วันนี้เป็นวันฟังธรรม เป็นวันสร้างบุญสร้างกุศลในวันธรรมสวนะ ทุกวันพระ ชาวพุทธอย่างได้ขาดประกาศตนเป็นอุบาสกอุบาสิกา แทรกธรรมในพระบวรพุทธศาสนามาตามลำดับ แต่เป็นที่น่าเสียดายมากว่า คนไทยเป็นชาวพุทธมาตั้งแต่กำเนิดครั้งปู่ยาตายายประเพณีเดิมของไทยก็นับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ทั้งมหาบพิตรสมภารเจ้าก็ทรงเป็นพุทธมามกะในพระพุทธศาสนาด้วย นอกจากนั้นก็ทรงเป็นศาสนูปถัมภก ยกย่องพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน ในหลักการเรามีพระพุทธศาสนาประจำชาติไทยมานานแล้ว มีศาสนาประจำจิตประจำใจ ประจำหมู่ ประจำคณะ ประจำครอบครัวของเรา ในบ้านที่มีทั้งพ่อพระ แม่พระ อยู่เย็นเป็นสุข สร้างความสนุกในสังคมด้วยธรรมะและคุณค่าทุกชีวิต ไม่พลาดผิดในสังคมนั้น มีมากหน้าด้วยกัน แต่เป็นที่น่าเสียดายและเสียใจ กลับตรงกันข้าม หน้ามือเป็นหลังมือ คุณยุคใหม่สมัยโลกาภิวัตน์ แต่ไม่ภิวัตน์ ไม่พัฒนา กลับเลวร้ายในสังคมมากมาย จะเป็นหนุ่มและเป็นสาวหน้าขาว ๆ ในสังคม ขาดการเคารพผู้ใหญ่ ไม่มีระเบียบวินัย ประเพณีวัฒนธรรมของชาติก็สูญไปแล้ว ไร้ประเพณี ไร้วัฒนธรรม กิจกรรมก็ไม่มีประโยชน์ และดังที่กล่าวแล้วนี้ เป็นที่น่าเสียดาย เรามีของดีประจำชาติก็คือศาสนาประจำใจ ทำอะไรก็ประจำเหตุ ประจำผล มีต้นมีปลาย มีผู้น้อย มีผู้ใหญ่ การเคารพผู้ใหญ่เป็นระเบียบแบบแผน ทำให้เราเกิดวินัย ทำให้เราเกิดวัฒนธรรมของชาติ ปัจจุบันคุณสมบัติเหล่านี้หมดไปเพราะเด็กรุ่นใหม่ไม่เคารพผู้ใหญ่ ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ไม่เชื่อฟังครูบาอาจารย์ และออกไปนอกลู่นอกทาง นี่หรือโลกาภิวัตน์ ไม่มีความเจริญในโลก แต่มีความเจริญในอบายมุข หาความสนุกในสังคม หันหลังเข้าวัด หันหน้าเข้าวิก ชีวิตแจ่มใสไม่ได้ มีแต่มัวเมาและมัวหมอง ประคองไว้ไม่ได้ดังกล่าวแล้ว มีกิเลสนานาประการ
|
ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย วันนี้เป็นวันพระ เมื่อก่อนนี้วันพระ คนจำแม่น จำได้ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนเด็ก ๆ มาเรียนหนังสือที่วัด เพราะวันโกนต้องเก็บโต๊ะกัน เขาจะทำบุญกันในวันพระ หรือเขาจะมีงานศพกัน ก็เก็บโต๊ะเก็บเก้าอี้ เก็บกระดานดำ มีงานบวชนาคก็ต้องเก็บโต๊ะ จึงรู้ว่าเขาทำบุญวันพระ นำข้าวขันแกงโถมาถวายพระ และสดับพระธรรมเทศนา มันยังฝังแน่นมาตั้งแต่เป็นเด็ก เดี๋ยวนี้เด็กโตเป็นหนุ่มเป็นสาวหน้าขาว ๆ ในสังคม ไม่รู้จักคำว่าวันพระในปฏิทิน ไดอารี่ก็ไม่มีวันพระแล้ว ไม่มีข้างขึ้นข้างแรม จันทรคติ บางเล่มไม่มีเลย มีแต่วันอาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ วันที่ ๑ ถึง สิ้นเดือน นี่แหละก็เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพ แล้วอะไรมันจะฝั่งแน่นหนาในชีวิตของท่าน คงหมดโอกาสไปแน่นอนแล้ว คนโตไม่จำก็ต้องให้เด็กว่า แค่พ่อแม่ก็ยังลืมวันพระ ไม่รู้ว่าวันพระเป็นวันอะไร วันสร้างบุญทำให้เกิดพระในใจ วันพระเราต้องงดสร้างความชั่ว สร้างตัวให้ดี มีจิตใจเมตตาปรานีอารีเอื้อเฟื้อ ขาดเหลือคอยดูกัน เป็นสายสัมพันธ์ของบุคคลที่มีคุณธรรมและมีคุณภาพ
|
เมื่อก่อนนี้ ปู่ย่าตาทวดเรา เรียนหนังสือในศาลาวัดมาโดยตลอด เป็นใหญ่เป็นโตก็อาศัยศาลาวัดเป็นศาลาการเปรียญ ต้องเรียนหนังสือที่ศาลาวัด เดี๋ยวนี้โรงเรียนก็แยกออกไป เด็กไม่เข้าวัด เพราะพ่อแม่ก็ไม่พาเด็กมาวัดแต่ประการใด ในการปฏิบัติหน้าที่ยุคใหม่โลกาภิวัตน์ แต่จิตใจไม่พัฒนา จิตใจก็เลวลงไปสู่ความโลภ ความโกรธ ความหลงตลอดรายการ ไหนเลยเล่าเทคโนโลยี่จะแก้ปัญหาสร้างความดีในสังคมนั้น ไม่มีแล้ว คนเราขาดการมีน้ำใจ ขาดกำหนดจิต ขาดในใจชีวิต เป็นภัยต่อสังคม เป็นภัยต่อเหตุการณ์มากหลาย เราท่านทั้งหลายต้องมีน้ำใจนะ ขาดน้ำสิ้นชีวิต ขาดคู่คิดชีวิตยังอยู่
 |
ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย โปรดคิดคำว่า โลกาภิวัตน์ พัฒนาโลกอย่างเดียว แต่จิตใจมันเลวลงไป ไม่มีการพัฒนาจิต ชีวิตไม่แจ่มใส ชีวิตจะอับจน จะสวดมนต์ภาวนาก็ไม่เป็น อุทิศส่วนกุศลก็ไม่เป็น แผ่เมตตาก็ใช้ไม่ได้ สมัยโบราณนั้น เขาให้แผ่เมตตาตอนตื่นนอนจะได้โลกสว่าง จะได้ทำงานโลก โลกวิทู แจ้งโลก จะได้ไม่ปิดบังอำพราง ให้แผ่เมตตาตอนตื่นนอน ว่า โลกมนุษย์นี้เต็มไปด้วยเมตตาปรานี อารีเอื้อเฟื้อ ขาดเหลือคอยดูกัน นอนหลับก็เป็นสุข ตื่นนอนก็เป็นสุข ก็ต้องแผ่เมตตาก่อนนอน หลับก็ไม่เป็นอันตราย ไม่ฝันร้ายแต่ประการใด ก็เกิดผลงานขึ้นมาแก่ตัวของท่านเองโดยเฉพาะอย่างนี้เป็นต้น อันนี้มีความหมายมาก เพราะฉะนั้น การเจริญกรรมฐานต้องการมาปฏิบัติธรรม เพื่อพัฒนาจิตนั่นเอง ในเมื่อจิตดีแล้วก็ต้องพัฒนา พัฒนาวิชาความรู้ในด้านการศึกษาทุกประการ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ในเมื่อพัฒนาการศึกษาดีแล้ว ก็มาพัฒนาเศรษฐกิจ ประกอบอาชีพการงานอย่างสมส่วน และก็มีวิชาความรู้ จะได้ประกอบความรู้ด้วยการพัฒนา พัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาสังคมต่อไป
|
วันนี้จะให้คติเรื่อง โลภ โกรธ หลง ให้ท่านทั้งหลายฟังว่า เรามานั่งปฏิบัติกรรมฐาน จะได้แก้ปัญหาความโลภ ความโกรธ ความหลง ของเราได้อย่างไร ก็ติดตามฟังต่อไป ณ โอกาสบัดนี้ ขอเจริญพร เจริญสุขด้วยทั่วหน้ากัน ณ บัดนี้ขอได้โปรดตั้งใจฟัง คำว่า ใจเรา จะพัฒนาตรงไหน มีโลภ มีโกรธ มีหลง แต่เรามาเจริญสติปัฏฐาน ๔ นั่งกรรมฐาน จะรู้ว่า ความโลภเป็นอย่างไร ความโกรธเป็นอย่างไร ความหลงเป็นอย่างไร โลภ โกรธ หลง ๓ เรื่องที่เราพูดมาเปลืองเวลา เรามานั่งกรรมฐานจะรู้ว่าคนที่มีธรรมะเขาไปหลงงมงาย เขาจะไม่หลงไปสู่จุดมุ่งหมายของคำว่า งมงาย มีความหมายมากอยู่ในพุทธภาษิตที่พระพุทธเจ้าได้สอนไว้ทุกประการ
รื่องที่ ๑ เลเภนะ ชะยะเต เปโต จะเกิดเป็นเปรต คือ คนที่มีความโลภ โทสะก็จะไปเกิดในนรก โมหะก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ชัดเจน ชะยะเต นะโตเต จะไปเกิดเป็นเปรตด้วยอำนาจโลภะ ก็เพราะอาศัยความโลภ
เรื่องที่ ๒ โทเสนะ ชะยะเต นิระโย จะไปสู่นรกก็เพราะอำนาจโทสะ
เรื่องที่ ๓ โมเหนะ ชะยะเต ติระฉาโน จะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็เพราะโมหะ
ความหลงเนื่องจากเรื่องที่ ๓ นี้ล้วนแต่ให้โทษ ให้ทุกข์เป็นอันมาก ดังนั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสอนให้ละเสีย ท่านทั้งหลายก่อนที่จะได้บรรยายตามพุทธภาษิตทั้ง ๓ นี้ จะขอถือโอกาสทำความเข้าใจกับผู้ที่ฟัง ผู้ปฏิบัติธรรมสักเล็กน้อยก่อน โดยว่าทางบ้านเมือง ทางราชการหรือรัฐบาล ก็จะจัดให้มีการอบรมการปฏิบัติธรรมตามนโยบายพัฒนาจิตของรัฐบาล ต้องการให้ประชาชนเข้าหาธรรมะ นี่เป็นแผนของราชการ ต้องการให้ปฏิบัติธรรม แต่จุดประสงค์ก็คือ ต้องการให้ศีลธรรมแพร่หลายเข้าไปสู่จิตใจของประชาชน เป็นแผนงานของรัฐบาลก็จริงอยู่ เพราะตระหนักดีว่าโลกร่มเย็นเป็นสุขเพราะศีลธรรม แต่เจตนารมณ์นี้ทางบ้านเมืองที่รัฐบาลวางแผนไว้ จะสำเร็จผลได้ ประชาชนต้องสนใจต่อการปฏิบัติธรรม คือจะต้องปฏิบัติให้ครบวงจรทั้ง ๓ คือ
๑. ตั้งใจฟังด้วยดี
๒. ตั้งใจจำด้วยดี
๓. ตั้งใจปฏิบัติด้วยดี
|
เมื่อครบ วงจรทั้ง ๓ ประการนี้แล้ว ก็จะมาเข้าหลักที่ว่า สุตสุสัง ละภะเต ปัญญัง ฟังด้วยดี ย่อมจะเกิดปัญญา แต่ถ้าพลาดจากหลักเหล่านี้แล้ว ก็จะเข้ากับหลักที่โบราณกล่าวมา ตักน้ำรดหัวเสา คนประเภทตักน้ำรดหัวเสามีมากเหลือเกิน น่าเสียดาย ธรรมดาเสามันเป็นต้นไม้ที่ตายแล้ว ถึงจะพยายามรดน้ำให้มากเพียรไรก็ตาม เสาก็ไม่มีวันที่จะผลิตดอกออกใบให้ได้ เหมือนกับผู้ที่ฟังเทศน์ฟังธรรม โดยมิได้ตั้งใจปฏิบัติ แม้จะฟังตั้ง ๑๐๐ กัณฑ์ ๑,๐๐๐ กัณฑ์ ฟังกี่คัมภีร์ก็เอาดีไม่ได้ แต่ก็หวังใจว่าท่านทั้งหลายคงจะไม่ยอมเป็นเสาแน่ ๆ จะต้องเป็นต้นไม้ที่พร้อมจะรับน้ำอยู่ตลอดเวลา ใช่หรือไม่ประการใด แต่ถ้าท่านไม่ต้องการรับน้ำ ท่านก็เป็นไม้ตาย เดี๋ยวนี้ไม้ตามมีมากมายอยู่ในตัวคนทั้งนั้น ไม่ใช่อยู่ที่อื่นแต่ประการใด ถ้าท่านไม่เป็นไม้ตาย คนรดน้ำก็จะชื่นใจหายเหนื่อย ทางบ้านเมืองก็จะปลื้มใจ สมดังเจตนารมณ์ขอรัฐบาลดังที่กล่าวมาแล้ว
|
๑. ละจากโลภะ คือ โลภ เมื่อทำความเข้าใจอย่างนี้แล้ว ก็ขอให้ท่านทั้งหลายได้ติดตามฟังกันย่อ ๆ ดังต่อไปนี้ อันดับแรก จะว่าด้วยเรื่องที่ควรจะละ ได้แก่ โลภะ คือ ความโลภ ตามพระบาลีที่ว่า โลเภนะ ชะยะเต เปเต จะเกิดเป็นเปรตก็เพราะความโลภ เพื่อยืนยันข้อความนี้ ก็จะขอถือโอกาสนำเรื่องมาเล่าย่อ ๆ ให้ฟังประกอบเสียก่อน ตอนหลังจะได้อธิบายถึงลักษณะของความโลภว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร เรื่องที่เล่าต่อไปนี้ มีมาในคัมภีร์ภูมิวิลาสินี มีใจความว่า
|
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ปุสสะ ประทับอยู่ที่พระมหาวิหารพร้อมพระสงฆ์เป็นจำนวนมาก ครั้งนั้นพระเจ้าพิมพิสารถือกำเนิดเป็นขุนคลัง ทำหน้าที่จัดหาอาหารถวายพระสงฆ์ โดยมีพระพุทธเจ้านามว่า ปุสสะ เป็นประธาน ต่อเนื่องด้วยพระสงฆ์เป็นจำนวนมาก ขุนคลังให้พวกญาติ ๆ ของตนมาช่วยกันจัดอาหาร แต่เนื่องจากญาติบางคนโลภในอาหาร แอบบริโภคอาหารก่อนพระสงฆ์บ้าง บางคนก็ส่งไปให้บุตรภรรยา สามีที่บ้านบ้าง เอาไปแบ่งกันกินก่อนที่จะถวายพระบ้าง พวกนี้เมื่อตายไปก็ไปบังเกิดในนรก เมื่อพ้นจากนรกแล้วก็มาเกิดเป็น ปรทัตตูปชีวิกเปรต ส่วนขุนคลังนั้นในชาติสุดท้ายก็มาเกิดเป็นพระเจ้าพิมพิสาร พระองค์ทรงเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนา ได้ทรงบำเพ็ญบุญกุศลอยู่ตลอดเวลา และได้ทรงสร้างวัดถวายพระพุทธเจ้าด้วย วัดนี้แหละเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา เรียกว่า วัดเวฬุวัน
|
|
คืนวันหนึ่งขณะที่พระองค์กำลังบรรทมหลับสนิทอยู่ก็ต้องสะดุ้งตกพระทัย ตื่นขึ้นก็ได้ยินเสียงร้องอย่างโหยหวนของเปรต จึงรีบเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแต่เช้าตรู่ นำเอาเหตุการณ์ที่พระองค์ประสบนั้นขึ้นทูลถาม พระพุทธเจ้ารับสั่งว่านั่นคือ เปรตมาขอส่วนบุญ เพื่อความพ้นทุกข์ของพวกเขาแล้ว พระองค์ก็ทรงแนะนำวิธีที่สามารถจะช่วยเปรตเหล่านั้นให้พ้นทุกข์ได้ โดยทรงแนะว่า ให้พระองค์บำเพ็ญบุญถวายทาน มีข้าว มีน้ำ มีผ้า เป็นต้น แล้วก็กรวดน้ำอุทิศบุญกุศลไปให้ เปรตเหล่านั้นก็จะพ้นจากทุกข์ทั้งหลายได้ พระเจ้าพิมพิสารก็ถือโอกาสอาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ไปฉันภัตตาหารที่พระราชวังในวันรุ่งขึ้น หลังจากที่ถวายภัตตาหารเสร็จแล้ว ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม มีผ้าเป็นต้นแล้วทรงกรวดน้ำตามบทที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำว่า อิทัง โน ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย แปลว่า ขอส่วนทานอันนี้ จงสำเร็จแก่หมู่ญาติของข้าพเจ้าด้วยเถิด ขอหมู่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด ในทันใดนั้นเอง เปรตทั้งหลายเหล่านั้นก็แปรสภาพเปลี่ยนร่างเป็นเทพบุตรและเทพธิดา สมบูรณ์ด้วยข้าว น้ำ เครื่องนุ่งห่ม และวิมาน ซึ่งล้วนแต่เป็นทิพย์ทั้งนั้น เรื่องที่แสดงมานี้ สรุปแล้วก็มีคติเป็น ๒ อย่างคือ
๑. แสดงโทษของความโลภ
๒. แสดงอานุภาพของบุญว่าสามารถจะช่วยผู้ตายให้พ้นจากความทุกข์ได้สมกับที่ว่า ปุญญานิ ปะระโลกัสมิง ปติฏฐา โหนติ ปาณินัง บุญย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
|
ระดับของความอยาก ต่อจากนี้จะได้ชี้แจงเรื่องของโลภะ ความอยากว่า อยากขนาดไหนจัดเป็นโลภะ กรุณอย่าเข้าใจไขว้เขวไปเลย ขึ้นชื่อว่าอยากแล้ว จะต้องเกณฑ์ให้เป็นโลภะไปเสียทั้งนั้น ซึ่งยังมีบางท่านเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่มาก ที่จริงความอยากนั้นที่เห็นกันง่าย ๆ รู้กันทั่วไป ท่านจัดไว้อยู่ ๕ ระดับ ดังต่อไปนี้
|
๑. รติ แปลว่า ความชอบใจ
๒. อิจฉา แปลว่า ความอยากได้
๓. มหิจฉา แปลว่า ความอยากใหญ่
๔. ปาปิจฉา แปลว่า ความอยากได้โดยวิธีเลว ๆ
๕. โลภะ แปลว่า ความอยากได้โดยวิธีทุจริตผิดศีลธรรม