|
พบหลวงพ่อ
ในราวปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ข้าพเจ้าได้รับเชิญเป็นวิทยากรลูกเสือชาวบ้าน
ค่ายวัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี ก็ได้มีโอกาสมากราบหลวงพ่อวัดอัมพวัน
โดยคลานตามหลังผู้อำนวยการค่ายไป เมื่อกราบแล้วก็ถอยออกมาอยู่ห่าง
ๆ ได้ยินเสียงหลวงพ่อถามผู้อำนวยการค่ายว่านั้นใคร เสียงเหมือนจะแนะนำข้าพเจ้าจึงพนมมือขึ้นรับโดยอัตโนมัติ
ก็ได้ยินหลวงพ่อพูดถึง ลักษณะนิสัยการทำงานของข้าพเจ้าเหมือนกับว่ารู้จักกันมานานนับปี
ด้วยความที่ไม่เคยเข้าวัด ไม่รู้มารยาทต่อพระ ประกอบกับนิสัยขวานผ่าซาก
ข้าพเจ้าจึงถามโพล่งไปว่า "หลวงพ่อรู้ได้ยังไง ใครมาเล่าให้ฟัง" หลวงพ่อหัวเราะหึหึ
ตอบว่า "ฉันรู้เองบ้างไม่ได้รึไง...ใคร ๆ ก็รู้เองได้ถ้าฝึก" ข้าพเจ้าก็เลยถามท่านว่า
"ฝึกยังไง" ท่านตอบว่า "อยากรู้ก็มาฝึกเอาเองสิ" นับว่าการท้าทายของหลวงพ่อได้ผล
เพราะในเวลาต่อมาท่านก็ได้ลูกศิษย์ที่ดื้อที่สุดในโลก (ท่านว่า) ไว้เป็นศิษย์จนปัจจุบันนี้
ถูกปราบพยศ
วัดอัมพวันสมัยนั้น (ปี ๒๕๒๑-๒๕๒๒) ยังเป็นป่าไม้เป็นส่วนมาก
มีกุฏิปฏิบัติธรรมเป็นเรือนไม้ทรงไทยหลังเล็ก ๆ อยู่เพียงไม่กี่หลัง
คนฝึกกรรมฐานรุ่นเก่าที่พอจำได้มี แม่ใหญ่
และคุณนายโสภา ความที่ไม่รู้มารยาทการปฏิบัติธรรม
อยากดู อยากรู้ว่าเขาฝึกกันอย่างไร ข้าพเจ้าถึงกับมารบกวนแม่ใหญ่ขณะปฏิบัติว่าขอดูการฝึกหน่อย
ไม่คิดว่ากรรมหนักที่รบกวนการปฏิบัติในครั้งนั้นจะส่งผลมาให้กับตัวเองต้องถูกรบกวนอย่างหนักในเวลาต่อมา
ปัจจุบันนี้เข็ดแล้ว ถ้ารู้ว่าใครกำลังทำกรรมฐาน
ข้าพเจ้าต้องกำหนดจิตคารวะ แล้วรีบหนีไปไกล ๆ ไม่รบกวนเด็ดขาด
หลาบจำจริง ๆ จากคำท้าท้ายของหลวงพ่อซึ่งเป็นกุศโลบายชักนำคนดื้อให้เข้ามาถือศีลปฏิบัติธรรม
เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าต้องจัดเสื้อผ้ามาวัดขอเข้าฝึกกรรมฐาน เพื่อเรียนรู้ |
หลวงพ่อทักว่า
"มาแล้วเราะ ดีแล้วให้ไปอยู่กุฏิกรรมฐานคนเดียว ห้ามพูดกับใคร
ให้แม่ครัวส่งปิ่นโตให้ ขาดเหลือให้มาบอกหลวงพ่อ" จากนั้นท่านก็สอบกรรมฐานให้ว่าให้ทุกอิริยาบถเป็นกรรมฐาน
กำหนดการเคลื่อนไหวอย่างมีสติ ให้เก็บอารมณ์ สำรวมหู จมูก ลิ้น
กาย ใจ ลุก นั่ง ยืน เดิน นอน อาบน้ำ กินข้าว หยิบ จับ เหลียวซ้าย
แลขวา นั่งส้วมก็ต้องมีสติหมด ไม่ให้สนใจเรื่องอื่น ให้ตั้งใจปฏิบัติทั้งนั่งสมาธิและเดินจงกรม |
|
เหมือนจับม้าพยศมาขังกรง ข้าพเจ้ารู้สึกอึดอัด วุ่นวาย
อยู่ตามลำพัง อยากคุยกับหลวงพ่อ อยากฟังท่านเทศน์สนุก ๆ มากกว่า คอยฟังเสียงว่า
เมื่อไรสมประสงค์จะมาเรียกว่าหลวงพ่อจะสอบอารมณ์ให้ หงุดหงิดใจเป็นกำลัง
เมื่อหลวงพ่อเรียกสอบอารมณ์ก็มักจะสั่งมาด้วยว่าให้เดินจงกรมไป แดดก็ร้อนจัด
เดินจงกรมบนพื้นปูนที่ตากแดด มันสุดทนจริง ๆ ท่านยังมาสั่งด้วยว่าให้เดินช้าที่สุด
ถ้ามาถึงแล้วให้นั่งเก็บอารมณ์คอย ห้ามพูด ข้าพเจ้ารู้สึกอยากกลับบ้านจริง
ๆ แต่อยากจะ "รู้เอง" ก็เลยต้องอดทนดูว่าฝึกกรรมฐานแล้วจะได้อะไรบ้าง
ผลการสอบอารมณ์ก็มักจะได้รับคำตอบว่า...ใช้ไม่ได้...ไม่ได้เรื่อง...เพิ่มเวลาอีก...พูดนอกเรื่องแปลว่ายังใช้ไม่ได้...ให้นั่งสมาธิก็ฟุ้งซ่าน
เดินจงกรมก็ผิด ๆ ถูก ๆ
เมื่อฝึกต่อมาอีกไม่นาน ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเวทนาหนักมากขึ้นทุกที
ปวดหัว ตัวร้อน ท้อแท้ หมดกำลังใจ ดูเหมือนหลวงพ่อจะรู้อาการลูกศิษย์
เรียกไปสอบอารมณ์ใหม่ ข้าพเจ้าเรียนท่านว่า ปวดมาก ทนเวทนาไม่ไหว ท่านกลับบอกว่า
ดีแล้ว ดีแล้ว ครูใหญ่มาแล้ว เวลาปวดนั้น ฟุ้งซ่านไหม ข้าพเจ้าตอบท่านว่า
ไม่...ท่านว่า น่าน...ครูใหญ่มา นักเรียนก็ไม่ซน จึงจับใจความได้ว่า
การไม่ฟุ้งซ่านเป็นเรื่องดี ก็ถ้าอย่างนั้นครูใหญ่ (เวทนา)
มาหรือไม่มา นักเรียน (จิต) ไม่ซน (ฟุ้งซ่าน) ก็ได้นี่ คราวนี้ได้ทางไปปฏิบัติ
ก็เลยได้สมาธิเป็นครั้งแรก ชุ่มฉ่ำใจจริง ๆ ก็ดีใจว่า เราเข้าใจบ้างแล้วละ
เลิกคิดกลับบ้าน เลิกสนใจทุกสิ่งหมด ทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการปฏิบัติเพียงอย่างเดียว
จากนั้นเป็นต้นมาข้าพเจ้าก็ยึดถือกรรมฐานเป็นธงชัยของชีวิตที่ทำเป็นประจำเสมอมาจนถึงปัจจุบัน
ร่อนเร่แสวงหา
 |
หลังจากพบทางปฏิบัติแล้ว ข้าพเจ้าก็คิดว่าเราจะเดินทางธรรมโดยแท้แล้ว
สมควรจะหาทางลัด ทางปฏิบัติที่เร็วที่สุด สำนักปฏิบัติธรรมก็มีมากมาย
หลวงปู่หลวงพ่อก็มีหลายองค์ สามควรจะไปกราบไหว้ฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อเรียนกรรมฐานกับท่านทั้งหลายนั้น
จากนั้นข้าพเจ้าก็เริ่มเดินทางไปวัดเขาสุกิม จ.จันทบุรี จากนั้นก็ไปสำนักปฏิบัติธรรมที่
อ.โป่งน้ำร้อน เดินทางโดยอาศัยเกวียนของชาวบ้านโป่งน้ำร้อนเข้าไป
ขอข้าวเขากันและพักค้างคืนด้วย ๑ คืน รุ่งขึ้นจึงเดินทางถึงสำนักปฏิบัติ
ได้ยินเสียงปืนใหญ่เขมรชายแดนที่ยิงสู้กันอยู่ ปฏิบัติธรรมได้ระยะหนึ่ง
ก็หลับมาฝึกต่อที่วัดอัมพวัน |
จากนั้นก็เดินทางไปวัดถ้ำผาปู่ จ.เลย ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่คำดี
ปภาโส และทดลองทำกรรมฐานในป่า ขณะนั้นอ่านหนังสือมาก อ่านเรื่องพระป่า
ก็เลยคิดอยากจะเป็นชีป่าดูบ้าง ข้าพเจ้าขออนุญาตแม่ชีผู้ดูแลแล้วขอรับประทานอาหารมื้อเดียวแบบรวม
คือมีอะไรก็ใส่รวมกันมาทั้งคาวหวาน ข้าพเจ้าเรียนแม่ชีด้วยว่าหากมิตรสหายของข้าพเจ้ามาหา
ขอให้ตอบว่าห้ามเยี่ยม เพราะไม่อยากคุยด้วยเวลาทำกรรมฐาน เวลาต่อมาญาติสนิทมิตรสหายพอรู้ว่ามาอยู่วัดก็มาเยี่ยมจริง
แม่ชีตอบว่า "อาจารย์เธอมักสงบ ไม่ควรไปรบกวนเธอ" เขาก็ไม่ละความพยายาม
ไปดักรอพบที่ศาลาบำเพ็ญกุศล ข้าพเจ้าเห็นเขาเดินตรงมาจะทักข้าพเจ้าก็หลับตานิ่งเสียเลย
เขาก็ชะงัก ข้าพเจ้าใช้หลีกเก็บอารมณ์ ไม่พูด ไม่สนใจ ไม่มอง เดินผ่านเขาไปด้วยอาการอันสงบ
การทำกรรมฐานที่วัดถ้ำผาปู่ จ.เลย นี้สงบมาก เรือนพักแยกไปอยู่ในป่าที่เป็นป่าจริง
ๆ มีเห็ดดอกโตสีขาวขึ้นในบริเวณนั้นด้วย ข้าพเจ้าตื่นนอนตอนเช้ามืดก็เปิดไฟแล้วเดินจงกรมข้างบ้านพัก
แจ้งแล้วก็ไปถวายภัตตาหารเช้าแด่หลวงปู่กับแม่ชี ฟังธรรมของหลวงปู่ซึ่งเป็นธรรมะที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมเป็นส่วนมาก
ข้าพเจ้าคิดว่าการทำกรรมฐานในป่าคงจะเป็นเรื่องง่าย เพราะว่าป่าเป็นที่สงบร่มรื่นสมควรแก่การปฏิบัติธรรม
ข้าพเจ้ามองหาสถานที่สมควรแห่งหนึ่งใต้ต้นไม้ หาเศษไม้มาวาง นำใบทองซึ่งโตกว่าใบไม้อื่นซึ่งหล่นระเกะระกะอยู่มารองนั่ง
แล้วกำหนดจิตสู่สมาธิ เพียงไม่กี่นาทีต่อมา ก็เกิดเหตุที่ไม่คาดคิด
คือ ฝูงยุงริ้นตัวใหญ่น้อยมากมายมารุมตอมกัดข้าพเจ้าจนแสบคันไปหมด
ครั้นจะลุกหนีก็จะเสียสัจจะที่ตั้งไว้ ในที่สุดก็ตัดสินใจ กำหนดจิตวางปล่อยให้กินตามสบาย
คิดว่าให้เป็นทาน จิตก็หมดกังวลจับลมหายใจเข้าสมาธิไปจนครบเวลาตามที่กำหนด
บัดนี้ข้าพเจ้าได้รู้แล้วว่าการเป็นพระป่านั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ถ้าไม่มีความรู้เรื่องป่าอยู่บ้าง การปฏิบัติธรรมในป่าก็เป็นเรื่องลำบาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสตรี ถ้าขาดผู้ปกป้องดูแล เช่น แม่ชีหรือโยมวัด
การปฏิบัติธรรมก็จะขาดเสียซึ่งสัปปายะ ๑๕ วันในถ้ำผาปู่ จ.เลย ทำให้ข้าพเจ้าเรียนรู้เรื่องการต่อสู้กับความลำบากภายนอกและความลำบากภายใน
(จิต) มิใช่น้อย ซึ่งก็นับว่าเป็นประโยชน์มากสำหรับฝึกเยาวชนปฏิบัติธรรมในเวลาต่อมา
เรื่องของเสือ
ประมาณปี ๒๕๒๓ ข้าพเจ้าได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรอบรม
ทสปช. และทหารอาสา ในเขตพื้นที่สีชมพู บริเวณอำเภอด่านช้าง ข้าพเจ้าขอสัญญาแลกเปลี่ยนในการทำงานว่าต้องพาไปกราบหลวงปู่เทสก์
เทสรังสี ที่วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย และในครั้งนั้นข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับหลวงปู่
ซึ่งพอสรุปในใจความสำคัญได้ดังต่อไปนี้ ข้าพเจ้ากราบเรียนต่อหลวงปู่ว่า
|
 |
ข้าพเจ้าสนใจการปฏิบัติธรรมะและได้ปฏิบัติอยู่เสมอ
หลวงปู่ตอบว่า "ดี..ดีแล้ว..ทำต่อไปนะ" ข้าพเจ้าถามหลวงปู่ว่า
"เมื่อหลวงปู่เดินธุดงค์ในป่า หากพบเสือเข้า หลวงปู่จะทำอย่างไร"
หลวงปู่ตอบว่า "แผ่เมตตาให้เสือสิ" ข้าพเจ้าถามต่อไปว่า "หลวงปู่ไม่กลัวเสือหรือ"
ท่านยิ้มด้วยเมตตาแล้วตอบว่า "คนไม่กลัวตาย จะกลัวเสือทำไม"
ข้าพเจ้าก็คิดว่า อ้อ! คนกลัวตายนั่นเอง แต่ยังมีข้อขัดแย้งในใจอยู่จึงกราบเรียนต่อไปว่า
"ดิฉันไม่กลัวตาย จะให้ตายเดี๋ยวนี้ก็ได้ แต่ทำไมดิฉันกลัวเสือ"
คราวนี้ท่านหัวเราะในลำคอ คงจะขำคำถามของข้าพเจ้ากระมัง ท่านตอบว่า
"ก็เรายังกลัวตายอยู่น่ะสิ..ความกลัวตายมันอยู่ลึก กลับไปทำต่อมาก
ๆ นะ แล้วจะรู้เอง เราน่ะเป็นคนมีปัญญาดี ทำไปเรื่อย ๆ นะ อย่าทิ้ง"
ความชุ่มชื่นใจที่ได้จากการสนทนาธรรมในครั้งนั้น ทำให้ข้าพเจ้ามีกำลังใจปฏิบัติธรรมขึ้นอีกมาก |
จากนั้นข้าพเจ้าก็ร่อนเร่ไปปฏิบัติธรรมตามสำนักต่าง
ๆ ที่มีภูเขามีถ้ำ บางแห่งอยู่เป็นเดือนก็มี บางแห่งชักชวนให้ข้าพเจ้าบวชเสียที่สำนักนั้น
ๆ เลย การท่องเที่ยวปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้านี้ ทำให้ข้าพเจ้าได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีกว่า
แต่ละสำนักปฏิบัติ มีธรรมเนียมและวิธีการปฏิบัติที่แตกต่างกันไปตามคำสอนของเจ้าสำนัก
หากเจ้าสำนักประสบผลจากการปฏิบัติในแนวทางใดก็จะอบรมสั่งสอนสานุศิษย์ในแนวทางนั้น
ข้าพเจ้าในฐานะผู้ศึกษาก็พยายามฝึกปฏิบัติตามแนวคำสอนจากทุกสำนักด้วยความเคารพในฐานะของศิษย์ที่ดี
แม้ว่าบางเรื่องไม่ตรงกับจริตนิสัยของข้าพเจ้า ก็ยินดีน้อมรับมาปฏิบัติโดยดุษฎี
เพราะคิดว่าข้าพเจ้าเองก็เป็นครูมีลูกศิษย์มากมาย เด็กหลายพันคนที่จะเรียนรู้จากข้าพเจ้า
และเด็กเหล่านั้นก็มีจริตนิสัยต่างกัน ข้าพเจ้าจึงต้องฝึกทุกเรื่อง
รู้ทุกอย่าง เพื่อจะได้สั่งสอนอบรมศิษย์ได้ตรงกับจริตนิสัยของศิษย์แต่ละคน
เพื่อให้ศิษย์ของข้าพเจ้าได้เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและถ้าศิษย์มีปัญหา
ข้าพเจ้าเป็นครูควรจะช่วยศิษย์ได้ ในเรื่องการปฏิบัติเป็นส่วนตัวนั้น
ข้าพเจ้าก็มีสิทธิในการตัดสินใจเลือกปฏิบัติเฉพาะแนวทางที่ตรงกับจริตนิสัยของข้าพเจ้าเอง
|