ขออนุโมทนาสาธุการ ท่านเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคล พร้อมทั้งท่านศรัทธาสาธุชน ศิษยานุศิษย์วัดอัมพวันทั้งหลาย ในโอกาสที่ท่านเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคลพร้อมทั้งคณะศิษย์วัดอัมพวัน ได้รวบรวมบริจาคกัปปิยภัณฑ์ จำนวน ๒๕๐,๐๐๐ บาท (สองแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) เพื่อสร้างวัดในสหรัฐอเมริกา ปรารภว่า ๓ ตุลาคม ๒๕๓๗ |
 |
ท่านเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคลได้มีเกียรติคุณเกียรติศักดิ์ขจรเฟื่องฟุ้งว่า
ท่านเป็นองค์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและได้อบรมสาธุชน พุทธบริษัททั้งหลาย
ทั้งฝ่ายบรรพชิตทั้งฝ่ายคฤหัสถ์ให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามหลักปฏิบัติวิปัสสนาธุระ
สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน หรือกล่าวรวมว่า ปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา
คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อวิมุตติ คือความหลุดพ้นตามพระพุทธโอวาทมาเป็นเวลาช้านาน
ทั้งยังได้ชักนำให้ปฏิบัติในการบุญการกุศลและบริจาคทั้งหลาย
เช่นที่ชักนำให้มีการบริจาคอันสำเร็จด้วยทาน อันเป็นทานมัย บุญกิริยาในครั้งนี้ตามที่กล่าวแล้ว
|
เพราะฉะนั้นท่านเจ้าคุณพระราชสุทธิญาณมงคล จึงเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าได้บำเพ็ญประโยชน์อย่างยิ่ง
ทั้งที่เป็นอัตตัตถะประโยชน์ ประโยชน์ส่วนตน ทั้งที่เป็นปรัตถะประโยชน์
ประโยชน์ส่วนผู้อื่น ได้อย่างดีมาตลอดเวลาช้านาน
อันบุญกิริยาวัตถุในพระพุทธศาสนานั้น เมื่อกล่าวโดยย่อก็ดังที่เราทั้งหลายได้ทราบอยู่แล้ว
เป็นการกระทำบุญอันสำเร็จด้วยทานบ้าง อันสำเร็จด้วยศีลบ้าง อันสำเร็จด้วยภาวนา
คือสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนาบ้าง เพื่อพ้นคือวิมุตติ ความหลุดพ้น
ตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้นท่านผู้ปฏิบัติประกอบบุญกิริยา ตามพระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนไว้นี้
และชักนำให้ผู้อื่นปฏิบัติ ชื่อว่าได้กระทำบุญอันเป็นชื่อของความสุข
ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนเอาไว้
ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าได้กลัวต่อบุญเลย
บุญเป็นชื่อของความสุข
จึงตรัสสอนให้ศึกษา คือเรียนให้รู้แล้วปฏิบัติทำบุญอันเป็นเหตุให้เกิดความสุขนี้
ด้วยวิธีต่าง ๆ เป็นอันมาก ดังที่เราทั้งหลายได้ปฏิบัติกันอยู่ ด้วยการที่บริจาคทานบ้าง
สมาทานรักษาศีลบ้าง บำเพ็ญภาวนา สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานบ้าง เพื่อผลคือวิมุตติ
ความหลุดพ้น ดังที่กล่าวมาแล้ว จึงขออนุโมทนาสาธุการ
โดยปริยายคือทางอันหนึ่ง พระพุทธเจ้าเองได้ตรัสสอนให้ปฏิบัติในอานาปานสติ
คือสติกำหนดลมหายใจเข้าออกของตน ตลอดทั้งของผู้อื่น และโดยเฉพาะของตน
เพราะว่าลมหายใจเข้าออกนั้นทุกคนมีอยู่แล้วในตนเอง
การกำหนดลมหายใจเข้าออกของตน จึงเป็นของกระทำได้ไม่ยาก
เป็นของกระทำได้ง่าย แม้ในพระสูตรใหญ่ คือ มหาสติปัฏฐานสูตร ก็ตรัสยกอานาปานสติ
สติกำหนดลมหายใจเข้าออก ทรงแสดงสอนไว้เป็นข้อแรก
และยังได้ตรัสไว้ในที่อื่นถึงอานาปานสติโดยวิธีปฏิบัติอันเป็นไปได้
ทั้งส่วนที่เป็นกายานุปัสสนา สติพิจารณากาย เวทนานุปัสสนา กำหนดพิจารณาเวทนา
จิตตานุปัสสนา กำหนดพิจารณาจิต และธรรมานุปัสสนา กำหนดพิจารณาธรรม
ซึ่งเราทั้งหลายคงจะได้ศึกษาและปฏิบัติกันมาบ้างตามสมควรแล้ว
การปฏิบัติสติปัฏฐานนี้ย่อมมีผลานิสงส์ ดังที่ตรัสสอนเอาไว้เป็นอันมาก
ก็เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไปเพื่อก้าวล่วงโสกะ
ปริเทวะทั้งหลาย เป็นไปเพื่อดับทุกข์โทมนัส เป็นไปเพื่อทำให้แจ้งญาณธรรม
คือธรรมะที่พึงบรรลุโดยลำดับเพื่อนิพพาน
เพราะฉะนั้นอานาปานสติ จึงเป็นหมวดธรรมที่ตรัสสอนไว้เป็นบทแรกในพระสูตรใหญ่ดังกล่าว เพราะทุกคนสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ยาก เพียงแต่ตั้งสติกำหนดลมหายใจของตนเองเท่านั้น และปฏิบัติตามที่ทรงสั่งสอน ก็จะปฏิบัติไปได้ทั้งในส่วนสติปัฏฐาน ๔ เนื่องไปถึงโพชฌงค์ ๗ เป็นต้น ได้โดยตลอดเพราะฉะนั้นลมหายใจเข้าออก จึงเป็นพาหะหรือพาหนะเครื่องนำอันสำคัญ อันจะนำไปสู่ความสิ้นทุกข์ได้ ตามที่ทรงสั่งสอนไว้โดยแท้จริง |
|
แม้ตามพระพุทธประวัติก็แสดงว่าพระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จออกทรงผนวช
แสวงหาโมกขธรรม ธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นนั้น ได้ทรงขวนขวายปฏิบัติไปตามวิธีที่ฤษี
โยคี ทั้งหลายปฏิบัติกันอยู่ในครั้งนั้นเป็นอันมากตลอดจนถึงทรงบำเพ็ญทุกขกิริยา
ทรมานกายให้ลำบากอันเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในครั้งนั้น ได้ทรงกระทำเป็นอย่างยิ่งแล้ว
ก็ไม่ได้รับความตรัสรู้เป็นโมกขธรรมอย่างที่ทรงปรารถนาจึงได้ทรงเลิก
และทรงระลึกถึงสมาธิที่ทรงได้เมื่อเป็นพระราชกุมารเล็ก ๆ เสด็จตามพระราชบิดาไปในพิธีแรกนาขวัญ
ขณะที่พระราชบิดาทรงประกอบพิธีแรกนาขวัญนั้น พระองค์ทรงกำหนดลมหายใจเข้าออกของพระองค์เอง
ทรงได้สมาธิในครั้งนั้น ที่ท่านแสดงว่าถึงปฐมญาน แต่แล้วสมาธินั้นก็เสื่อมไป
|
 |
ทรงระลึกได้ถึงสมาธิจิตที่ทรงได้ครั้งเป็นพระราชกุมารนั้น โดยอาศัยลมหายใจเข้าออก
ซึ่งทรงเห็นว่ากำหนดลมหายใจเข้าออกนั้น จะเป็นทางนำไปสู่โมกขธรรม ธรรมที่เป็นเครื่องหลุดพ้นได้
ตามที่ทรงปรารถนาจึงได้จัดแสดงอบรมในอานาปานสติ ก็ทรงบรรลุผลของธรรมปฏิบัติที่ยิ่ง
ๆ ขึ้นไปโดยลำดับ จนถึงทรงได้สมาธิอย่างสูง และทรงได้พระญาณไปโดยลำดับจนถึงอาสวักขยญาณ
ญาณที่เป็นเหตุสิ้นอาสวะเพราะฉะนั้นจึงเท่ากับว่า เมื่อทรงแสวงหาพระอาจารย์ภายนอก
หรือวิธีปฏิบัติภายนอกที่อาจารย์ต่าง ๆ สอนไว้มาปฏิบัติหลายอย่างหลายประการ
ทุกอย่างทุกประการแล้ว ก็ไม่ทำให้ทรงบรรลุโมกขธรรมจึงทรงใช้วิธีที่พระองค์ทรงพบ
ทรงได้ เป็นการอาศัยพระองค์เอง เป็นพระอาจารย์ของพระองค์เองนั่นเอง
และทรงนำเอาอานาปานสตินี้มาทรงปฏิบัติ ก็ทรงได้สมาธิอย่างสูงและทรงน้อมจิตสมาธินี้ไปเพื่อปัญญา
เพื่อความตรัสรู้ จึงทรงได้พระญาณปัญญา ตรัสรู้ไปโดยลำดับดังกล่าว
จนถึงได้อาสวักขยญาณ ญาณเพื่อสิ้นอาสวะกิเลสทั้งสิ้นดับไป ชาติสิ้นแล้ว
ภพใหม่ไม่มีแล้ว จึงทรงพอพระทัยว่า ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว
เป็นพุทโธ หรืออภิสัมพุทโธ หรือสัมมาสัมพุทโธ ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบแล้ว
ดังนี้
จึงได้ทรงแสดงพระธรรมคำสั่งสอน ทรงบัญญัติ ทรงแสดงพระวินัย พระองค์ทรงแสดงพระธรรม
ทรงบัญญัติพระวินัย ตั้งพระพุทธศาสนาคือพระธรรมวินัยขึ้นในโลก ซึ่งยังสถิตอยู่จนถึง
ณ บัดนี้
พร้อมทั้งพุทธบริษัทที่ปรากฏ ณ บัดนี้คือ ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา
ทั้งหลาย รวมเป็นพุทธศาสนิกชนทั้งหลายนั่นเองเพราะฉะนั้น เราทั้งหลายจึงชื่อว่าเป็นผู้ที่มีลาภ
เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แม้จะไม่ทันสมัยพระพุทธกาล เมื่อพบพระพุทธศาสนาแล้ว
ก็สามารถปฏิบัติให้เห็นองค์พระพุทธเจ้าได้ โดยที่ปฏิบัติให้เป็นผู้ที่เห็นธรรมนั่นเอง
ดังที่ตรัสไว้ว่า
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา
ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม
ในการเห็นธรรมนั้น เริ่มด้วยธรรมจักษุ คือ ดวงตาเห็นธรรม ดังที่พระโกณฑัญญะได้ฟังปฐมเทศนาจบลงแล้วก็ได้ดวงตาเห็นธรรม
อันเรียกว่าธรรมจักษุและดวงตาเห็นธรรมที่พระโกณฑัญญะได้เห็นนั้น ท่านแสดงไว้ในท้ายพระสูตรนั้นว่า
ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สัพพันตัง นิโรธธัมมัง สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา
คือเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งปวงอันเรียกว่า สังขาร คือส่วนประสมปรุงแต่ง
ทั้งที่เป็น อุปาทินนกสังขาร สังขารที่มีใจครอง ทั้งที่เป็น อนุปาทินนกสังขาร
สังขารที่ไม่มีใจครอง ต้องมีความเกิดดับเป็นธรรมดา ทั้งหมด เกิดขึ้นแล้วต้องดับไป ดังนี้
เป็นธรรมจักขุ ดวงตาเห็นธรรมที่พระโกณฑัญญะท่านได้ในเมื่อฟังปฐมเทศนาจบ
พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสเปล่งพระพุทธอุทานขึ้นว่า
อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ โกณฑัญญะได้เห็นแล้วหนอ
อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ โกณฑัญญะได้เห็นแล้วหนอ
เพราะฉะนั้นชื่อพระโกณฑัญญะจึงได้เติมเข้าว่า อัญญาโกณฑัญญะ ก็เรียกท่านว่า ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ต่อมาตลอดจนบัดนี้เพราะฉะนั้นธรรมจักขุ ดวงตาเห็นธรรมนี้จึงเป็นผลของการที่ได้ตั้งใจฟังธรรม ตั้งใจปฏิบัติธรรม เริ่มมาเป็นเบื้องต้นโดยลำดับ อันจะได้ผลจนได้ธรรมจักขุ คือดวงตาเห็นธรรม เห็นได้โดยลำดับ ตั้งแต่ขึ้นสามัญจนถึงขั้นสูง ตามที่ปรากฏในพุทธประวัติ ดังที่เล่ามานี้ เป็นต้น |
|