ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 9
:: ภาคชีวประวัติ :: เรื่อง มหาวิทยาลัยรามคำแหง
แผ่เมตตาข้ามทวีป
ตอนที่ ๑
แผ่เมตตาพยุงเครื่องบิน
โดย พระนรินทร์ สุภากาโร

เมื่อเช้าวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๗ หลวงพ่อได้เรียกอาตมาขึ้นไปพบบนกุฏิ ท่านสั่งว่าวันนี้อธิบดีกรมศาสนา นายจำเริญ เสกธีระ จะมากราบนมัสการขอศีลขอพร และธรรมะ เพื่อเป็นมิ่งขวัญมงคลของชีวิต ในโอกาสที่ท่านจะเกษียณอายุราชการ อาตมารับคำสั่งหลวงพ่อ แล้วลงมาเตรียมการต้อนรับที่อาคารรุจิรวงศ์ ท่านอธิบดีฯ และคณะได้เดินทางมาถึงวัดอัมพวันเมื่อเวลาใกล้เที่ยง

หลังจากรับประทานอาหาร และพักผ่อนที่อาคารรุจิรวงศ์ได้สักครู่หนึ่ง หลวงพ่อท่านก็เข้ามาสนทนาด้วย ในวันนั้นอาตมาจำได้ว่าคณะของท่านอธิบดีมี คุณบุญเกิด เสกธีระ ภรรยาของท่าน คุณฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร (หัวหน้าฝ่ายบูรณะและพัฒนาวัด กรมการศาสนา) คุณอำนาจ บัวศิริ และโยมผู้หญิงวัยกลางคนสองท่าน ได้เข้ามากราบและสนทนากับหลวงพ่อ หลวงพ่อได้กล่าวถึงความหลังเมื่อท่านได้ไปยุโรป ๕ ประเทศกับท่านอธิบดีฯ เมื่อวันที่ ๑๔-๒๔ กรกฎาคม ๒๕๓๖ ว่า
หลวงพ่อได้เดินทางไปยุโรป ตามมติของมหาเถรสมาคมที่ให้ท่านร่วมเดินทางไปศึกษาข้อมูลความเป็นไปได้ในการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ในประเทศในทวีปยุโรป ๕ ประเทศ อันได้แก่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เยอรมัน สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และอังกฤษ โดยการเดินทางในครั้งนี้ มีพระธรรมราชานุวัตร เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายสงฆ์ และท่านอธิบดีกรมการศาสนา นายจำเริญ เสกธีระ เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายฆราวาส

หลวงพ่อสนทนากับท่านอธิบดีฯ ถึงตอนหนึ่ง ที่ทำให้อาตมาสนใจและตั้งใจฟังอย่างมาก หลวงพ่อเล่าว่า เมื่อตอนที่ท่านจะกลับจากยุโรป วันนั้นท่านขึ้นเครื่องบินโดยสารจากสนามบิน Heathrow กรุงลอนดอน เพื่อเดินทางกลับสู่ประเทศไทย โดยเครื่องบินโดยสาร CX705 ในตอนบ่ายสี่โมงของวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๓๖
ท่านเล่าต่อไปว่าในคืนนั้น ขณะที่เครื่องบินกำลังบินอยู่ คณะที่ไปกับหลวงพ่อส่วนมากก็หลับพักผ่อน เพราะเพลียจากการเดินทาง ท่านก็สังเกตเห็นว่ามีน้ำหยดลงจากเพดานห้อง โดยน้ำหยดลงใส่ศีรษะ ดร.ชลันกร และ คุณถวิล หลวงพ่อท่านเห็นสภาพว่าท่ามันจะไม่ดีแน่ เพราะเคยมีประสบการณ์จากครั้งที่ท่านเดินทางไปประเทศจีน เครื่องบินโดยสารที่ท่านนั่งไปในครั้งนั้นก็มีเหตุการณ์น้ำแอร์รั่วลงมาเช่นครั้งนี้ แต่ในครั้งนั้นเครื่องบินลงจอดทัน แต่ในเดือนต่อมาเครื่องบินลำนั้นก็ประสบอุบัติเหตุตกลงด้วยสาเหตุแอร์รั่วจนได้ หลวงพ่อจึงสำรวมจิตนั่งบริกรรมแผ่เมตตา

ท่านเล่าให้อธิบดีฟังต่อไปว่า ในวันนั้นอาตมาต้องนั่งบริกรรมเพื่อช่วยพยุงเครื่องบินเอาไว้ ท่านกะว่าหากบริกรรมแล้ว ภายใน ๒๐ นาที น้ำจากแอร์ยังไม่หยุดไหล ก็คงต้องถวายชีวิตท่านและคนในเครื่องกว่า ๔๐๐ ชีวิตไว้บนท้องฟ้าแล้ว
เมื่อกลับมาถึงวัดอัมพวัน หลวงพ่อก็อาพาธหนักมากเป็นเวลา ๓ เดือน สาเหตุเพราะการสูญเสียพลังงานทางจิตจากการแผ่เมตตาในครั้งนั้นนั่นเอง (ในพรรษา ปี ๒๕๓๖ หลวงพ่ออาพาธหนักมาก ภายหลังแพทย์ถึงตรวจพบว่า ท่านอาพาธเป็นโรคไข้ไทฟอยในเม็ดเลือด)

อาตมาฟังท่านเล่าด้วยความตื่นเต้น และเห็นว่าท่านอธิบดี และคณะที่มากับท่านในวันนั้น ซึ่งมีคุณอำนาจ และคุณฉวีรัตน์ ได้เดินทางไปกับหลวงพ่อและท่านอธิบดีในครั้งนั้น ต่างก็ยืนยันว่าเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ทำให้อาตมามีความสนใจในเรื่องนี้มาก ได้ติดตามเรื่องมาจนกระทั่งทราบว่า วันที่เกิดเหตุการณ์บนเครื่องบินนั้น คนที่นั่งอยู่ใกล้หลวงพ่อมากที่สุดคือ โยมตรีรัตน์ ภาสเวคิน และคนที่ติดตามหลวงพ่ออย่างใกล้ชิดและจดจำเหตุการณ์ต่าง ๆ บนเครื่องบินได้เป็นอย่างดี คือ โยมสุนีย์ พันธสุภร อาตมาจึงไปขอสัมภาษณ์โยมทั้งสองได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้อาตมาฟังว่า....

จดไว้นะ ๒๐ นาที
ตรีรัตน์ ภาสเวคิน
ในระหว่างวันที่ ๑๔-๒๔ กรกฎาคม ๑๕๓๖ กรมการศาสนาได้นิมนต์หลวงพ่อจรัญไปราชการยังประเทศในทวีปยุโรป ทำให้ผมได้มีโอกาสติดตามหลวงพ่อจรัญไปยุโรปด้วย การที่ได้มีโอกาสติดตามหลวงพ่อไปยุโรปนั้น ถือว่าเป็นบุญ เพราะได้ประสบการณ์แปลกใหม่ และเรื่องที่ประทับใจกระผมมากที่สุดในการไปยุโรปครั้งนี้ เป็นเรื่องของเหตุการณ์ขณะอยู่บนเครื่องบินขากลับจากยุโรป ซึ่งคำ ๆ หนึ่งจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้ผมไม่สามารถลืมเรื่องนี้ได้ คือ คำที่หลวงพ่อหันมาบอกผมว่า “จดไว้นะ ๒๐ นาที”

ผมคิดว่าคงเป็นความโชคดีมาก ที่มีบุญได้ติดตามไปปรนนิบัติหลวงพ่อที่ยุโรป ซึ่งผมคาดไม่ถึงว่าจะมีโอกาสได้ร่วมเดินทางไปกับหลวงพ่อในครั้งนั้นเลย เพราะก่อนหน้านี้ไม่นาน ผมต้องผ่าตัดต้อกระจก แต่คงด้วยเดชะบุญบารมีของหลวงพ่อ ทำให้ตาของผมหายวันหายคืน เป็นปรกติดีก่อนวันเดินทาง

ผมจำได้ว่าในวันเดินทางกลับนั้น พวกเราทุกคนขึ้นเครื่องบินจากประเทศอังกฤษ เพื่อกลับสู่กรุงเทพมหานคร เมื่อเริ่มขึ้นเครื่องในเวลาบ่ายแก่ ๆ ประมาณสัก ๓-๔ โมงเย็น เครื่องบินออกจากรันเวย์บินมาทางทิศตะวันออก ซึ่งสวนทางกับพระอาทิตย์ ทำให้บรรยากาศมืดเร็วขึ้นกว่าปรกติ พวกเราส่วนมากซึ่งต่างอ่อนเพลียจากการเดินทาง ก็เอนตัวลงนอนพักผ่อน
บนเครื่องบิน ที่นั่งจะแบ่งออกเป็นสามแถว แถวแรกจะมีสามที่นั่ง แถวกลางจะมีสี่ที่นั่ง และแถวที่สามก็จะมีสามที่นั่ง หลวงพ่อท่านนั่งทางแถวกลางทางด้านซ้ายสุด ส่วนผมนั่งอีกแถวหนึ่งถัดจากท่านมาทางซ้าย เครื่องบินขึ้นสู่ท้องฟ้าจนล่วงเวลาผ่านไปสักครู่ใหญ่ จากประสบการณ์ของผม ผมคาดว่าในตอนนั้น เครื่องบินคงบินอยู่เหนือน่านฟ้าของประเทศรัสเซีย เพราะเครื่องบินต้องบินขึ้นทางเหนือ ตามสโลปของโลก เพื่อเป็นการประหยัดระยะทาง ซึ่งถ้าหากเกิดอะไรขึ้นก็ตามในเวลานั้นตรงนั้นก็คือประเทศรัสเซีย

ผมเองนั้นมารู้สึกตัวจากการพักผ่อนในช่วงเวลานั้นพอดี รู้สึกงัวเงียเล็กน้อย จึงกวาดสายตาไปรอบ ๆ เครื่องบินซึ่งสภาพบนเครื่องมีแสงไฟสลัว ๆ ผมพบเห็นสภาพผิดปรกติ ผู้คนบนเครื่องบินกลุ่มหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ทางด้านขวาของเครื่องบินมีอาการพลุกพล่าน ลุกขึ้นและส่งเสียงค่อนข้างเอะอะ ผมจำได้ว่าเป็นกลุ่มของคุณถวิลและ ดร.ชลันกร ซึ่งนั่งตรงบริเวณที่น้ำรั่วลงมาพอดี

สายตาของคนบนเครื่องเริ่มมองไปทางบริเวณนั้น ผมเห็นแอร์โอสเตสวิ่งอย่างตื่นตระหนกวิ่งเอาภาชนะมารองน้ำที่รั่ว และนำผ้ามาเช็ดน้ำที่เปียก ในสายตาผม ผมก็เริ่มเห็นความผิดปรกติ เพราะตามปรกติพวกแอร์โฮสเตสซึ่งทำงานอยู่บนเครื่องบินตลอด คงจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเครื่องและร้ายแรงมากเพียงใด เขาถึงแสดงอาการตระหนกออกมาเช่นนั้น

ผมจึงเริ่มหันไปมองหาหลวงพ่อ เห็นท่านนั่งหลับตาภาวนาอยู่อย่างเดียว โดยไม่สนใจกับสภาพเหตุการณ์บนเครื่องบิน ท่านั่งอยู่ท่าประนมมือ หลับตาอยู่พักใหญ่ ท่านจึงออกจากการภาวนา และหันหน้ามาทางผม พร้อมทั้งชี้มือสั่งผมไว้ว่า จดไว้นะ ๒๐ นาที
ท่านจ้องผมเขม็ง และสั่งอย่างเดียวกัน คือ จดไว้นะ จดไว้นะ ๒๐ นาที อยู่ประมาณ ๔ ครั้ง แต่ในตอนนั้นผมกลับไม่รู้สึกตกใจแต่อย่างไร เพราะความอบอุ่นใจที่ได้อยู่ใกล้ท่าน และเป็นผู้ถือย่ามให้ท่านอยู่ อีกอย่างหนึ่งผมอยู่ใกล้ท่านมาก เห็นท่านนั่งบริกรรมก็บริกรรมตามท่าน แต่ไม่ได้ประนมมือ เพราะถือย่ามให้หลวงพ่ออยู่

สิ่งที่ผมประหลาดใจอีกสิ่งหนึ่งคือ ตามปรกติที่ผมเคยเห็นแอร์ที่ใช้อยู่ตามอาคารบ้านเรือนซึ่งถ้าหากรั่วก็จะมีน้ำหยดลงมา แต่ไม่มากเท่ากับที่ผมเห็นบนเครื่องบินนั้นที่ไหลลงมาเป็นสาย และตัวหลวงพ่อเองภายหลังท่านบอกให้ผมรู้ไว้ว่า ข้างบนที่น้ำไหลลงมานั่นนะคือสายไฟ ผมไม่รู้ว่าท่านทราบได้อย่างไร ผมแน่ใจว่าท่านคงไม่เคยเห็นสภาพของเครื่องบินแน่ แต่ท่านก็บอกได้ว่าข้างบนเป็นสายไฟ และเมื่อน้ำมันรั่ว มันอาจจะทำให้เกิดการช็อตของสายไฟได้ ซึ่งแน่นอนที่สุด หากเกิดการช็อตขึ้นจริง เครื่องบินคงเกิดการระเบิด และประสบอุบัติเหตุอยู่เหนือน่านฟ้าประเทศรัสเซียเป็นแน่

หลวงพ่อได้บอกกับผมอีกว่า ถ้าเลย ๒๐ นาทีตามที่ท่านได้อธิษฐานไว้ เครื่องบินก็คงต้องเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงแน่นอน

หลังจากเหตุการณ์น้ำที่ไหลได้หยุดลงไป ทุกคนบนเครื่องต่างก็ดีใจ บรรยากาศเป็นไปด้วยความโล่งใจ และไม่ตื่นตระหนกกันต่อไป ทุกคนยิ้มได้ ทางเจ้าหน้าที่ก็สบายใจ เจ้าหน้าที่ผู้ชายนำผ้ามาซับน้ำที่รั่วไหลลงมาตามพื้นและเก้าอี้จนทุกอย่างเรียบร้อย สภาพการณ์ต่าง ๆ กลับคืนสู่ปรกติ

จากนั้นผมเริ่มเห็นความผิดปรกติของหลวงพ่อ เพราะตลอดระยะการเดินทางตั้งแต่มาจากประเทศในยุโรป จนกระทั่งกลับนั้น ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ท่านไม่เคยรบกวนหรือขอร้องอะไรให้ใครช่วยเลย แต่หลังจากเหตุการณ์นั้น ท่านกลับเรียกให้ผมนำน้ำชาร้อน ๆ ให้ท่านฉันบ่อยครั้ง ทำให้ผมเริ่มเอะใจจนกระทั่งภายหลังเมื่อกลับสู่เมืองไทย และผมได้เข้าไปเห็นสภาพที่ท่านอาพาธหนัก ทำให้ผมหายข้องใจในเหตุการณ์ต่าง ๆ และมั่นใจว่า หลวงพ่อท่านอาพาธในครั้งนี้ เพราะ ท่านใช้พลังในการช่วยชีวิตคนบนเครื่องบินสามสี่ร้อยชีวิตให้รอดจากอุบัติเหตุในครั้งนั้นได้

 

หน้าต่อไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่