ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 6
:: ภาคกฏแห่งกรรม :: เรื่อง คำสารภาพจากห้องกรรมฐาน
โดย นิตยา พึ่งทอง

ดิฉันได้มาปฏิบัติกรรมฐานที่วัดหลวงพ่อตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ จนถึงบัดนี้เป็นเวลาเกือบ ๘ ปี ตลอดเวลามา ดิฉันก็ทำเล่น ๆ ไม่ได้จริงจัง จนกระทั่งปีนี้ ดิฉันมีปัญหาธรรมถามหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ให้มาปฏิบัติที่วัด เพราะเรื่องที่ถามมีมาก ดิฉันก็มาตามหลวงพ่อบอก ไม่ได้คิดจะปฏิบัติจริงจังอะไร เมื่อดิฉันถามหลวงพ่อเรื่องจะทำกสิณ กายคตาสติ เพ่งอสุภกรรมฐาน หลวงพ่อก็บอกว่าไม่ต้อง กำหนดพอง-ยุบ และเจริญสติปัฏฐานสี่ สองอย่างก็พอแล้ว ก็จะระลึกชาติได้ รู้กฎแห่งกรรม แก้กรรมของตัวเองได้

ดิฉันฟังแล้วก็คัดค้านในใจว่า นั่งตั้งนาน ทำสองอย่างจะไปได้อะไร หลวงพ่อให้กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย ทำกรรมฐานมาก ดิฉันก็ปฏิบัติตรงข้ามกับที่หลวงพ่อสอนตลอดมา สองวันแรกดิฉันทำเล่น ๆ นั่งอู้ให้หมดชั่วโมง ไม่ได้กำหนดอะไร เมื่อยก็เอาขาลง ขี้เกียจเดินก็ยืนหลับตา คิดอะไรเล่นเพลิน ๆ คนอื่นเขาคงคิดว่าเดินจงกรมเก่งไม่นั่ง แต่พอตกกลางคืน หลวงพ่อมาเทศน์เรื่องคุยทำเล่น ๆ ไม่เห็นของจริง เรื่องเอาความเกลียดชังโกรธแค้นอาฆาตพยาบาทมาคิดอยู่ในห้องกรรมฐาน ไม่อโหสิกรรม เป็นบาปกรรมของคนอื่น ไปเอามาเป็นของตัวทำไม กรรมของใครเขาสร้างเขาก็รับของเขาไป ปฏิบัติตั้งนานไม่ได้อะไร จิ้ม ๆ จ้ำ ๆ เล่น ๆ หลวงพ่อก็จะอยู่อีกไม่นาน ทำไมไม่รีบปฏิบัติ เมื่อดิฉันกลับไปที่พัก ได้บอกเพื่อนร่วมห้องว่าวันนี้ถูกหลวงพ่อเทศน์เรื่องพูดมาก ต่อไปต้องพูดให้น้อยเท่าที่จำเป็น มีอะไรข้องใจขอให้ไปถามคุณชี หรือแม่ใหญ่ จะตั้งใจปฏิบัติ

วันที่ ๓ ดิฉันตั้งใจทำ เดินให้ช้าลง เพราะหลวงพ่อเทศน์ตอนกลางคืนแล้วว่าเดินเร็ว นั่งก็ทำตามที่หลวงพ่อบอก คือ กำหนดพอง-ยุบ จนมีเวทนามากทนไม่ได้ จึงไปกำหนดเวทนา ต้องใช้ความอดทนมาก ตั้งแต่นั่งมาไม่เคยนั่งถึง ๑ ชั่วโมง ต้องออกก่อนเสมอ ดิฉันพยายามแข็งใจต่อสู้กับกิเลส มันชวนให้พอเถอะ ทรมานตัวเองทำไม เจ็บปวดออกอย่างนี้ ดิฉันกัดฟันสู้นึกว่าคนอื่นทำไมเขาทำได้ เราต้องทำได้ ให้มันรู้ไปว่ามันตายเพราะความปวด ทนจนสุดถึงขีดสุด แยกเวทนาออกจากจิตได้ ก็หายปวด เบาสบาย สว่าง สงบ เพิ่งจะรู้ว่า อ๋อ ที่หลวงพ่อเขียนไว้ตรงทางเข้าสำนักวิปัสสนาว่า สงบ สว่าง ว่าง มันเป็นอย่างนี้เอง มิน่าพระธุดงค์กรรมฐาน ท่านถึงชอบเข้านิโรธสมาบัติ

เมื่อคุณชีให้แผ่เมตตาแล้วดิฉันลุกขึ้นอย่างกระปรี้กระเปร่า ไม่ปวดเมื่อยเลย ตอนสายก็พยายามข่มกิเลสอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ธรรมที่ได้เปลี่ยนไป เป็นการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแทน ทุกข์จนถึงที่สุดแล้วความทุกข์ก็ดับไป ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่ได้ตั้งอยู่ตลอดเวลา ถึงเวลาความทุกข์ก็ดับลง ในตอนบ่ายธรรมที่ได้ก็เปลี่ยนไปอีก ในตอนแรกปวดมาก วิตกว่าคงจะทำไม่ได้เหมือนเมื่อเช้า เพราะนั่ง ๒ ชั่วโมงแล้ว ขาไม่ยอมร่วมมือด้วย มันอุทธรณ์ตั้งแต่ยังไม่ได้นั่งว่าปวด แต่ก็พยายามนึกถึงคนที่เขาเป็นมะเร็ง เป็นโรคเอดส์ เขาคงจะปวดยิ่งกว่านี้หลายเท่า เราต้องทนให้ได้ ถ้าเราเป็นโรคนั้นเราจะทนได้ไม่ทุกข์มาก แข็งใจนั่ง จนทนไม่ไหว ปวดมากน้ำตาไหลซึมออกมา แต่ก็ยังแข็งใจทน จนถึงที่สุดความปวดหายไป เกิดปีติที่ตัวเองเอาชนะกิเลสได้ น้ำตาไหลพรากเต็มสองแก้ม ใครจะมาชนะเราได้ ถ้าเราเข้มแข็งเราต้องชนะใจตัวเราเอง ไม่มีอะไรที่มนุษย์ทำไม่ได้ถ้าพยายามทำ ดิฉันรู้สึกเป็นสุข ตัวเบา ไม่มีกาย ไม่มีจิต มีแต่ความว่าง ออกจากสมาธิแล้วจิตใจปลอดโปร่งแจ่มใสมาก ไม่ปวดเมื่อย ร่าเริงในธรรมที่ตัวเองไม่เคยพบเลยตลอดเวลาที่ผ่านมา

ในตอนเย็นพยายามเท่าไร ๆ ก็ทำไม่ได้เหมือนที่เคย นั่งเป็นทุกข์ว่า ทำไมไม่เป็นเหมือนเมื่อเช้า ตอนกลางคืนหลวงพ่อก็มาเทศน์เรื่อง อะไรก็เป็นอนิจจัง เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา จะให้เหมือนเดิมไม่ได้ ในวันหลัง ๆ ดิฉันก็เลยไม่ได้พยายามฝืนทน ไม่กำหนดนั่ง ๑ ชั่วโมงตามที่คุณชีบอก แต่บอกกับตัวเองว่าทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทนได้ ส่วนใหญ่ได้แค่ ๔๕ นาทีก็ทนไม่ไหว ในวันที่ ๔ มีปัญหา พอง-ยุบ ไม่ชัด พี่แดงเธอก็บอกว่าเดินให้ช้าลง ยุบพองจะได้ชัด พี่แดงเธอสอนให้กำหนดทุกอย่างที่ทำ เช่น รินหนอ เดือดหนอ คนหนอ แขวนหนอ ฯลฯ ต่อมาดิฉันเคยชิน กำหนดละเอียดมาก บางครั้งมากเกินไปจนกลายเป็นวิจารณ์ เธอก็จะบอกว่าไม่ต้องถึงขนาดนั้น เอาแค่กำหนดรู้ก็พอ ตกกลางคืนหลวงพ่อก็เทศน์ว่า คิดอะไรแล้วคิดใหม่ได้ ทำอะไรแล้วไม่ดีแก้ตัวใหม่ได้ ดิฉันก็เอาไปคิดเป็นการบ้าน วันรุ่งขึ้นความคิดก็เปลี่ยนไป เพราะตอนเย็นปรึกษาพี่แดงว่ากลัวถูกชนล้มจัง มีคนชอบมาเดินฉวัดเฉวียนใกล้ ๆ ตอนยืนน่ะไม่มีปัญหา แต่ตอนกำลังเดินแล้วถูกชนมีหวังล้มแน่ พี่แดงก็ให้ธรรมะว่า พอเห็นเขามาใกล้เธอก็กำหนดยืนเสีย อย่าเดิน ดิฉันจำไว้ แล้วจริง ๆ อย่างที่กลัว ถูกชนจริง ๆ ดิฉันเห็นแล้วเดินปิดตามาจนชิดต้องชนแน่ รีบกำหนดยืนทันที พอชนปุ๊บดิฉันกำหนดชนหนอทันที จิตก็นิ่งเดินต่อไปได้เหมือนไม่มีอะไรเลย ดิฉันก็เลยได้ความคิดว่าทำไมเราถึงไปวิจารณ์เขา ทำไมไม่ยกเขามาเป็นครู ว่าเราจะไม่ทำอย่างเขา เราจะไม่เดินเร็ว ๆ อย่างเขา ถ้าทำอย่างเขา คนอื่นเขาก็จะกลัวอย่างเรา และคนที่เขาเดินเป็นเขาจะหัวเราะเยาะเราว่าเดินจงกรม หรือเดินสวนสนาม

เอ๊ะ แล้วทำไมเราไม่แผ่เมตตาให้เขาล่ะ ให้เขาเดินช้า ๆ อย่างเรา ดูเราเป็นตัวอย่าง เขาจะได้ไม่มีวิบาก เราก็จะได้กุศล ดิฉันก็รีบแผ่เมตตาให้เขา แล้วส่งกระแสจิตบอกว่าให้เดินให้ช้า ๆ จะได้ประโยชน์ เดินเร็ว ๆ เหนื่อยแล้วก็เมื่อย ได้ผลเขาเดินช้าลง วันต่อ ๆ ไป ก็ช้าลง วันแรก ๆ ที่เขามา เขาคุยกันดังมาก ตอนแรกรู้สึกฉุน แต่พอมีสติก็บอกตัวเองว่าดีซิ เขามาเป็นครูอีกแล้ว กำหนดเข้าซิ ก็กำหนดเสียงหนอ ๆๆ เสียงก็เงียบไป วันหลัง ๆ เขาก็เงียบลง ไม่คุยกันอีก แยกกันปฏิบัติ ก็บอกตัวเองว่าครูไม่มาสอนแล้ว พอบ่าย ๆ ก็มีแม่ลูก ๓ คนมา ลูกคนเล็กดิ้นพราดอยู่กลางพรม ใคร ๆ ก็ไปดูไปช่วยกัน ดิฉันก็ยืนกำหนดเดินไปเรื่อย ๆ บอกตัวเองว่าเรากำลังทำงานของเรา ไม่ควรแส่ส่ายเรื่องคนอื่น เดี๋ยวสมาธิแตกนั่งไม่ได้

ตอนกลางคืนหลวงพ่อมาเทศน์เรื่องนางพันธุรัต แม่ของสังข์ทอง แม้จะเป็นแม่เลี้ยงก็รักลูก อกแตกตายเพราะลูก หมาก็ยังรักลูก คนไม่รักลูกมีหรือ ก่อนกลับหลวงพ่อก็ดุแม่ของเด็กคนที่ชอบดุลูก ดิฉันก็สงสัยว่าทำไมเขาชอบดุ จนดิฉันมีโอกาสเดินจงกรมสวนทาง หยุดยืนพิจารณาโหงวเฮ้ง ก็ได้รู้ว่าที่แม่เขาดุเพราะเขาดื้อ หู ๒ ข้างทั้งใหญ่ทั้งกาง ไม่ใช่ดื้ออย่างเดียว ปากบางและยังมีไฝที่ปากอีก อย่างนี้เถียงคำไม่ตกฟากเลย ตาก็เล็กขวาง มองไม่ได้หลบสายตาเลย อย่างนี้แม่คนไหนก็ต้องดุแน่ ๆ ดิฉันก็เลยเพ่งกระแสจิตใส่ตาเขาว่าลูกเอ๋ย หนูจะต้องทองคาถา ๓ บทนี้นะ ไม่ดื้อ ไม่เถียง ไม่รั้น แล้วแม่เขาจะไม่ดุหนู หนูจะหายจากโรคนี้ หลวงพ่อท่านช่วยหนูแล้ว ดิฉันก็ส่งกระแสจิตให้แม่เขาว่าต้องเอาคาถาของหลวงพ่อไปท่องเมื่อลูกดื้อ เถียงรั้น ให้ท่องคาถา เมตตา คุณณัง อะระหัง เมตตา หลาย ๆ จบจะได้ไม่ต้องดุลูก แต่ดิฉันไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับเขา วันสุดท้ายที่ดิฉันกลับ เห็นเขามีความสุขกับการถวายสังฆทาน ดิฉันก็อนุโมทนาส่วนบุญส่วนกุศลที่เขาทำด้วยความดีใจ เคราะห์กรรมเขาคงจะบรรเทาเบาบางลง

ตอนเช้าหลังจากคืนที่หลวงพ่อเทศน์เรื่องนางพันธุรัต แม่ลูกคู่นี้ก็มาเดินจงกรมกลางพรมเหมือนวันที่มา แต่ลูกไม่ยอมเดิน เมื่อเขาเดินมาใกล้ ๆ ดิฉันก็ส่งจิตออกนอก วิจารณ์อีกว่า แม่ลูกคู่นี้ช่างมีเวรมีกรรมจริงหนอ ลูกไม่เดิน แม่ก็อุตส่าห์อุ้มเดิน เดินคนเดียวก็แย่แล้วยังจะเอาลูกมาอุ้มอีก แล้วลูกก็ไม่ใช่ตัวเล็ก ๆ แม่เดินไปลูกก็ดิ้นสะบัดขาไป ขาไม่ถึงพื้น ดิฉันเดินไปวิจารณ์ไปจนสติมาก็กำหนด เห็นหนอ รู้หนอ

ทันใดนั้นภาพที่ดิฉันเห็นไม่ใช่ภาพผู้หญิงคนนั้นอุ้มลูกของเขา แต่กลับเป็นภาพแม่ของตัวเองอุ้มท้องแก่สัก ๘-๙ เดือน สำนึกลึก ๆ ที่ดิฉันไม่เคยนึกถึงแม่ในมุมนี้ก็ผุดขึ้นมาในสำนึก ทั้ง ๆที่หลวงพ่อก็เทศน์ให้ฟัง แต่ดิฉันก็รู้สึกเฉย ๆ เมื่อเดือนเมษายน ปี ๒๕๓๓ ดิฉันมาปฏิบัติธรรมกับคุณแม่สิริ พันเองทองคำ ศรีโยธิน ท่านเล่าถึงพระคุณแม่ ดิฉันก็ซาบซึ้งพระคุณคุณแม่ท่าน ไม่เคยซาบซึ้งพระคุณแม่ตัวเอง แต่ภาพที่ดิฉันไม่เคยนึกคือภาพความทุกข์ของแม่ที่ต้องอุ้มท้องมา ต้องคลอดเจ็บปวดขนาดไหน ดิฉันไม่เคยนึกถึง เมื่อนึกถึง ต้องกำหนดยืน ปิดตาร้องไห้ น้ำตาไหลเปียก ๒ แก้ม ไหลลงไปตามคอลงไปในเสื้อ ขี้มูกก็กำลังจะไหล ดิฉันได้สติ ก็กำหนดเสียใจหนอ ร้องไห้หนอ ไม่ร้องแล้วหนอ น้ำตาก็หยุด จึงลืมตา แล้วดิฉันก็บอกตัวเองว่า อ๋อ เขามาเป็นครูให้เรา สิงนี้คือสิ่งที่ปิดกั้นการทำกรรมฐานของดิฉัน ตลอดเวลา ๘ ปีที่ผ่านมาตราบใดที่ดิฉันยังไม่สามารถสำนึกในบุญคุณของบิดามารดา การทำกรรมฐานของดิฉันก้าวหน้าไม่ได้ ต่อไปนี้การทำกรรมฐานของดิฉันคงคล่องตัวขึ้น

ตั้งแต่ดิฉันกลับมาจากวัดอัมพวัน ตั้งแต่ ๑๓ เมษายน ดิฉันยังร้องไห้ไม่จบไม่สิ้น เมื่อนึกถึงบาปที่ได้ทำกับพ่อแม่ และกับสัตว์ที่ดิฉันทรมานเขาด้วยความไม่รู้ถึงผลกรรมที่จะตามทันเพราะเป็นเด็ก ๒๐ กว่าปีแล้วที่ดิฉันต้องชดใช้กรรม สำนึกเรื่องกรรมของดิฉัน เพิ่งจะชัดเจนในคราวที่มาปฏิบัติครั้งนี้ บางคืนดึก ๆ ก็ตื่นขึ้นมาร้องไห้ นึกถึงบาปกรรมของตัวเองที่มีความสุขบนกองทุกข์ของคนอื่น ชีวิตแล้วชีวิตเล่าที่ตายไปเพราะความอาฆาตของดิฉัน ชีวิตมากมายที่ต้องรับกรรมจากความสนุกของดิฉัน โดยไม่ได้สำนึกบาป ดิฉันเพิ่งรู้ว่ากรรมมี ไม่ต้องคอยชาติหน้า คนที่ปฏิบัติกรรมฐานก็จะได้รับกรรมไวทันตาเห็น เพิ่งจะรู้ว่าที่ดิฉันเป็นโรคริดสีดวง แล้วได้แถมโรคความดันต่ำ โรคโลหิตจางอีกโรคนั้นเป็นเพราะกรรมทำไว้ตอนเด็ก ๆ และที่ไม่มีโอกาสซื้อบ้านเป็นของตัวเอง กระทั่งมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านก็ยังมีปัญหาขัดมาเป็นสิบ ๆ ปี ไม่มีทางสำเร็จ ต้องอยู่ห้องแคบ ๆ เล็ก ๆ บ้านพ่อแม่ก็มี ก็ไม่ยอมกลับไปอยู่ ทั้ง ๆ ที่สบายทุกอย่าง นี่เป็นวิบากกรรมที่ดิฉันทำด้วยความสนุก ตอนเล็ก ๆ ดิฉันต้องทุกข์ทรมานกับโรคริดสีดวง โรคคันในร่มผ้า ต้องไปหาหมอตรวจภายในปีละหลาย ๆ ครั้ง ได้รับความทุกข์อย่างแสนสาหัส ผลไม้ที่รับประทานแล้วถ่ายท้อง เช่น มะละกอ กล้วยน้ำว้า ก็รับประทานไม่ได้ แต่ถ้าเป็นกล้วยปิ้งที่ทำให้ท้องผูกรับประทานได้ เพิ่งรู้ว่ามันเป็นวิบากกรรม

วันที่ ๔ ของการปฏิบัติกรรมฐาน เจ้ากรรมนายเวรเขาก็มาทวง เมื่อกลับมาถึงที่พัก อาเจียนเป็นนมบูด รีบไปที่ห้องพี่แดง ขอน้ำร้อนดื่ม พี่แดงบอกว่าครูมาสอนเธอแล้ว กำหนดรู้เสีย แล้วชงยาหอมให้ครึ่งแก้ว ดิฉันดื่มไปกำหนดไป รู้สึกสบายตัวขึ้น กลับไปที่พัก เตรียมอาบน้ำ ปวดท้องอุจจาระ แต่ไม่ออก กระอักกระอ่วนมาก นึกถึงที่หลวงพ่อเทศน์ ถ่ายอุจจาระก็ให้กำหนด ก็กำหนดเป็นขั้น ๆ จนสุด เจ็บก้นมาก ก้มดูเลือดสด ๆ สีแดง ๆ ไหล กำหนด เห็นหนอ รู้หนอ

แล้วภาพที่ลืมไปนานเกือบ ๓๐ ปีก็มาปรากฏ ภาพที่ไปเล่นที่โรงเรียนข้างบ้านสมัยเด็ก ๆ เขาสร้างตึกแล้วไม่ราดปูน ถมดินทรายไว้ ที่ดินทรายมีหลุมเล็ก ๆ เหมือนเวลาฝนตกแล้วเป็นหลุม ความเป็นเด็กซนและชอบสงสัยก็เอามือเขี่ยดูว่าทำไมเป็นหลุม ๆ เจอตัวกลม ๆ นิ่ม ๆ ก็ไม่รู้สึกขยะแขยง เอานิ้วไชเล่น มันก็หนีหัวซุกหัวซุน ก็ไม่หมดความพยายาม ไม่หาไม้เสียบไอติมมาเขี่ย หาขวดแม่โขงแบนมาด้วย เขี่ยได้ก็ใส่ขวด ได้ครั้งละครึ่งขวดก็คงเป็นร้อย ๆ ตัว เล่นเบื่อก็เทออกไว้ที่เดิมบาง เทที่อื่นบ้าง และก็ไม่ใช่เล่นครั้งเดียว ไปเล่นบ่อย คนเดียว เมื่อสำนึกนี้ปรากฏ ดิฉันรีบบอกว่าขออโหสิจะแผ่เมตตาไปให้

วันรุ่งขึ้นเวลาเดินจงกรมจะคันก้น อยากถ่ายอุจจาระ ต้องรีบบอกว่ารู้แล้ว เดี๋ยวจะแผ่เมตตาให้ วันสุดท้ายนั่งกรรมฐานก่อนจะถึงกำหนดเวลา ดิฉันเห็นส้วม เล่าให้พี่แดงฟัง เธอก็บอกว่าพี่ไม่รู้ ดิฉันกลับมาคิด ๒ วัน ก็คิดออกว่ากรรมของดิฉันคือ ไปทำให้คนอื่นเขาเป็นทุกข์ เอาไม้ไปทิ่มก้นเขา เพราะเขามุดหัวลงดิน เอาไม่ไปเขี่ยก็ต้องโดนก้น เราจึงได้เป็นโรคริดสีดวง คันในร่มผ้า

 

หน้าต่อไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่