ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 9
:: ภาคกฏแห่งกรรม :: เรื่อง ปรากฏการณ์ที่วัดอัมพวัน
โดย ไพจิตร ลีนุกูล

ข้าพเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมผู้หนึ่ง ที่ใฝ่ในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สนใจในการปฏิบัติธรรม สวดมนต์ภาวนาและนั่งสมาธิมาตั้งแต่เล็ก อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากเกิดมาในครอบครัวที่ใฝ่ใจในการปฏิบัติธรรม นับตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่ ทำให้ทุกคนในครอบครัวสนใจในการปฏิบัติธรรมกันทุกคน ปัจจุบันข้าพเจ้าอายุ ๓๖ ปี รับราชการในสังกัดวิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เริ่มรู้จักพระเดชพระคุณท่านพระราชสุทธิญาณมงคล หรือในนามที่บุคคลทั่วไปเรียกว่า หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน จากหนังสือวิปัสสนาสื่อวิญญาณ เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ นับแต่นั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าก็ติดตามผลงานของพระเดชพระคุณท่านฯ จากหนังสือ กฎแห่งกรรม – ธรรมปฏิบัติ เรื่อยมา จวบจนข้าพเจ้าได้รับคำสั่งย้ายจากกรมการปกครองให้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝึกอบรมที่วิทยาลัยการปกครองตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๕ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน และเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๓๘ ข้าพเจ้าได้รับหนังสือจากกรมการปกครองแจ้งว่า กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการ อบรมปฏิบัติธรรมตามโครงการแสงส่องใจพ้นภัยเอดส์ ระหว่างวันที่ ๓ – ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ ณ วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงเชิญชวนเพื่อนข้าราชการอีกท่านหนึ่ง แสดงความจำนงขอเข้าร่วมการอบรมปฏิบัติธรรมตามโครงการดังกล่าว และสิ่งที่จะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นประสบการณ์จริงที่ข้าพเจ้าประสบในระหว่างการปฏิบัติธรรม โดยจะขอแบ่งการนำเสนอออกเป็น ๒ ภาค คือ
๑. ภาคประวัติการปฏิบัติธรรม
๒. ภาคประสบการณ์พิเศษที่วัดอัมพวัน

ขอให้ท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงอย่าเชื่อในสิ่งที่ข้าพเจ้าจะนำเสนอดังต่อไปนี้ แต่ขอให้ใช้สติในการพิจารณา เพราะสิ่งที่ประสบต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะตน ไม่มีผู้ใดสามารถยืนยันได้ว่าจริงหรือไม่จริง ข้าพเจ้าไม่มีเจตนาอวดอุตริมนุษยธรรม แต่มีเจตนาจะเผยแผ่บารมีของพระเดชพระคุณท่านพระราชสุทธิญาณมงคล (หลวงพ่อ จรัญ) และมุ่งมั่นให้ผู้เจริญทั้งหลายเชื่อในเรื่องของกฎแห่งกรรม จะได้พึงสังวรในการปฏิบัติตนให้มีชีวิตอยู่เพื่อกระทำความดีต่อไป
ภาคประวัติการปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้าเริ่มเรียนรู้การปฏิบัติธรรมครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ขณะเรียนอยู่ชันประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนเทศบาลวัดบางสะแกใน ฝั่งธนบุรี ในวิชาศีลธรรม โดยมีพระมหาสมพิศ แห่งวัดเวฬุราชิน เป็นครูผู้สอน ในชั่วโมงการเรียนได้มีการสอนนั่งสมาธิด้วย โดยใช้องค์ภาวนา พุทโธ และเมื่อสำเร็จชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ข้าพเจ้าก็สอบเข้าเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัดนวลนรดิศ ขณะนั้นข้าพเจ้ามีบ้านพักอาศัยอยู่ย่านซอยวัดบางสะแกนอก ตลาดพลู ธนบุรี ในการเดินทางด้วยเท้าไปโรงเรียน จะต้องเดินผ่านวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ทุกวัน ด้วยใจทีใฝ่ในการปฏิบัติธรรมอย่างไรไม่ทราบ ทำให้ข้าพเจ้าตัดสินใจเดินเข้าวัดปากน้ำ เพื่อขอเข้าไปปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิวิปัสสนากรรมฐานตามแนวของ พระมงคลเทพมุนี หรือที่เรียกวันโดยทั่วไปว่า หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ โดยใช้องค์ภาวนาว่า สัมมาอะระหัง

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าก็มักจะไปฝึกนั่งสมาธิวิปัสสนากรรมฐาน ที่วัดปากน้ำอยู่เป็นประจำเมื่อมีโอกาส บางครั้งก็ฝึกเองที่บ้านในห้องพระ โดยยึดเอาพระประธานในห้องพระเป็นครู เพื่อขอให้คุ้มครองภัยอันตรายต่าง ๆ ทั้งทางกายและทางจิตในระหว่างการฝึกปฏิบัติ สำหรับองค์ภาวนาคงใช้สลับกันไปในแต่ละครั้ง บางครั้งใช้กำหนดลมหายใจใช้องค์ภาวนาว่า พุทโธ บางครั้งก็ใช้การกำหนดดวงแก้วนิมิต ใช้องค์ภาวนาว่า สัมมาอะระหัง ต่อมาในระหว่างกำลังศึกษาขึ้นอุดมศึกษา ณ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้มีโอกาสไปกราบนมัสการพระคุณเจ้ารูปหนึ่ง ที่วัดสามวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีนามว่า หลวงพ่อด้วง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หลวงพ่อ ร.๔ ทั้งนี้เพราะท่านมีลักษณะท่าทางและรูปร่างคล้ายรัชกาลที่ ๔ มาก และ ณ ที่แห่งนี้นี่เอง พระคุณเจ้าได้โปรดเมตตาสอนกรรมฐานให้อีกรูปแบบหนึ่ง จะเรียกว่ากรรมฐานชนิดใดไม่ทราบได้ เป็นการกำหนดลมหายใจโดยใช้องค์ภาวนาว่า พุทโธ โลกะวิทู เพื่อเป็นการเปิดภพภูมิต่าง ๆ ให้เห็นซึ่งกันและกัน ไม่การสะกดจิต ไม่ใช่วิธีการจูงจิต แต่เป็นการเห็นนิมิตต่าง ๆ ในระหว่างที่ใจเป็นสมาธิ หลวงพ่อด้วงเน้นย้ำเสมอว่า จะไม่สอนการทำคุณไสย์ต่าง ๆ เพราะเป็นบาป แต่จะสอนในการแก้คุณไสย์ให้เพื่อเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ จึงจำเป็นต้องเห็นนิมิตต่าง ๆ และคุณไสย์ต่าง ๆ ที่มนุษย์กระทำต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ตลอดจนวิบากกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ การฝึกในลักษณะนี้จะฝึกไม่ได้เสมอไปทุกคน บุคคลที่จะฝึกได้จะต้อง
๑. มีบุญบารมีเก่า
๒. รักษาศีล ๕ ตลอดชีวิต
๓. ประพฤติปฏิบัติดี มีเทพเทวาคุ้มครอง และจะต้องปฏิบัติตามข้อห้ามต่อไปนี้
๑. ห้ามด่าบิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ ตลอดจนผู้มีพระคุณ
๒. ห้ามลอดใต้ราวตากผ้า
๓. ห้ามทานของงานศพ ตลอดจนของเซ่นไหว้ต่าง ๆ

เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาแล้ว ก็สอบบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอ บรรจุครั้งแรกเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ที่อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ต่อมาก็ย้ายวนเวียนอยู่ในจังหวัดจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๕ จึงได้ย้ายไปอยู่ที่วิทยาลัยการปกครอง จนถึงปัจจุบัน

สำหรับการปฏิบัติธรรมก็ยังคงปฏิบัติอย่างต่อเนื่องสลับกันไปในแต่ละวิธี จะเป็นเพราะเหตุใดไม่ปรากฏ จิตคิดไปว่า ไม่ว่าเราจะปฏิบัติด้วยวิธีใด ไม่ว่าเราจะตั้งองค์ภาวนาว่าอย่างไร ล้วนแล้วแต่เป็นอุบายทั้งสิ้นที่จะทำให้ จิตสงบเป็นสมาธิ ต่อมาภายหลังจากการศึกษาจึงได้ทราบว่าเป็นการปฏิบัติในแนว สมถกรรมฐาน สำหรับนิมิตและอภิญญาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตาทิพย์ หูทิพย์ หรือการรู้วาระจิตของบุคคลอื่น เป็นเพียงผลพลอยได้จากการฝึกสมาธิในแต่ละขั้น แต่ละระดับเท่านั้น จึงไม่ควรยึดติดในส่งที่ได้รู้ ได้เห็น หรือได้ยิน นั้น และในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ที่วิทยาลัยการปกครอง ก็ได้รับทราบวิธีฝึกกรรมฐานอีก ๒ รูปแบบ คือ การปฏิบัติตามแนวของ หลวงพ่อลี วัดอโศการาม ที่เรียกว่า กรรมฐานเลขศูนย์ ซึ่งข้าพเจ้ายังไม่ได้ฝึกปฏิบัติ อีกแนวหนึ่งเป็นแนวของ พ.อ.ชม สุคันธรัตน์เป็นการฝึกเพื่อให้เกิดอำนาจจิต ส่วนการปฏิบัตินั้น เป็นการนั่งสมาธิกำหนดลมหายใจโดยใช้องค์ภาวนาว่า พุทโธ กำหนดจิตลงบริเวณภายในจมูก บริเวณที่ลมหายใจเข้าไปกระทบ เหนือจมูกเล็กน้อยแต่อยู่ใต้หน้าผาก ผลการปฏิบัติ หลังสวดมนต์ไหว้พระแล้ว ก็เริ่มปฏิบัติโดยการนั่งสมาธิตามวิธีการดังกล่าว ใช้ระยะเวลาในการปฏิบัติอยู่หลายวัน บางวันอยากได้กลับไม่ได้ แต่วันที่ไม่คิดอยากกลับได้ แสดงว่า ความอยากเป็นมารแห่งความสำเร็จ วันนั้นจำได้ว่า เริ่มเข้าห้องพระสวดมนต์ไหว้พระเวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. แล้วต่อด้วยการนั่งสมาธิ จิตได้เข้าสู่ภวังค์ ไม่รับรู้ต่อสิ่งที่มากระทบต่ออายตนะทั้ง ๖ ไม่รับรู้แม้กระทั่งลมหายใจของตนเอง ร่างกายไม่ไหวติง ไม่ปวดไม่เมื่อยและไม่เป็นเหน็บชา จิตกลับมาอีกครั้งหนึ่ง จึงถอนออกจากสมาธิ เมื่อออกจากห้องพระ จึงได้ทราบว่าเวลาล่วงเลยมาประมาณ ๓ ชั่วโมงกว่า พิจารณาตัวเองว่าเรานั่งหลับไปหรือไร ถ้านั่งหลับทำไมจึงไม่มีอาการสัปหงกเลยแม้แต่ครั้งเดียว เป็นเรื่องที่แปลก ต่อมาจึงได้ทราบว่า เป็นการเข้าสู่ภวังค์ เป็นสมาธิขั้นสูงของแนวสมถกรรมฐาน หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้เข้าสู่ภวังค์อีกเลย นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกจากการทำสมาธิทั่วไป การทำสมาธิจิตจะสงบอยู่ในสมาธิยังรับรู้ความรู้สึก เมื่อความสุขความเบิกบานอยู่ในใจเหมือนการพักผ่อนทางจิต แต่การเข้าสู่ภวังค์ ร่างกายและจิตจะไม่รับรู้ความรู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้น มีลักษณะเหมือนตายไปชั่วขณะ นอกจากนี้แล้วข้าพเจ้ายังได้รับการอบรมสั่งสอนอีกว่า เมื่อนั่งสมาธิควบคุมอารมณ์และจิตให้เป็นสมาธิแล้ว ให้ถอนออกจากสมาธิ และฝึกเขาสู่สมาธิใหม่ เข้า ๆ ออก ๆ อยู่ให้เป็นประจำ จะได้เกิดเป็นความชำนาญ ผลจากการปฏิบัติข้าพเจ้าสามารถเข้าสู่สมาธิได้เร็วมากและจากการสังเกตพบว่า ระยะเวลาในการนั่งสมาธิเมื่อจิตสงบสั้นลง ข้าพเจ้าเก็บคำถาม ๒ ข้ออยู่ในใจมาโดยตลอดคือ
๑. การเข้าสู่ภวังค์เป็นการขาดสติหรือไม่
๒. ทำไมระยะเวลาในการนั่งสมาธิเมื่อจิตสงบจึงสั้นลง
สำหรับการนำไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตประจำวันนั้น ทุกครั้งที่ข้าพเจ้ามีปัญหาไม่ว่าด้วยเรื่องใด ๆ ก็ตาม ข้าพเจ้ามักเข้าห้องพระเพื่อสวดมนต์ไหว้พระ นั่งทำสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิ จึงนำปัญหาในแต่ละเรื่องมาพิจารณา และเมื่อออกจากห้องพระ ข้าพเจ้าก็จะออกมาพร้อมกับวิธีการแก้ไขปัญหานั้น ๆ และเมื่อนำไปปฏิบัติก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจยิ่ง และนี่หรือคือปัญญาอันเกิดจากสมาธิ

ต่อมา เมื่อข้าพเจ้าได้เข้ามาปฏิบัติธรรมตามแนวของพระเดชพระคุณท่านพระราชสุทธิญาณมงคล ณ วัดอัมพวันแห่งนี้ จึงทำให้ข้าพเจ้าพิจารณาได้ว่า แตกต่างจากสมถกรรมฐานที่ข้าพเจ้าเคยฝึกปฏิบัติมาดังนี้
๑. ถ้าเปรียบสมถะเป็นชั้นมัธยมศึกษา วิปัสสนาก็เปรียบเป็นขั้นอุดมศึกษา ข้าพเจ้าจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาปฏิบัติธรรม ณ สำนักแห่งนี้ เท่ากับได้มาเรียนรู้ในสิ่งที่สูงขึ้น
๒. สมถะ เป็นการเรียนรู้ในการเจริญสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญา แต่วิปัสสนาเป็นการเจริญสติเพื่อให้เกิดปัญญา จะเห็นได้ว่า แตกต่างกันในเรื่องของความละเอียดลึกซึ้ง วิปัสสนาจะมีมากกว่า กล่าวคือ การมีสติรู้เท่าทันปัจจุบันอยู่ทุกอิริยาบถนั้น จะทำให้เรามีปัญญาโดยตลอด สำหรับสมถะนั้นปัญญาจะเกิดต่อเมื่อมีสมาธิเท่านั้น
๓. ในเรื่องของการนำมาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตประจำวัน แม้ว่าจะมีความสามารถในการเข้าสู่สมาธิเร็วเพียงใด ก็ไม่สามารถที่จะทำให้มีสมาธิยาวนานและต่อเนื่องตลอดเวลาได้ ฉะนั้นแล้วในวันหนึ่ง ๆ คงจะต้องกำหนดจิตเพื่อให้เป็นสมาธิหลายเวลา แต่การมีสติรู้เท่าทันปัจจุบันอยู่ทุกอิริยาบถเราสามารถทำได้อยู่ที่การฝึกฝน
จากการศึกษาและฝึกปฏิบัติ ณ วัดอัมพวันแห่งนี้ ระหว่างวันที่ ๓ – ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ จึงทำให้ข้าพเจ้าสามารถตอบคำถามที่อยู่ในใจ ๒ ข้อได้ดังกล่าวข้างต้นได้ ดังนี้
๑. การเข้าสู่ภวังค์ในสมถกรรมฐานนั้น เป็นการถูกต้องในเรื่องของจิตตามแนวสมถะ แต่ระหว่างอยู่ในภวังค์เป็นการขาดสติ สำหรับในแนววิปัสสนากรรมฐาน เป็นการเข้าสู่ภวังค์อย่างมีสติ เราเรียกว่า สมาบัติ
๒. ระยะเวลาในการนั่งสมาธิเมื่อจิตสงบสั้นลงเป็นเพราะ แนวสมถะเป็นการเรียนรู้การกำหนดจิตให้เป็นสมาธิ ไม่ได้เรียนรู้ในเรื่องของการประคองจิต ฉะนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว จึงถอนกลับออกมาอย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือนการเดินทาง ถ้าความรวดเร็วในการเข้าสมาธิ เปรียบเสมือนพาหนะในการเดินทาง และระยะเวลาที่จิตสงบเป็นสมาธิเปรียบเสมือนระยะทาง การเดินทางไปและกลับโดยเครื่องบินย่อมรวดเร็วกว่าการเดินทางโดยรถยนต์ ฉันใดก็ฉันนั้น ยกเว้นการกำหนดจิตเข้าสู่ภวังค์

ดังนั้น จึงใคร่ขอเชิญท่านผู้เจริญทั้งหลายได้โปรดพิจารณาท่านผู้เคยฝึกสมถกรรมฐานเพื่อให้จิตสงบมาก่อนแล้ว ขอได้โปรดให้มาปฏิบัติด้วยตัวของท่านเอง แล้วท่านจะพิจารณาได้ว่าท่านได้เรียนรู้ในสิ่งที่สูงขึ้น ละเอียดขึ้น แต่ท่านผู้ที่ไม่เคยฝึกอย่างใดมาก่อนเลย ก็ขอให้มาฝึกปฏิบัติ ไม่ต้องเกรงกลัวจะฝึกไม่ได้ ขอให้มี ขันติ ความอดทน รับรองว่าจะต้องได้ทุกคน เพราะวิธีการฝึกของพระเดชพระคุณท่านพระราชสุทธิญาณมงคล (หลวงพ่อจรัญ) วัดอัมพวันแห่งนี้ มีวิธีการที่แยบยล เป็นการฝึกสมถะควบคู่ไปกับวิปัสสนา เป็นการเรียนรู้ให้มีสติรู้เท่าทันอยู่ทุกอิริยาบถ จิตอยู่คู่กับสติ การกำหนดจิตจึงเป็นสมาธิเบื้องต้นตามแนวสมถะ การเรียนรู้เท่าทันปัจจุบันทุกอิริยาบถเป็นวิปัสสนา ฉะนั้น การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะนั่ง เดิน ยืน หรือนอน และการรับรู้ทางอายตนะทั้ง ๖ ไม่ว่าจะได้รู้ ได้เห็น ได้ยิน หรือได้ฟัง เราจะเป็นไปอย่างมีสติ รู้อยู่ทุกอิริยาบถด้วยการภาวนา พองหนอ ยุบหนอ เห็นหนอ เสียงหนอ คิดหนอ รู้หนอ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น การกำหนดจิตหรือสติให้เคลื่อนไหวไปตามอิริยาบถและการรับรู้ทางอายตนะทั้ง ๖ จึงเป็นการฝึกเพื่อประคับประคองจิตให้รู้เท่าทันปัจจุบัน และเมื่อฝึกได้ดังนี้แล้ว เราก็จะเป็นผู้มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา อยู่ทุกเมื่อในที่สุด

 

หน้าต่อไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่