมกัดข้าพเจ้าตั้งแต่บริเวณเอวลงไปถึงขา
ได้เอามือปัดออก บางพวกก็วิ่งหนีไปโดยเร็ว บางพวกก็ไม่ไป กัดติดอยู่อย่างนั้น
ข้าพเจ้าอยากจะเอามือถูขยี้ให้ตายให้หมด แต่ใจหนึ่งห้ามไว้ไม่ให้ทำ
เดี๋ยวจะเป็นเวรกรรมต่อไปอีก เลยจับดึงออก ขนาดจับดึงยังไม่ค่อยยอมปล่อย
กัดติดจนเป็นแผลเลือดออกซิบ ๆ ชั่วเวลาไม่ถึง ๑ นาที มดเหล่านั้นก็หายไปหมด
ข้าพเจ้าไม่กล้านอนต่อ กลัวมดเหล่านั้นจะมากัดอีก เลยไปอาบน้ำเอาแป้งทา
บ่ายวันนั้นข้าพเจ้าเป็นไข้ อักเสบแผลที่ถูกมดกัด ต้องทานยาอยู่
๓ วัน เวลาผ่านไปประมาณ ๒ เดือน มดก็มากัดข้าพเจ้าอีก แต่คราวนี้มากัดไม่มากเหมือนคราวแรก
ข้าพเจ้ารู้ตัวแล้วเขามาทวงหนี้ เพราะเราเคยทำเขาไว้ ก่อนนอนข้าพเจ้าจะนั่งสมาธิ
แผ่เมตตาให้มดทุกคืน หลังจากนั้นก็ไม่มีมดมากัดอีกเลย |
|