|
ข้าพเจ้าชื่อ นางอุไร คมคาย
อดีตอาจารย์ใหญ่ระดับ ๗ โรงเรียนบางเดื่อ อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี
ปัจจุบันอายุ ๖๐ ปี เรื่องราวของข้าพเจ้ามีดังนี้
 |
เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๒๘
ขณะที่ข้าพเจ้าเดินทางกลับจากการประชุมประจำเดือน
เกิดมีอาการปวดขาทั้ง ๒ ข้างขึ้นมาอย่างรุนแรงจนไม่สามารถจะก้าวเดินได้
บุตรของข้าพเจ้าต้องรับตัวไปส่งโรงพยาบาล รักษาตัวอยู่เป็นเวลา
๑ เดือนเต็ม ๆ อาการดีขึ้นนิดหน่อย เวลาเดินจะมีอาการเจ็บไปทั้งตัว
ถ้านั่งหรือนอนจะไม่เจ็บ บุตรของข้าพเจ้าพาไปรักษาหลายแห่ง โรงพยาบาลบ้าง
หมอจีนหมอแผนโบราณ หมอญี่ปุ่น(ฝังเข็ม) แทบจะกินยาแทนข้าว เป็นอยู่เช่นนี้จนถึงปี
๒๕๓๓ ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่าข้าพเจ้าปฏิบัติราชการได้ไม่เต็มที่เลย
น่ารำคาญตัวเอง จึงตัดสินใจลาออกจากราชการ เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม
๒๕๓๓ แล้วไปถือศีลบวชชีพราหมณ์อยู่ ๑๐ วัน |
เพื่อนเห็นว่าข้าพเจ้าสนใจทางการทำสมาธิ จึงนำหนังสือของหลวงพ่อท่านเจ้าคุณพระภาวนาวิสุทธิคุณมาให้อ่านรวม
๔ เล่ม พร้อมทั้งบรรยายถึงคุณความดีของหลวงพ่อ ความศักดิ์สิทธิ์ของวัดอัมพวันให้ข้าพเจ้าฟัง
และชักชวนให้ข้าพเจ้าไปปฏิบัติกรรมฐานที่วัดอัมพวัน พร้อมทั้งรับรองว่าข้าพเจ้าต้องอยู่ได้แน่
ๆ เพราะที่อยู่สบายที่ถ่ายสะดวก อาหารก็บริบูรณ์ บุคลากรมีอัธยาศัยดีทุกคน
ดังนั้นวันหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงให้บุตรพาไปดูวัดก่อน เพราะยังไม่แน่ใจ ต่อมาจนถึงวันที่
๒๓ พฤษภาคม ๒๕๓๔ ข้าพเจ้าจึงได้มีโอกาสไปปฏิบัติจริง เนื่องจากบุตรสาวชวนให้ไป
แล้วตัวเขาไปบวชพราหมณ์เพื่อแก้บนด้วย แต่ครั้งนี้อยู่ได้เพียง ๔ วัน
เพราะลูกสาวลางานไว้แค่ ๔ วัน
ต่อมาข้าพเจ้าหาโอกาสไปปฏิบัติอีก คือเว้นไป ๒-๓
เดือนก็ไปอยู่เสีย ๗ วัน บางที ๑๐ วันบ้าง ตลอดมาจนถึงปี ๒๕๓๕ นี้อาการเจ็บปวดหายไปเกือบเป็นปกติ
นั่งลุกได้คล่องตัวขึ้น เดินได้ดีและเดินได้ไกล ๆ และเดินได้เหมือนคนปกติ
ไม่เดินกะโผลกกะเผลกเหมือนเมื่อก่อน
ขอเล่าถึงการปฏิบัติสักเล็กน้อย
การปฏิบัติกรรมฐานของที่วัดอัมพวันนี้จะเริ่มจากเดินก่อนครึ่งชั่วโมง
ใช้ภาวนาว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ หยุดหนอ ยืนหนอ กลับหนอ
พอครบครึ่งชั่วโมงจะนั่งขัดสมาธิ ขวาทับซ้าย อีกครึ่งชั่วโมง
ในวันแรกที่ไปเริ่มปฏิบัติ พอวันที่ ๒ ของการปฏิบัติจะให้เดิน
๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมงสลับกันไป ตามตารางปฏิบัติของทางวัดที่แจกให้ผู้เข้าปฏิบัติศึกษาให้เข้าใจก่อนปฏิบัติคิดแล้วจะมีเวลาปฏิบัติวันละ
๑๐ ชั่วโมง ข้าพเจ้าอ่านดูครั้งแรกคิดว่าร่างกายของข้าพเจ้าคงไปไม่รอด
แต่เมื่อมาถึงแล้วก็จะอดทนทำดู |
|
เพราะหลวงพ่อท่านบอกว่าไม่มีใครปฏิบัติกรรมฐานแล้วตาย
ถึงแม้จะปวดเจ็บจนตัวสั่น เหงื่อท่วมตัวก็กัดฟันทนจนครบชั่วโมง แต่พอลุกขึ้นยืนเดินรู้สึกว่าตัวเบาขึ้น
เดินคล่องขึ้น ดีกว่าทำกายภาพบำบัดอีก
ข้าพเจ้าเพียรพยายามไปปฏิบัติรวม ๔ ครั้ง ดังที่ว่าครั้งละ ๗ วันบ้าง
๑๐ วันบ้าง ๑๒ วันบ้าง จนขณะนี้ข้าพเจ้าหายจากโรคเวรโรคกรรมนั้นแล้ว
ที่ข้าพเจ้ากล่าวว่าเป็นโรคเวรโรคกรรมเพราะขณะที่ข้าพเจ้านั่งสมาธินั้น
พอจิตนิ่งจะเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่ข้าพเจ้าทำไว้เพราะความซนเมื่อวัยรุ่นได้ทุกอย่าง
เช่น ตีงู จับปลา ตีกบ ตีคางคก ขว้างปาเป็ด ไก่ สุนัข ที่เข้ามารบกวนในบริเวณบ้าน
คือแทนที่จะไล่ไปดี ๆ ก็ใช้ดักตีเขาเจ็บ ๆ บ้างก็ขาหัก ตายไปบ้าง ไม่เคยคิดสงสารเลย
แต่เมื่อโตขึ้นก็ได้เลิกไปนานแล้ว นานจนลืมหมด จนได้มานั่งปฏิบัติจึงปรากฏการณ์ต่าง
ๆ ให้เห็นว่า "ทำกรรมไว้ย่อมได้รับผลกรรมนั้นแล"
ตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นคำจริงแท้แน่นอนที่สุดในโลก
ดังนั้นถ้าท่านผู้ใดมีอาการเจ็บปวดป่วยไข้
จนอิดหนาระอาใจที่จะรักษาแล้ว จงไปปฏิบัติกรรมฐานที่วัดอัมพวัน
อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ดู เผื่อจะหายโรคอย่างที่ข้าพเจ้าเป็นนี้บ้าง |
|