
|
 |
คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
| หนังสือกฎแห่งกรรม
เล่ม 11 |
| ::
ภาคธรรมปฏิบัติ :: |
เรื่อง
ชนะใจตนชนะคนทั้งโลก
โดย พระราชสุทธิญาณมงคล |
|
เราทุกคนทราบและเข้าใจแล้วว่า การมาปฏิบัติธรรมของอุบาสกอุบาสิกานั้นมายาก คำที่ว่า มายาก คือต้องเสียสละงานของท่านมาช่วงจังหวะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ทั้งที่บางท่านก็ทำงานตลอด ไม่มีวันหยุด บางท่านก็หยุดวันอาทิตย์วันเดียว ก็น่าเห็นใจ ถึงกระนั้นก็ตาม ท่านยังอุตส่าห์เสียสละเวลามาสร้างความดีมีประโยชน์ต่อการงานในระหว่างงานหรือกิจส่วนตัวนั้น การสละเวลามาสร้างความดีเช่นนี้หาได้ยากมาก แต่พวกที่จะเสียสละและตัดปลิโพธกังวลได้นั้นต้องเป็นบุคคลที่เห็นคุณค่าของชีวิต เมื่อเรามีชีวิตแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวมืด เดี๋ยวสว่าง เดี๋ยวก็สบายใจ เดี๋ยวก็ไม่สบายใจ มีแต่ความทุกข์ยากตลอดไป การที่จะให้มีความสุขทุกคนนั้นแสนจะยาก
|
เราเกิดมาในความทุกข์ หาความสุขที่จะเสมอต้นเสมอปลายนั้นแสนยาก ที่ท่านเสียสละมากันนั้นท่านคิดถูกต้องแล้ว มาสร้างความดีในเวลาที่จำกัด ถ้าเวลาที่จำกัดนั้นเราทำด้วยความตั้งใจ มีศรัทธา มีจิตมั่น ยึดเหนี่ยวในคุณพระศรีรัตนตรัยแล้ว ก็จะปฏิบัติธรรมได้ประโยชน์ ไม่มากก็น้อย แต่จะเอา ๑๐๐% ก็ยากอยู่ เพราะเวลาเรามันจำกัด ต้องเสียสละการงานและหน้าที่มา ถึงหากว่าเราจะหยุดวันเสาร์ อาทิตย์ ก็ต้องมีงานบ้านงานส่วนตัวด้วยกันทุกคน ไม่มีใครที่จะอยู่ว่าง ๆ เฉย ๆ คนที่เสียสละได้เพราะมองเห็นการณ์ไกล ก็พยายามสละเวลาตัดปลิโพธกังวลมาเพื่อปฏิบัติธรรม ปฏิบัติได้บ้าง พอรู้แนวทางของการปฏิบัติธรรมว่าจะอยู่ตรงไหน ตั้งสติไว้อย่างไร ได้เจริญกุศลภาวนาประการใดก็พอมีความเข้าใจได้บ้าง เป็นนิสัยปัจจัยต้น ๆ มีโอกาสก็มาอีกได้
 |
บางคนปฏิบัติแล้วกลับไปไม่มาอีก ความดีก็จะไม่เสมอต้นเสมอปลาย เราไม่สามารถจะใช้ให้จิตใจมีโอกาสสร้างความดีได้ การเจริญสติปัฏฐาน ๔ นั้น ก็ไม่ใช่ของง่าย ทำได้ยากมาก แต่เรารู้แนวทางปฏิบัติก็ทำไปโดยต่อเนื่อง ทำซ้ำไปและก็ทำไปเรื่อย ๆ เป็นประจำ ก็สามารถจะกำหนดจิตใช้สติเราได้ดี แต่ถ้าเรามีสติดีได้แล้วมันจะชนะจิต จิตนี้มันจะคิดอะไรต่ออะไรบ้างเราก็ไม่ทราบ เราไม่เข้าใจ ถ้าเรากำหนดจิตอยู่ตลอดเวลาที่จะเปลี่ยนอิริยาบถและกำหนดจิตได้ถูกอิริยาบถแล้ว เราก็จะสามารถชนะจิตเราได้ จิตที่เราชนะมันไม่ได้ก็ปล่อยไปตามอารมณ์ เวลาเสียใจไม่สบายใจก็ปล่อย ไม่รู้จักแก้ไข ขาดสติเมื่อใดใจก็จะเลเพลาดพาดไปอย่างนั้น
|
เรามาเจริญพระกรรมฐานปฏิบัติอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ไม่ใช่ของยากอะไรนักหนา แต่ของที่ยากที่สุดนั้นก็คือ จิตของเราไม่ได้สนใจ ขาดสติตกไป ไม่สามารถจะชนะใจเราได้ จิตมันก็แพ้ จิตใจเหลวแหลกแตกลาญ เหมือนคนติดยาเสพติด บอกเลิกแล้วก็ไม่เลิก เลิกไม่ได้ก็แพ้อยู่ตลอดชนะไม่ได้ ถ้าเรามีสติอยู่ในสมาธิ ตั้งอยู่ตลอดรายการแล้ว ก็สามารถชนะเข้าสักวันหนึ่ง ในเมื่อเราชนะจิตใจของเราได้ ก็สามารถชนะคนอื่นได้โดยไม่ยากนัก แต่เราก็ยังแพ้ตัวเองอยู่ไม่สามารถจะชนะใจจนได้ คนเราจึงขยันไม่เท่ากัน ขี้เกียจไม่เท่ากัน เนื่องจากว่าไม่มีการชนะจิต ไม่อยากเอางานเอาการแต่ประการใด คนประเภทนี้ควรแพ้ แพ้แปลว่ามันแย่ลง แย่ลงไปแล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้นอีก ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่มันเกิดขึ้นในชีวิตของตนเลย นำความหายนะเข้ามาสู่จิตก็เนื่องจากเราขาดสติไปนั่นเอง ถ้าเรามีสติกำหนดได้ เช่นยกตัวอย่างว่า ยืนหนอ ๕ ครั้ง เราก็ยังทำกันไม่ได้ ถ้าทำได้แล้วจะรู้ซึ้งถึงจิตว่าจะชนะมันตรงไหน เรามีสติควบคุมไว้ได้
เวลาพูดนั้นมันมีสัจจะความจริงที่ขณะพูด แต่พูดแล้วไม่ทำเพราะเหตุใด คนพูดแล้วไม่ทำ คือคนแพ้ แพ้แล้วมันก็ต้องแย่ แย่แล้วมันก็ต้องทรุด ไม่ได้วิมุติ ไม่สามารถจะสำเร็จมรรคผลแต่ประการใด ไม่สามารถสำเร็จแน่นอนทั้งทางโลกและทางธรรม ทำอะไรก็จับจดเหมือนคนไปเข้างานบริษัท เข้าแล้วก็ออก มันเบื่องาน ไปเข้า
|
งานโน้นก็ออกงานนี้ มันจับจดตลอดเวลา นี่แปลว่าผู้พ่ายแพ้ไม่มีการชนะจิตใจได้เลย ก็จะมีแต่ความทุกข์ความเพ้อฝันไปต่าง ๆ นานาประการ มีความทุกข์แล้วก็ดิ้นรนไปตามเรื่องกุศลอกุศลกรรม ไปหาผีเจ้าเข้าทรง ไปหาที่พึ่ง แต่แล้วขาดที่พึ่งของตน การเจริญกรรมฐานต้องการจะพึ่งตนให้ได้ ต้องตั้งสติให้มันปลงตก ทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์
|
|
คนที่พูดแล้วไม่ทำ พ่ายแพ้ทั้งคำพูด พ่ายแพ้ทั้งอารมณ์ อารมณ์ก็ข่มให้อยู่ที่ ไม่ได้ธรรมะ ไม่มีอะไรข่มใจ ธรรมะ ตัวนี้แหละแปลว่า ข่ม แปลว่าให้จิตอยู่ที่ คือสติตัวเอง สตินี้มันทำให้ข่มได้หลายอย่างทำใจให้สบายก็ได้ แต่ขาดสติเมื่อใด เราจะเสียใจเมื่อนั้น จะทำอะไรก็ไม่ได้ผลมีแต่ความเกียจคร้าน เกียจคร้านต่อหน้าที่การงานไม่เอางานเอาการ การงานก็เสียไปเองเป็นการ ทำร้ายตัวเองคือพวกพ่ายแพ้ เป็นการทำลายตัวเอง คนที่สร้างตัวเอง ส่งเสริมตัวเองให้ดีนั้นก็เป็นผู้ชนะจิต โดยมีสติควบคุมเอาไว้ได้ ถ้าเราควบคุมไว้ไม่อยู่ จิตใจจะออกไปข้างนอก ไม่สามารถจะตามไปดูมันได้ จิตใจก็เลเพลาดพลาดไปตามสภาวะของเขาเหล่านั้น ไม่สามารถจะอยู่คงที่คงวาคงศอกได้เลย ก็กลายเป็นคนที่เหลวแหลก ทำอะไรก็จับจด ทำอะไรก็ขาดความจริงใจ ขาดเหตุผลข้อนี้ไป
|
|
การเจริญสติปฏิบัติธรรม ถ้าทำโดยต่อเนื่องไป จะเป็นคนมีธรรมะประจำใจ จะเป็นคนเรียบร้อย อิริยาบถก็จะเปลี่ยนไปเรียบร้อยสวยงาม น่าดู น่ารัก น่าชม จะรับประทานอาหารก็เรียบร้อยไม่มูมมาม ไม่เกะกะ จะเรียบร้อยทุกอย่าง นี่การปฏิบัติธรรมเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่สำรวมขาดความสังวร ขาดสติ ไม่ระวัง มันก็มักพลาด เกิดเป็นความประมาทขึ้นกับตัวท่านเอง ตัวท่านเองจะทำอะไรไม่ได้ดี ทำนองนี้เป็นต้น
การยืนหนอ ๕ ครั้ง เราต้องตามวัด วัดตั้งแต่ศีรษะลงปลายเท้า
วัดจากเท้าขึ้นมาบนศีรษะ ให้มันมีสติอยู่ด้วย ท่านทำได้ท่านก็จะชนะ
เมื่อท่านชนะใจตัวเองได้แล้วเหตุใดเล่าจะชนะคนอื่นเขาไม่ได้ ท่านจะแพ้ตัวเองอยู่เสมอ
มันก็มักแพ้คนอื่นด้วย พระพุทธเจ้าท่านยกตรงนี้มาสอนชัดเจนมาก ถ้าชนะตัวเราได้
ชนะจิตใจได้เมื่อไร ก็เปรียบประดุจว่าชนะคนทั้งโลกได้ โลกมนุษย์จะเป็นโลกที่แจ่มใส
ไม่มีอนาทรร้อนจิตได้ก็ต่อเมื่อเราชนะตนเองได้ ชนะโลกก็หมายถึงทำโลกให้สว่าง
ให้มันสว่างไสวเหมือนแสงสว่างในปัญญาของตน ถึงจะได้กุศล ทำอะไรก็ไม่จับจด
ทำอะไรก็เรียบร้อย เช่นหายใจเข้าออก บางคนก็กำหนดกันไม่ได้ มันไม่ค่อยได้จังหวะ
อารมณ์ของตนเองก็จะร้อนบ้างเย็นบ้าง หายใจเข้าออกไม่เสมอต้นเสมอปลาย
ขาดเป็นช่วง ๆ ความชัดเจนของการมองท้องพองยุบมันก็ไม่ชัด เพราะเราขาดสติ
สติเราไม่พอนั่นเอง
|
  
หน้าต่อไป
|