ขนาดตัวอักษร: เพิ่มลดปกติ


สมัครสมาชิกยกเลิก










 

 

 

 

พบข้อผิดพลาดในเว็บไซต์
แนะนำ ติดชม สอบถาม หรือต้อง
การความช่วยเหลือ ติดต่อ
webmaster@jarun.org

รายนามคณะผู้จัดทำ

 


คลิกที่ชื่อหนังสือด้านล่าง เพื่อกลับสู่หน้ารวมตอนทั้งหมด
หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 11
:: ภาคธรรมปฏิบัติ :: เรื่อง สิ่งที่ได้จากการปฏิบัติกรรมฐาน
โดย พระราชสุทธิญาณมงคล

ท่านสาธุชนและผู้ปฏิบัติธรรมทุก ๆ ท่านที่พร้อมใจกันมาหลายคณะด้วยกัน โดยเฉพาะชมรุมพุทธศาสน์สถาบันราชภัฏธนบุรี และมหาวิทยาลัยสยาม มาเพื่อปฏิบัติน้อมนำจิตเข้าไปสู่การกุศล ญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาที่พร้อมหน้าพร้อมตากันมาเพื่อปฏิบัติธรรม ขณะนี้ผู้ที่มาใหม่ก็เข้ารับกรรมฐาน คำว่า รับกรรมฐาน หมายถึง สมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐาน สมาทานแปลว่า รับสัจจะไปปฏิบัติให้สมควร และเหมาะสมกับที่สมาทานเหล่านั้น ด้วยสัจจะวาจาของตนเอง ยืนยันต่อคณะสงฆ์ที่นั่งพร้อมกัน ณ บัดนี้ และญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาคณะหนึ่งปฏิบัติพอควรแก่อัตภาพ พอได้เป็นนิสัยปัจจัย เพื่อจะน้อมนำไปปฏิบัติประจำจิตประจำใจตลอดชีวิต แล้วจึงกราบนมัสการลากลับเคหสถานเพื่อไปปฏิบัติงานของท่าน จะเป็นนิสิตนักศึกษาหรือจะเป็นเจ้าของธุรกิจการงานต่าง ๆ เพราะคนเราเกิดมา ต้องพึ่งพาการทำงานและหน้าที่

ถ้าการงานไม่มี หน้าที่ไม่มีแล้วเราจะอยู่ในโลกไม่ได้ ก่อนจะพึ่งหน้าที่กับงานนั้น ต้องแสวงหาความรู้เพิ่มพูนบริบูรณ์ในด้านวิชาและเทคโนโลยีทุกประการ จะได้ผลสมมาดปรารถนา การอยู่ในโลกต้องพึ่งหน้าที่กับการงาน ถ้าไร้วิชา ขาดความรู้ ก็ไม่ทราบว่าจะทำหน้าที่อะไร การงานที่เราจะทำจะใช้วิชาอื่นใด ถ้าเราไม่เรียนหรือไม่ศึกษาไม่แสวงหาความรู้แล้ว ไหนเลยจะรู้ว่าหน้าที่กับการงานคืออะไร ถ้าไม่มีหน้าที่ไม่รับผิดชอบการงานของตนแล้ว ไหนเลยจะอยู่ในโลกได้อย่างสะดวกสบาย ท่านสาธุชนทั้งหลาย เราอยู่ได้ด้วยหน้าที่กับการงาน แต่ท่านทั้งหลายเรียนสำเร็จวิชาได้หลายสาขา จะเป็นสาขาใด สถาบันใดก็ตาม ถ้าท่านขาดหลักธรรมในใจ ขาดกรรมฐาน หน้าที่การงานของท่านจะไร้ความหมาย จะไร้เหตุผลไม่ได้สนใจชีวิตของตนแต่ประการใด แต่ก็มิได้หมายความว่ามีวิชาความรู้แล้วจะเป็นคนดีนะ ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น มีความรู้แต่ไม่สู้งาน ฐานะจะดีมีปัญญาได้อย่างไร ดังนั้นจึงต้องฝึกจิตพัฒนาจิตใจเข้มแข็งและอดทน ต่อสู้กับการงานและหน้าที่ ถ้าท่านเป็นนิสิตนักศึกษา ท่านควรจะท่องไว้ให้ขึ้นใจ ๒ ข้อดังนี้

ข้อที่ ๑. เรียนให้รู้ ดูให้จำ ทำให้จริง ไม่ยอมเรียนหรือจะรู้ ไม่ยอมดูหรือจะเห็น ไม่ยอมฟังหรือจะได้ยิน ไม่ยอมทำหรือจะเป็น จะลำเค็ญย่ำแย่จนแก่ตาย ไม่เอาเหนือเอาใต้ นี่แหละต้องท่อง เรียนรู้ ดูจำ ทำจริง

ข้อที่ ๒. เรียนรู้จะได้ไปสูงาน ฐานจะดีและมีปัญญา ฐานก็คือฐานะ นี่แหละหน้าที่กับความสะดวกสบายด้วยประการทั้งปวงอย่างนี้ ชัดเจนชัดแจ้ง เห็นชัด เห็นแจ้ง ว่าถ้าเราขาดการพัฒนาจิตแล้ว ไหนเลยท่านจะเข้มแข็งอดทนต่อสู้กับหน้าที่การงานของท่านได้ มีแต่สร้างกุศลก็ไม่ได้พบผลงานแต่ประการใด ไหนเลยเล่าท่านจะได้อย่างไรได้ ไม่ใช่หมายความว่าไปบวชชีพราหมณ์วัดโน้นออกวัดนี้ ไปสวรรค์ นิพพาน เหมือนบริจาคทานบาทเดียวปรารถนาไปสวรรค์ ปรารถนาไปนิพพาน นี่แหละอาตมาจึงว่า ทำบุญค้ากำไรเกินควร

ท่านทั้งหลายมาสร้างความดีต้องละความชั่วได้ ถ้าละชั่วไม่ได้ก็ดีไม่ได้ เราจะไปทำบุญต้องละบาปได้ ถ้าละบาปไม่ได้ บุญมันจะเข้าไม่ถึงจิต ชีวิตจะไม่ถึงใจ การเจริญกรรมฐานตามคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ ก็จะเป็นผู้บริหารจิตให้เข้มแข็ง บริหารกายให้เข้มแข็ง บริหารเวลาให้มีประโยชน์ การปฏิบัติกรรมฐานต้องการให้ชีวิตมีค่า ต้องการให้เวลามีประโยชน์แก่ท่านเอง ถ้าไม่มีหน้าที่การงานทำแล้ว ท่านอยู่อยู่ในโลกนี้เลย โฉลกไม่ดีแล้วไปเหนือมาใต้ก็ไม่มีหลักฐาน งานก็ไม่เป็นหลักแหล่ง ทำอะไรก็จิ้ม ๆ จ้ำ ๆ ไม่อดทนต่อการงาน และหน้าที่ ควรจะต้องมีผลงานในชีวิตของตนบ้างพอสมควรแก่อัตภาพ มีความหมายอย่างนั้นชัดแจ้งชัดเจน ขอเจริญพรอย่างนั้น เพราะฉะนั้นการมาปฏิบัติธรรมเข้าวัดให้มันครบ ๓ วัด

วัดต้น ก็คือ วัตถุธรรม ต้องแสวงหาการบริกรรมจิต สร้างข้อคิดให้เกิดปัญญา เรียกว่า วัตถุธรรม ถ้าคนไหนมีธรรมะ วัตถุสะอาดดูกันตรงนั้นนะ วัตถุสะอาดหมายความว่ากระไร ที่กินสะอาด ที่ถ่ายสะดวก กินของร้อน นอนในมุ้ง ทุ่งในส้วม สวมรองเท้า ยืนลุก ยืนรับ ยืนคำนับผู้บังคับบัญชา แสดงฐานะต่อท่านผู้ใหญ่ เป็นผู้น้อยทำไมนิ่งดูดาย ไร้มารยาทขาดเหตุผล ไร้ผู้ดีมีปัญญา ผู้ดีต้องมีระบบระเบียบ เพียบด้วยวินัย ออกมาอย่างนี้เห็นแจ้งเห็นชัด ชัดเจนแล้ว ขอเจริญพร หมายความอีกประการหนึ่ง ธรรมะแปลว่ากระไร ที่เราปฏิบัติกันต่อไป ธรรมะแปลว่า ธรรมชาติ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ธรรมชาติ ดอกไม้ที่สวยงามที่มาถวายสักครู่นี้ ขณะนี้มันสวย เดี๋ยวมันก็จะโรยร้างห่างไกล เดี๋ยวก็เลือนลางหายไป สาวจริงไหม หนุ่มจริงไหม ไม่จริงเลย หลอกลวงกันชั่วคราวใช่หรือไม่ นี่คือธรรมชาติ พระพุทธเจ้าสอน ธรรมชาติคือตัวธรรมะ ไม่ใช่ไปทำแมะ เหยาะแหยะตามวัดโน้นออกวัดนี้ ทัวร์บุญกันทั่วไป วันเสาร์-อาทิตย์ ไม่ทัวร์บุญ น่าจะทัวร์อารมณ์ของตนเองบ้าง ดีกว่าไปทัวร์ทั่วไป จะเสียเงินมากมายก่ายกอง เป็นที่น่าเสียดายมาก ขอเจริญพรอย่างนั้น ความหมายอย่างนี้ ธรรมะแปลว่าธรรมชาติ ท่านเป็นหนุ่มเป็นสาว หลอกลวงกันชั่วคราวเท่านั้น อายุ ๒๐ ปี ๓๐ ปีแล้ว เข้าสู่ปัจฉิมวัย แล้วก็ผ่านไปโดยธรรมชาติ นี่แหละ พระพุทธองค์ทรงสอนชัดเจนมาก เกิดจริงไหม เกิดจริง แต่เกิดมามันก็มีทุกข์ เกิดแล้วแก่ก็มีทุกข์ เจ็บก็มีทุกข์ แล้วก็พลัดพรากจากกันก็มีทุกข์ทั้งนั้น ทุกข์ประจำ ทุกข์จร ทุกข์ใน ทุกข์นอก พิจารณาอย่างนั้น เอาตาชั่งขึ้นมาดู เอาตราชูขึ้นมาชั่ง จะเห็นทุกข์ในตัวเอง นี่แหละ ธรรมชาติไม่ใช่อย่างอื่นแต่ประการใด

พระพุทธเจ้าสอนง่าย แต่ไปตีความยาก จนปฏิบัติลำบาก มองเห็นชัด สาวก็ชั่วคราว หนุ่มก็ชั่วคราว เดี๋ยวก็เฒ่าชะแรแก่ชรา แล้วก็ตายจากกันไป นี่ธรรมชาติใช่หรือไม่ เจ็บ ไม่สบายก็มีแต่ความทุกข์ หาความสุขไม่ได้ หิวโหย โรยรา ก็เรียกกว่าเจ็บ ไม่มีอะไร มีแต่ความทุกข์ มีแต่ความยาก มีแต่ความลำบากตลอด จึงต้องแสวงหาธรรมะ แหล่งความดีของชีวิต เป็นข้อคิดของนักปัญญา ผู้มีสติปัญญาจึงจะคิดได้ ผู้ไร้ปัญญาจะคิดไม่ออก บอกไม่ได้ ใช้ไม่เป็น จะไม่เห็นตัวตาย จะไม่คลายทิฐิ จะไม่ดำริชอบ จะไม่ได้ประกอบกุศล จะไม่ได้ผลอนันต์ เป็นหลักฐานสำคัญ ตรงนั้นเป็นจุดมุ่งหมายอันนี้ ท่านสาธุชนผู้ใคร่ธรรมทั้งหลาย เราต้องเข้าวัด วัตถุธรรม ธรรมะแปลว่าอะไรอีก แปลว่าต้องฝืนใจ ถ้าฝืนใจไม่ได้ ดีไม่ได้ ปล่อยไปตามอารมณ์ตามใจตนได้หรือ ปล่อยไปตามกระแสคลื่นลมที่เรามีอยู่ เดี๋ยวขื่นก็จะต้องอม ขมก็จะต้องกลืน คำคืนก็จะฝันหวาน หนุ่มก็จะเที่ยว สาวก็จะเที่ยว สรวลเส เฮฮา คบแต่อันธพาลสันดานบาป หยาบช้าในสังคม ทุกวันนี้เป็นที่น่าเสียดายมาก พระพุทธเจ้าทรงสอนนักสอนหนา สอนให้หาวัตถุธรรม

 

หน้าต่อไป

 

 

 

วัดอัมพวัน อ. พรหมบุรี จ. สิงห์บุรี 16160 โทร. 036 599381
Copyright 2004 jarun.org All Rights Reserved Version 4.0
เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2547

ติดต่อคณะผู้จัดทำ: webmaster@jarun.org หรือ กรอกแบบฟอร์มที่นี่