ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 9
:: ภาคชีวประวัติ :: เรื่อง พระโอวาท
โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก
ประทาน พระราชสุทธิญาณมงคล

ขออนุโมทนาสาธุการ ท่านเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคล พร้อมทั้งท่านศรัทธาสาธุชน ศิษยานุศิษย์วัดอัมพวันทั้งหลาย
ในโอกาสที่ท่านเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคลพร้อมทั้งคณะศิษย์วัดอัมพวัน ได้รวบรวมบริจาคกัปปิยภัณฑ์ จำนวน ๒๕๐,๐๐๐ บาท (สองแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) เพื่อสร้างวัดในสหรัฐอเมริกา ปรารภว่า ๓ ตุลาคม ๒๕๓๗

ท่านเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคลได้มีเกียรติคุณเกียรติศักดิ์ขจรเฟื่องฟุ้งว่า ท่านเป็นองค์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและได้อบรมสาธุชน พุทธบริษัททั้งหลาย ทั้งฝ่ายบรรพชิตทั้งฝ่ายคฤหัสถ์ให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามหลักปฏิบัติวิปัสสนาธุระ สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน หรือกล่าวรวมว่า ปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อวิมุตติ คือความหลุดพ้นตามพระพุทธโอวาทมาเป็นเวลาช้านาน

ทั้งยังได้ชักนำให้ปฏิบัติในการบุญการกุศลและบริจาคทั้งหลาย เช่นที่ชักนำให้มีการบริจาคอันสำเร็จด้วยทาน อันเป็นทานมัย บุญกิริยาในครั้งนี้ตามที่กล่าวแล้ว

เพราะฉะนั้นท่านเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคล จึงเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าได้บำเพ็ญประโยชน์อย่างยิ่ง ทั้งที่เป็นอัตตัตถะประโยชน์ ประโยชน์ส่วนตน ทั้งที่เป็นปรัตถะประโยชน์ ประโยชน์ส่วนผู้อื่น ได้อย่างดีมาตลอดเวลาช้านาน
อันบุญกิริยาวัตถุในพระพุทธศาสนานั้น เมื่อกล่าวโดยย่อก็ดังที่เราทั้งหลายได้ทราบอยู่แล้ว เป็นการกระทำบุญอันสำเร็จด้วยทานบ้าง อันสำเร็จด้วยศีลบ้าง อันสำเร็จด้วยภาวนา คือสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนาบ้าง เพื่อพ้นคือวิมุตติ ความหลุดพ้น ตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

เพราะฉะนั้นท่านผู้ปฏิบัติประกอบบุญกิริยา ตามพระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนไว้นี้ และชักนำให้ผู้อื่นปฏิบัติ ชื่อว่าได้กระทำบุญอันเป็นชื่อของความสุข ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนเอาไว้

“ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าได้กลัวต่อบุญเลย บุญเป็นชื่อของความสุข”

จึงตรัสสอนให้ศึกษา คือเรียนให้รู้แล้วปฏิบัติทำบุญอันเป็นเหตุให้เกิดความสุขนี้ ด้วยวิธีต่าง ๆ เป็นอันมาก ดังที่เราทั้งหลายได้ปฏิบัติกันอยู่ ด้วยการที่บริจาคทานบ้าง สมาทานรักษาศีลบ้าง บำเพ็ญภาวนา สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานบ้าง เพื่อผลคือวิมุตติ ความหลุดพ้น ดังที่กล่าวมาแล้ว จึงขออนุโมทนาสาธุการ

โดยปริยายคือทางอันหนึ่ง พระพุทธเจ้าเองได้ตรัสสอนให้ปฏิบัติในอานาปานสติ คือสติกำหนดลมหายใจเข้าออกของตน ตลอดทั้งของผู้อื่น และโดยเฉพาะของตน เพราะว่าลมหายใจเข้าออกนั้นทุกคนมีอยู่แล้วในตนเอง

การกำหนดลมหายใจเข้าออกของตน จึงเป็นของกระทำได้ไม่ยาก เป็นของกระทำได้ง่าย แม้ในพระสูตรใหญ่ คือ มหาสติปัฏฐานสูตร ก็ตรัสยกอานาปานสติ สติกำหนดลมหายใจเข้าออก ทรงแสดงสอนไว้เป็นข้อแรก

และยังได้ตรัสไว้ในที่อื่นถึงอานาปานสติโดยวิธีปฏิบัติอันเป็นไปได้ ทั้งส่วนที่เป็นกายานุปัสสนา สติพิจารณากาย เวทนานุปัสสนา กำหนดพิจารณาเวทนา จิตตานุปัสสนา กำหนดพิจารณาจิต และธรรมานุปัสสนา กำหนดพิจารณาธรรม ซึ่งเราทั้งหลายคงจะได้ศึกษาและปฏิบัติกันมาบ้างตามสมควรแล้ว

การปฏิบัติสติปัฏฐานนี้ย่อมมีผลานิสงส์ ดังที่ตรัสสอนเอาไว้เป็นอันมาก ก็เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไปเพื่อก้าวล่วงโสกะ ปริเทวะทั้งหลาย เป็นไปเพื่อดับทุกข์โทมนัส เป็นไปเพื่อทำให้แจ้งญาณธรรม คือธรรมะที่พึงบรรลุโดยลำดับเพื่อนิพพาน

เพราะฉะนั้นอานาปานสติ จึงเป็นหมวดธรรมที่ตรัสสอนไว้เป็นบทแรกในพระสูตรใหญ่ดังกล่าว เพราะทุกคนสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ยาก เพียงแต่ตั้งสติกำหนดลมหายใจของตนเองเท่านั้น และปฏิบัติตามที่ทรงสั่งสอน ก็จะปฏิบัติไปได้ทั้งในส่วนสติปัฏฐาน ๔ เนื่องไปถึงโพชฌงค์ ๗ เป็นต้น ได้โดยตลอดเพราะฉะนั้นลมหายใจเข้าออก จึงเป็นพาหะหรือพาหนะเครื่องนำอันสำคัญ อันจะนำไปสู่ความสิ้นทุกข์ได้ ตามที่ทรงสั่งสอนไว้โดยแท้จริง

แม้ตามพระพุทธประวัติก็แสดงว่าพระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จออกทรงผนวช แสวงหาโมกขธรรม ธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นนั้น ได้ทรงขวนขวายปฏิบัติไปตามวิธีที่ฤษี โยคี ทั้งหลายปฏิบัติกันอยู่ในครั้งนั้นเป็นอันมากตลอดจนถึงทรงบำเพ็ญทุกขกิริยา ทรมานกายให้ลำบากอันเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในครั้งนั้น ได้ทรงกระทำเป็นอย่างยิ่งแล้ว ก็ไม่ได้รับความตรัสรู้เป็นโมกขธรรมอย่างที่ทรงปรารถนาจึงได้ทรงเลิก และทรงระลึกถึงสมาธิที่ทรงได้เมื่อเป็นพระราชกุมารเล็ก ๆ เสด็จตามพระราชบิดาไปในพิธีแรกนาขวัญ
ขณะที่พระราชบิดาทรงประกอบพิธีแรกนาขวัญนั้น พระองค์ทรงกำหนดลมหายใจเข้าออกของพระองค์เอง ทรงได้สมาธิในครั้งนั้น ที่ท่านแสดงว่าถึงปฐมญาน แต่แล้วสมาธินั้นก็เสื่อมไป

ทรงระลึกได้ถึงสมาธิจิตที่ทรงได้ครั้งเป็นพระราชกุมารนั้น โดยอาศัยลมหายใจเข้าออก ซึ่งทรงเห็นว่ากำหนดลมหายใจเข้าออกนั้น จะเป็นทางนำไปสู่โมกขธรรม ธรรมที่เป็นเครื่องหลุดพ้นได้ ตามที่ทรงปรารถนาจึงได้จัดแสดงอบรมในอานาปานสติ ก็ทรงบรรลุผลของธรรมปฏิบัติที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไปโดยลำดับ จนถึงทรงได้สมาธิอย่างสูง และทรงได้พระญาณไปโดยลำดับจนถึงอาสวักขยญาณ ญาณที่เป็นเหตุสิ้นอาสวะเพราะฉะนั้นจึงเท่ากับว่า เมื่อทรงแสวงหาพระอาจารย์ภายนอก หรือวิธีปฏิบัติภายนอกที่อาจารย์ต่าง ๆ สอนไว้มาปฏิบัติหลายอย่างหลายประการ ทุกอย่างทุกประการแล้ว ก็ไม่ทำให้ทรงบรรลุโมกขธรรมจึงทรงใช้วิธีที่พระองค์ทรงพบ ทรงได้ เป็นการอาศัยพระองค์เอง เป็นพระอาจารย์ของพระองค์เองนั่นเอง และทรงนำเอาอานาปานสตินี้มาทรงปฏิบัติ ก็ทรงได้สมาธิอย่างสูงและทรงน้อมจิตสมาธินี้ไปเพื่อปัญญา เพื่อความตรัสรู้ จึงทรงได้พระญาณปัญญา ตรัสรู้ไปโดยลำดับดังกล่าว จนถึงได้อาสวักขยญาณ ญาณเพื่อสิ้นอาสวะกิเลสทั้งสิ้นดับไป ชาติสิ้นแล้ว ภพใหม่ไม่มีแล้ว จึงทรงพอพระทัยว่า ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว เป็นพุทโธ หรืออภิสัมพุทโธ หรือสัมมาสัมพุทโธ ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบแล้ว ดังนี้
จึงได้ทรงแสดงพระธรรมคำสั่งสอน ทรงบัญญัติ ทรงแสดงพระวินัย พระองค์ทรงแสดงพระธรรม ทรงบัญญัติพระวินัย ตั้งพระพุทธศาสนาคือพระธรรมวินัยขึ้นในโลก ซึ่งยังสถิตอยู่จนถึง ณ บัดนี้

พร้อมทั้งพุทธบริษัทที่ปรากฏ ณ บัดนี้คือ ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลาย รวมเป็นพุทธศาสนิกชนทั้งหลายนั่นเองเพราะฉะนั้น เราทั้งหลายจึงชื่อว่าเป็นผู้ที่มีลาภ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แม้จะไม่ทันสมัยพระพุทธกาล เมื่อพบพระพุทธศาสนาแล้ว ก็สามารถปฏิบัติให้เห็นองค์พระพุทธเจ้าได้ โดยที่ปฏิบัติให้เป็นผู้ที่เห็นธรรมนั่นเอง
ดังที่ตรัสไว้ว่า

ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา
ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม

ในการเห็นธรรมนั้น เริ่มด้วยธรรมจักษุ คือ ดวงตาเห็นธรรม ดังที่พระโกณฑัญญะได้ฟังปฐมเทศนาจบลงแล้วก็ได้ดวงตาเห็นธรรม อันเรียกว่าธรรมจักษุและดวงตาเห็นธรรมที่พระโกณฑัญญะได้เห็นนั้น ท่านแสดงไว้ในท้ายพระสูตรนั้นว่า

ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สัพพันตัง นิโรธธัมมัง สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา

คือเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งปวงอันเรียกว่า สังขาร คือส่วนประสมปรุงแต่ง ทั้งที่เป็น อุปาทินนกสังขาร สังขารที่มีใจครอง ทั้งที่เป็น อนุปาทินนกสังขาร สังขารที่ไม่มีใจครอง ต้องมีความเกิดดับเป็นธรรมดา ทั้งหมด เกิดขึ้นแล้วต้องดับไป ดังนี้
เป็นธรรมจักขุ ดวงตาเห็นธรรมที่พระโกณฑัญญะท่านได้ในเมื่อฟังปฐมเทศนาจบ พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสเปล่งพระพุทธอุทานขึ้นว่า

อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ โกณฑัญญะได้เห็นแล้วหนอ
อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ โกณฑัญญะได้เห็นแล้วหนอ

เพราะฉะนั้นชื่อพระโกณฑัญญะจึงได้เติมเข้าว่า “อัญญาโกณฑัญญะ” ก็เรียกท่านว่า ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ต่อมาตลอดจนบัดนี้เพราะฉะนั้นธรรมจักขุ ดวงตาเห็นธรรมนี้จึงเป็นผลของการที่ได้ตั้งใจฟังธรรม ตั้งใจปฏิบัติธรรม เริ่มมาเป็นเบื้องต้นโดยลำดับ อันจะได้ผลจนได้ธรรมจักขุ คือดวงตาเห็นธรรม เห็นได้โดยลำดับ ตั้งแต่ขึ้นสามัญจนถึงขั้นสูง ตามที่ปรากฏในพุทธประวัติ ดังที่เล่ามานี้ เป็นต้น

 

หน้าต่อไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่