 ในวันนี้จะให้คติกรรมฐาน พูดถึงวิธีการทำกรรมฐานอุทิศส่วนกุศลให้แก่บุคคลผู้มีชีวิตอยู่
และบุคคลที่ตายไปแล้วสู่สัมปรายภพ จะอุทิศอย่างไร มีคนยังไม่เข้าใจอีกมาก
ตายไปแล้วอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ จึงไม่สามารถจะอุทิศได้
การเจริญกรรมฐานดีที่สุดในโลก ได้บุญกุศลทั้งผู้มีชีวิตอยู่ และผู้ล่วงลับไปแล้วสู่สัมปรายภพ
วันนี้จะยกตัวอย่างหลายเรืองให้ท่านเข้าใจในเรื่อบุญให้ถูกต้อง ตั้งใจทำกุศลจะได้ผลประการใด
พระพุทธเจ้าสอนนักสอนหนา แต่เราฝึกไม่ถึงขั้น ดียังไม่พอ ยังไม่พอดี
ยังไม่เหมาะสม ไม่เสมอต้นเสมอปลาย ไหนเลยล่ะเราจะได้บุญ ได้กุศล อุทิศผลงานไปให้คนอื่นเขาได้
ผลงานเรายังไม่มี ฝึกไม่เต็มขั้น ดียังไม่พอ เลยก็หาเรื่องไปว่า กรรมฐานไม่ได้ผล
หาเรื่องไปว่า บุญไม่ช่วย ตรงนี้น่าฟัง น่าคิด น่าพิจารณามาก
ต่อนี้ไปโปรดตั้งใจฟัง เพราะหลักของพระพุทธเจ้าต้องศรัทธา
ต้องเชื่อ ต้องเลื่อมใส จึงจะได้ผล ถ้าไม่มีศรัทธาไม่มีความเชื่อ ไม่เลื่อมใสแล้วไร้ผลมาก
ท่านจะมานั่งหลับตาสัก ๑๐๐ ปีก็เอาดีไม่ได้ เพราะมีศรัทธา ทำไปโดยเขาทำกัน
เราก็ทำบ้าง ท่านจะไม่ได้อะไรติดตัวไปในอนาคตแต่ประการใด ขอท่านติดตามฟังต่อไป
ณ โอกาสบัดนี้ ขอเจริญพร ขอเจริญสุขโดยทั่วหน้ากัน
ในโอกาสที่เป็นมิ่งขวัญมงคลในวันนี้ อาตมาจะชี้แจงให้บางท่านเข้าใจว่า
วิธีสร้างความดีนี้ไม่ใช่สร้างได้ทุกคนนะ ทำได้ยากมาก เหตุผลอย่างไรเรียกว่าทำได้ยาก
เพราะมันมีศัตรูในใจ ศัตรูในใจนี่สำคัญมาก ที่สร้างความดีไม่ได้ผลเพราะมันมีศัตรูในใจ
ขอเจริญพรว่า ทำความดี น่ะยาก ต้องใช้เวลามาก
ทำความดีนั้นต้องมีอุปสรรค คือมีศัตรูในใจมันมาปิดบังอำพราง บุญมีแต่กรรมบัง
มันไม่อยากให้สร้างความดี มันมาแย้งกับเราคือศัตรูในใจ ไม่อยากจะสร้างความดีกับเขา
ตรงนี้น่าคิดมาก
คนที่สร้างความชั่วน่ะมันไม่มีศัตรูเลย ไม่มีอุปสรรคด้วย เหมือนไหลไปตามน้ำ สบาย ไม่มีใครขัดคอแต่ประการใด แต่ถ้ามาสร้างความดี ท่านมีศัตรูทีเดียว มันมาแย้ง มันมาเป็นมารให้เราไม่สร้างความดี ท่านทั้งหลายโปรดตีความก่อน ไม่หมายความว่าสร้างความดีแล้วจะสบายอยู่เย็นเป็นสุข ไม่ใช่ ต้องการสบาย ต้องการอยู่เย็นเป็นสุข กินสบาย นอนสบาย นั่นกำลังชั่วแล้ว กำลังทำความชั่ว |
แต่หลักที่อาตมาจะชี้แจงนั้น สร้างความดีต้องลงทุนความลำบากได้ทุกวิถีทาง
สร้างความชั่วชอบลงทุนความสบาย เอาปูนหมายหัวคนนั้นไว้ก่อน กินสบาย
นอนสบาย ไม่เอางานเอาการแต่ประการใด ตรงนั้นน่าคิดพิจารณา เอามาพิจารณาคน
พระเอกนางเอกในเรื่องละครชีวิต ไม่เคยมีความสบายเลย ตลอดลาโรงของชีวิตละคร
มีแต่ความยากความลำบากที่ต้องระหกระเหิน ต้องใช้อุดมการณ์ อุดมคติมากมาย
ถ้าท่านทั้งหลายเกิดมากำพร้าพ่อกำพร้าแม่ ต้องช่วยตัวเองมาตั้งแต่เล็ก
ๆ น้อย ๆ ประสบการณ์มาทุกวิถีทาง นั้นแหละจะมีอุดมการณ์มาก จะเป็นคนที่มีอุดมคติ
มีทักษะ จะมีความนึกคิด มีชีวิตอันเป็นแก่นสารของบุคคลที่มีผลงาน ดังที่ชี้แจงแสดงมา ณ บัดนี้
คนเราอยู่อย่างสบาย พ่อแม่เลี้ยงอย่างสบาย คอยดูต่อไป
พ่อแม่ล้มหายตายจากไปแล้วไปมีครอบครับ ไปประสบความลำบากขึ้นมาอดทนไม่ได้
ประเภทนี้ไม่ใช่พระเอกนางเอกในเรื่องละครชีวิต กลับเป็นตัวโกง ตัวเล่ห์กระเท่ห์
ตัวหางเครื่องตลอดรายการ ท่านทั้งหลาย ดูหนังดูลิเก ดูละคร ดูหนังจีน
พระเอก นางเอกต้องลำบากที่สุดจนชีวิตหาไม่ แต่ตัวโกง ตัวเฉ ฉวนชวนให้เราหลง
งงในโมหะ มันบอกเราว่า อย่าทำกรรมฐานเลยเมื่อยเปล่า ๆ ไม่เกิดประโยชน์
นี่แหละศัตรูมารทั้งหลายมากระซิบ นั่งทำไม มันเมื่อยขบไปหมด มาทรมานกายไม่ดีเลย
นี่ศัตรูใช่ไหม เราก็เชื่อศัตรูเป็นมารร้าย
ฟังติดตามข้อสอง มารไม่มี บารมีไม่เกิด ประเสริฐไม่ได้
ถ้ามารมีต่อสู้มาร ขอฝากพี่น้องกรรมฐานไว้ทุกคน มีความหมายเพราะเหตุใด
จะสร้างความดีมันมีศัตรูมากมายเหลือเกิน เรามีบุญแต่กรรมบัง ไม่อยากให้สร้างความดี
มาปิดบังอำพรางเรา
เรามานั่งกรรมฐานเอาแต่ความสบาย วันนี้นั่งสบายไม่มีเวทนา จิตฟุ้งซ่าน
ท่านคิดไหมว่าท่านจะได้ ครูไม่มาสอนท่านแล้ว ว่างเปล่า นั่งสบาย ใจก็ลอยออกไปชมวิวทิวทัศน์
ถือว่าได้ญาณ ถือว่าได้ผลงาน นั่นแหละถือว่าเลว ไม่ได้อะไรเลย เพราะครูไม่มาสอน
ครูเวทนาก็ไม่ได้มาสอน ครูฟุ้งซ่านก็ไม่ได้มาสอน ออกมาอย่างนี้นะ แต่ท่านตีความผิดกันทั้งนั้น
เข้าใจว่านั่งสบายวันยังค่ำ ไม่เมื่อยไม่ปวด คิดว่าท่านได้ฌานได้ญาณ
คิดว่าได้สมาธิ ไม่ได้เลยนะ ไม่ได้อะไรเลย
ตรงกันข้ามกับมารอันนี้ ถ้าเรามานั่ง ความวัวยังไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก
เดี๋ยวก็ปวด เดี๋ยวก็ฟุ้งซ่าน เดี๋ยวก็เสียใจ เดี๋ยวก็ดีใจ นั่นแหละครูมาสอน
ต้องเรียน ต้องเรียนตำรานั้นให้ได้เรียกว่า สมถะ
สมถะ แปละว่าต้องศึกษา แสวงหาความรู้ ถ้ารู้จริงเมื่อไร พบของจริง
ได้ของจริง ของแท้ แน่นอนแล้ว จึงจะเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นวิปัสสนา
ขอฝากท่านไปตีความให้มันชัดเจนกว่านี้หน่อย
จิตมีอุปาทาน จิตยึดเวทนา ยึดมากปวดมาก ยึดน้อยปวดน้อย ถ้ายึดมาหนักเข้ามันก็ปวดจนน้ำตาจะร่วง
นั่นแหละการศึกษาแสวงหาความรู้ เรียกว่า สมถะ
 กำหนดจิตได้ต่อสู้กับเวทนา พอทราบความจริงของเวทนาแล้วมันบังคับบัญชาไม่ได้
เวทนาแปลว่าบังคับไม่ได้ บัญชาไม่ได้ ไม่มีตัวตนแต่มันปวดที่ไหน ปวดที่ขา
ขานี่คืออะไร สังขารปรุงแต่ง อาศัยรูปอยู่ ณ บัดนี้ มันจึงปวดดังที่กล่าวมา
พอศึกษาให้เข้าใจของหลักธรรม ปวดหนอ ๆๆๆ ศึกษาหนักเข้าไปเป็นสมถะ จับจุดมุ่งหมายได้ก็แตกโป้ง
รูปนามขันธ์ ๕ เป็นอารมณ์ ก็เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พบตรงนั้นเมื่อไร
จิตก็ไม่เป็นอุปาทานยึดมั่นอีกต่อไป ตรงนั้นแหละมันจะไม่ปวดต่อไป
มันปวดเพราะจิตใจไปยึด แต่จำเป็นต้องยึด เหมือนโยมขึ้นบันได มีอยู่
๙ ขั้น ก้าวขั้นที่ ๑ ก็ต้องเกาะ ก้าวขั้นที่ ๒ มือก็ปล่อย อย่างนี้นะ
ก้าวขึ้นไปอีกก็ปล่อยอีก ต้องก้าวไปถึงขั้นสุดท้ายเลยนะ ถึงจะปล่อยได้
ก้าวต้องมีที่เกาะ เกาะต้องมีที่เก็บ ตรงนี้ลึกซึ้งมาก แต่เราไม่สามารถจะตีปัญหาอันนี้ได้
เราไม่มีโอกาส เราจึงเห็นว่ายาก ที่อาตมาพูดไว้เมื่อวันก่อนว่า ยากแท้แต่เราไม่เคย
ถ้าเคยแล้วมันง่ายแท้ เพราะทุกอย่างต้องฝึก เรียกว่า สมถะ
ถ้าท่านทำงานเรียนวิชาการเสร็จแล้วไม่ได้ฝึก รับรองจะไม่ได้ผล ทุกอย่างต้องฝึกหมด
ที่อาตมากล่าวไว้แล้วเป็นเวลานาน แข่งเรือแข่งแพแข่งได้ แข่งวาสนาแข่งไม่ได้
มีแรงจะไปจ้ำเรือ แต่เสียใจด้วย ท่านพายเรือไม่เป็น ลงเรือก็จะล่มแล้ว
นี่หรือจะไปอวดรู้ อวดดี จะไปแข่งเรือ ใช่หรือไม่
ไม่ฝึกการพายเรือ จะมีแรงยังไงก็จ้ำไม่ไป มันก็หมุนไปทางโน้น หมุนไปทางนี้
นี่แหละจุดมุ่งหมายอันนี้ต้องฝึก ต้องหัด ต้องดัดนิสัย จิตใจก็จะเข้าสู่จุดมุ่งหมายอันนั้นเป็นประการสำคัญ
ปวดหนอ ต้องศึกษา อย่าเลิก ทักษะแปละว่าอะไรหรือ เกิดความคิดใหม่ ๆ
เรื่องเก่ามาคิดให้ทันสมัย ประยุกต์ปริทรรศน์ให้เกิดวิปัสสนาญาณ เป็นผลงานของชีวิต
ประจำจิตประจำใจ ประจำถิ่น ประจำฐาน ประจำครอบครัว จะมีความสุขในตัวเอง
ออกมาในทำนองนี้เป็นต้น
ไม่หมายความว่านั่งสบายแล้วได้ญาณโน้น ญาณนี้ นั่นแหละครูไม่มาสอน
ไม่ได้เรียนเลยนะ เหมือนท่านเป็นนักเรียน ครูไม่มาสอนสนุกดี สบายเล่นกันทั้งชั้น
พอครูมาก็ปวดหัวแล้ว ครูสอนภาษาอังกฤษมาก็ปวดหัวเหลือเกิน นั่นแหละเหมือนอย่างนั่งกรรมฐานละ
แต่ท่านก็ไม่มีความเข้าใจ จะเอาญาณโน้น ญาณนี้ จะไปสวรรค์ นิพพาน จะผิดหวังอย่างน่าเสียดายนะ
ต้องฝึกจิตก่อน พัฒนาจิตให้มันดี จิตดีมีปัญญา รับรองครรลองที่สองมาแล้วโดยอัตโนมัติ
คือ พัฒนาการศึกษา อยากจะเรียน อยากจะรู้ อยากจะดู อยากจะเห็น อยากจะเป็นพยานหลักฐานให้แก่ตัวเอง
ถ้าจิตไม่ดีแล้วเลวทั้งหมด ไม่อยากจะเรียนอะไร ไม่อยากจะศึกษาอะไร
ถ้าเป็นนักเรียนเลว ไม่เอาเหนือเอาใต้ วิ่งเล่นให้เกรียวกราวเหมือนลิงค่างบ่างชะนี
ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เรา ต้องฝึกตั้งแต่เล็ก ๆ
นิสัยปัจจัยแปลว่าแบบอย่าง แบบไม่ดีเพราะนิสัยมันไม่ดี ถ้าจิตใจดีแล้วแบบสวย
รวยด้วย มีแบบมีผังมีแปลน ทำอะไรมีแผนผัง มีแบบแปลน ถึงจะถูกต้องตามวิธีการที่พระพุทธเจ้าสอนมา
นี่เป็นจุดมุ่งหมายที่น่าเสียดายมาก คนเราเข้าใจผิดกันมากมาย อยากจะหลับตาไปสวรรค์นิพพาน
ไปเห็นพระพุทธเจ้ามาคุยกันสนุกสนาน มันจะเบลอไปนะ
|